พระอาจารย์
6/15 (550101D)
แทร็กชุดต่อเนื่อง
1 มกราคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 6/15 ช่วง 1
มันทวนกระแสแล้วต้องออกแรงไง มันก็เลยขี้เกียจ ...เหมือนเดินทวนน้ำน่ะ
เหนื่อยรึเปล่าล่ะ เหนื่อยนะ เพราะน้ำมันไหลลง เราเดินทวนขึ้น นี่ มันมีแรงต้าน
มันก็ขี้เกียจเดินแล้ว หยุดแล้ว พักแล้ว ว่านั่งรอตรงนี้ก็ได้ หรือไม่มันก็ว่า... 'ถ้าอยากเดินสบายก็เดินไปตามน้ำสิ' ... นี่ มันจะพาให้เราเดินลงตามน้ำอยู่เรื่อย
แต่เราจะต้องการอะไร...ในการที่ทวนกลับมานี่ ... เพื่อไปหาต้นตอของน้ำ ว่ามันไหลมาจากไหน ตาน้ำมันอยู่ไหน
...ที่ว่าตาน้ำน่ะคือต้นธาตุต้นธรรม ต้นจิตต้นใจ คือต้น...ใจต้น ใจเอก ใจแรก จิตแรก
จิตเอก ธรรมแรก ธรรมหนึ่ง
เมื่อถึงตรงนั้นปั๊บนี่ มันหยุดแล้ว มันรู้แล้ว
มันทวนมาจนถึงมีที่เดียวคือใจผู้รู้ มันทวนต่ออีกไม่ได้แล้ว ...ด้วยระดับสติปัญญาขั้นต้นนี่ ไม่มีทางทวนเข้าถึงใจที่เป็นธรรมชาติของใจได้ บอกให้
มันทวนได้ถึงที่สุดตอนนี้...สำหรับมรรคเริ่มต้นนี่ คือผู้รู้ ดวงจิตผู้รู้อยู่ แล้วมันทวนกลับไปอีกไม่ได้แล้ว มันก็จะหยุดอยู่ที่ผู้รู้ ...แต่จากนี้ไปนี่ ยืนอยู่บนตาน้ำ
มีรึมันจะไม่มีน้ำไหล ใช่มั้ย
เราไม่ได้ไปปิดตาน้ำนะ ...ถ้าไปปิดตาน้ำนั่น
หมายความว่าตัวนั้นเกิดภาวะที่เรียกว่าเพ่งลงไปที่ตัวผู้รู้ และพอใจในภาวะผู้รู้
ติดผู้รู้อีกแล้ว ปุ๊บไปปิดตาน้ำ เอ้า น้ำไม่หมดโลกนะ ใช่มั้ย
เพียงแต่มันไม่ออก
ก็ยืนอยู่ที่ผู้รู้ ...แต่ปล่อยให้ผู้รู้มันดำเนินไป อะไรเกิดมา อะไรกระทบมา อะไรสัมผัสสัมพันธ์มัน
รู้...ทัน เห็น...ทันๆ ตรงนี้ๆๆ ...นั่นแหละ เขาเรียกว่าต้นธาตุ นั่นแหละเรียกว่าต้นธรรม นั่นแหละเรียกว่าต้นจิต
เพราะนั้นเมื่ออยู่ที่ธรรมแรกธรรมเดียว ธรรมเอกธรรมหนึ่งตรงนั้นน่ะ
เกิดตรงนั้นดับตรงนั้นๆ
ไม่ต้องไปดับที่อื่นแล้ว ไม่ต้องไปหาที่ดับแล้ว ไม่สงสัยในที่อันอื่นแล้ว
อยู่ที่เดียว พยายามน้อมลงในที่อันเดียว ตรงนี้ มันคลิกอยู่ที่เดียว
คลิกอยู่ที่เดียว มันมีที่เดียว คือที่ตรงนี้ ตรงปัจจุบันเท่านั้น อยู่ตรงนี้...รู้กับปัจจุบัน
ทุกขณะไป
เพราะนั้นต้นเหตุ ต้นธาตุ ต้นธรรมนี่
คือต้นองค์มรรค มรรคเริ่มต้นเดินจากตรงนี้ไป ...ไอ้ที่พากเพียรมาทั้งหมดนี่
เพื่อเข้าสู่องค์มรรค ...เข้าใจรึยังว่าองค์มรรคอยู่ที่ไหน
ไม่ใช่ ๘ ข้อ
หาแปดข้อไม่เจอแล้วตอนนี้ ไม่รู้จะเอาแปดข้อมาใส่ยังไงดี ... มันไม่ใส่แล้ว
มันเหลือตรงนี้ แต่มันรู้ นี่คือมรรค อยู่ในมรรค
เพราะนั้นมันก็จะคอยระวังว่าออกนอกมรรคมั้ย
ถ้าออกนอกมรรคก็หมายความว่าเผลอเพลินไปตามน้ำ ...ไปซะคืบสองคืบ วาสองวา
กิโลสองกิโล หรือหลายกิโล หลายโยชน์ ...หรือไปแบบกูไม่กลับอีกแล้ว (หัวเราะกัน)
เข้าใจป่าว
ก็รู้เองน่ะว่าออกไปไกลแล้วกู ยิ่งออกไกลยิ่งกลับยากนะ ...ไอ้เดินครั้งแรกน่ะเดินได้ด้วยกำลังศรัทธา มันลูกบ้า พอมันไหลออกไปแล้ว คราวนี้
โอยยยย โอ้โห ต้องเดินอีกไกลเลยนี่ ท้อนะ
ต้องอาศัยแรงมากที่จะทวนกลับ กับแรงขี้เกียจ
แรงที่ว่าท้อถอย ... "เดี๋ยวเข้าไปแล้วกูก็ไหลออกมาอีกแหละ" อะไรอย่างนี้
มันจะคิดปรุงคิดแต่งไป
ก็ต้องทุ่มเทกายใจใหม่อีก ...แต่ว่าโดยธรรมชาติของผู้ปฏิบัติ
มันจะล้มแล้วล้มอีก...ธรรมดา ก็อาศัยหัวโล้นหัวล้านนี่แหละคอยบอก คอยเตือน
เข้าใจมั้ย ...ไม่งั้นจะมีพระสงฆ์ไว้ทำอะไร
ไม่ได้มีไว้เอาบุญเอาบาปอะไร เอาไว้เตือน
เอาไว้ให้กำลังใจ ...แต่ไม่ได้ยกบุญบารมีไปให้กำลัง...ไม่ใช่ เอาไว้ให้กำลังใจในการพากเพียรต่อ ให้แน่วแน่ต่อไปว่า ... "เออ ตายแน่ๆ อย่าขี้เกียจ นั่นน่ะ ทำไป" ... มันจะได้มีกำลัง
ฟังคนนั้นทีฟังคนนี้ที มันจะได้เกิดกำลัง ...แต่ไม่ใช่ฟังแล้วก็ไปนั่งอมยิ้มแป้น กลับบ้านไปก็ว่า "ได้บุญแล้ว ได้เข้าใจแล้ว
กูไม่ทำแล้ว...สบาย เดี๋ยวพอไม่สบายก็มาฟังท่านใหม่" ...อย่างนี้ เดี๋ยวก็จะโดนถีบน่ะสิ
(โยมหัวเราะกัน)
ไม่มีประโยชน์ เอาบุญแค่นั้นไม่มีประโยชน์ ...คือบุญจากการฟังก็มีนะ บุญจากการฟังเทศน์...มันได้นะ มีความสุขนะ มีความสบาย เพราะว่ามันคลายออก เป็นอิสระ
แต่ว่าผลประโยชน์ของการฟังไม่ใช่จบแค่นั้น คือต้องน้อมไปปฏิบัติ ให้เกิด ให้รู้
ให้เห็น ด้วยตัวเอง ด้วยใจของตัวเองเป็นสันทิฏฐิโก
จึงจะฟังเทศน์เป็นฟังธรรมเป็น
จริงๆ น่ะเวลาฟัง ที่ฟังเป็นจริงๆ
คือฟังด้วยปฏิบัติด้วย รู้ด้วยเห็นด้วยได้ยินด้วย เห็นเสียงเกิดดับในขณะปัจจุบันนี้ด้วย
นี่คือฟังแบบภาคปฏิบัติ ...ไม่ใช่ฟังแล้วเดี๋ยวค่อยไปทบทวนแล้วค่อยปฏิบัติ
ถ้าทำตอนนี้เดี๋ยวจะฟังไม่รู้เรื่อง อะไรอย่างนี้
ฟังแล้ว ไม่ต้องรู้เรื่องน่ะ
ฟังแล้วก็ดับตรงนี้ ... ให้มันเห็นดับไปต่อหน้าต่อตา...ต่อตีนครูบาอาจารย์นี่เลย
เป็นไรไป ...ไม่ได้สอนให้จำ ไม่ได้สอนให้จด ไม่ได้สอนให้เอาไปทำเป็น short list, short note อะไร
ธรรมคือสิ่งที่เอามาสอนใจ ให้ใจมันรู้
ให้ใจมันเห็นธรรมตามความเป็นจริง ...แล้วก็ต้องใช้ในเดี๋ยวนี้ ขณะนี้
เพื่อให้เกิดความชำนิชำนาญ เพื่อให้เกิดความไม่ประมาทเผลอเพลิน
เพื่อให้เกิดความไม่ทอดธุระ
เพราะพวกเรามันจะทอดธุระ เห็นประโยชน์อันอื่นสำคัญกว่า
รอเวล่ำเวลา รอตอนนั้นตอนนี้ รอตอนที่กลับจากทำงานก่อน
รอตอนที่อยู่คนเดียวกำลังกลางคืนก่อน มันสงบดี อะไรอย่างนี้ ...มันอ้างอยู่เรื่อยน่ะ
ทำไม ...ทำงานมันรู้ไม่ได้รึไง ฮึ
เดินไปเดินมาไม่รู้รึไง หิวไม่รู้รึไง อยากกิน อยากน้ำ อยากพูด อยากคุย ไม่รู้รึไง อย่ามาอ้าง อย่าไปฟังมัน ...ด่ามันเข้าไป ด่าไอ้จิตกิเลส จิตสังขาร จิตปรุงแต่งที่มันบอกว่ารู้ไม่ได้ๆ น่ะ ทำไม
อย่าไปอ่อนข้อกับมัน ...รู้ไป
เวลาทำงานมีหรือมันจะไม่ได้เข้าห้องน้ำ อยู่คนเดียวรึเปล่าล่ะนั่นน่ะ
หรือมีใครเข้าห้องน้ำด้วย หือ (โยมหัวเราะกัน) ...เวลาอยู่คนเดียวก็มี ทำไมมาอ้างว่าต้องกลับบ้านเท่านั้นน่ะ
มันอ้างไปเรื่อย ...แล้วก็ไปเชื่อมันทำไม เวลากิน เวลาเดินอีกล่ะ
เวลาขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว มีไหม ทำไม มันจะมีอะไรมาขัดขวางการระลึกรู้ได้ ...เอาจนไม่มีอะไรมาขัดขวางการระลึกรู้ได้
นั่นน่ะเก่งจริง
ไม่ใช่เก่งแต่แบบเสือกระดาษ เก่งแต่ตอนอยู่คนเดียว
เก่งแต่ตอนไม่เห็นอะไรเลย เก่งแต่ตอนขุดรูอยู่ในป่าในถ้ำอย่างนี้ ...หูย กูเก่งจัง พอออกมา...ตบะแตกหมด...อย่างนี้ไม่มีประโยชน์
มันต้องเก่งตอนหลงนั่น ...เก่งตอนที่เราไม่ได้ตั้งอกตั้งใจจะรู้ แล้วมันเสือกรู้ขึ้นมาได้...สามารถรู้ขึ้นมาได้ในท่ามกลางสิงสาราสัตว์น่ะ คือกำลังจะโดนเสือขบแล้วรู้ตัวได้
นั่นน่ะเก่ง ใช่มั้ย จะไปเก่งตอนนึกเอานั่นเก่งไม่จริง อย่างนั้น คิดเอาเอง
รู้ตัวนี่ต้องให้ได้ทุกขณะ ...พอมันจะอ้างว่าไม่ได้ๆ ต้องทำให้ได้ ยังไงรู้กายเห็นกายไว้...มันมี มันไม่ขัดขวางกระบวนการคิด กระบวนการปรุง
หรือกระบวนการที่จะต้องอาศัยสมาธิที่เป็นการจดจ่อออกไปที่งานข้างหน้าหรอก
หยั่งไว้
น้อมไว้ เป็นคันเบรกคันรั้งไว้ อยู่ที่กายนี่ ขยับทีรู้ทีๆ
เหลียวหน้าเหลียวหลังเนี่ย ทำไมจะรู้ไม่ได้ ฮึ ...อย่าไปประมาทว่ารู้แค่นี้เองเหรอ
นิดเดียวเอง จะได้ประโยชน์อะไร
นี่แหละ ทีละสตางค์ล่ะหยอดกระปุกไว้ ...มันรู้ชัดจะตายในขณะนี่ มันแวบเดียวเห็นรู้นั่นน่ะ รู้มันชัดเลยน่ะ ...เอารู้ชัดน่ะ
แล้วก็ดับชัดด้วย เหลียวหน้าเหลียวหลังนี่ กายก็ดับ เห็นมั้ย
กลืนน้ำลายนี่ชัดเลย
น้ำลายก็ดับ ความรู้สึกที่กลืนดับ รู้ก็ดับพร้อมกัน ...รู้ไปทีละขณะอย่างนี้ นิดนึง
หน่อยนึงก็เอา คือไม่ทอดธุระ เข้าใจมั้ย ขวนขวายอยู่เสมอ
อย่าอ้างว่านี่นิดเดียวเอง เดี๋ยวเราได้เวลาแล้วเราจะรู้แบบต่อเนื่องเลย ... พอถึงเวลาจริงๆ นะ...หลับ (หัวเราะ) นั่งหลับซะอย่างงั้นน่ะ (โยมหัวเราะกัน) รู้ไปรู้มาหลับเอาซะดื้อๆ
พอมีเวลาจริงๆ แล้วก็ถีนมิทธะ
นิวรณ์นี่เข้ามาครอบงำเลยนะ เอาดิ พอลุกไปทำงานก็บอกเดี๋ยวรอวันต่อไปๆ ... เนี่ย อ้างไม่ได้
อย่าไปเชื่อมัน เสร็จมันหมดน่ะ
จิตกิเลสมันก็จะชนะอยู่หนึ่งก้าว ...เราก็ต้องเท่าทันมันอยู่เสมอ ทุกความคิด ทุกความปรุง รู้ได้รู้ๆ นิดนึงก็เอา
หน่อยนึงก็เอา ขยับทีรู้ทีก็เอา ไหวทีรู้ที นิ่งทีรู้ที ก้าวที กระเทือนทีรู้ที
เวลาเดิน เวลาขยับนี่มันรู้ชัดจะตาย การกระเทือนการกระเพื่อมน่ะ
มันชัดเจนอยู่แล้วกายน่ะ ...แต่มันขี้เกียจจจ เดินไป ลอยไป
เลื่อนลอยไป เดินไปคิดไป เรื่อยเปื่อยไป ปล่อยไป ล่องลอยไป
ฝันหวาน เพ้อเจ้อๆ
ตลอดเวลา ไม่รู้มันอยู่ได้ยังไง ...เนี่ย มันเคยชิน กิเลสเป็นความเคยชินนะ ศีลสมาธิปัญญามันไม่เคยชิน เป็นของที่ไม่เคยชิน เป็นธรรมที่ไม่เคยชิน
แต่พระพุทธเจ้าท่านแนะนำว่า ต้องอาศัยธรรมนี้เท่านั้น สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม
จึงจะตะล่อมกายใจนี้มาสู่องค์มรรคได้ ...ถ้าปล่อยตามความเคยชินแล้ว กิเลสมันก็คาบพาไปพามาอยู่ตลอด ไม่มีทางกลับลงร่องของมรรคได้เลย
เพราะนั้นมันต้องฝึกทวนนิสัยเดิม ...ทุกคนมีนิสัยเดิมคือปล่อย ปล่อยให้มันเป็นไปตามกิเลสจะพาไป กระแสโลกจะพาไป กระแสหู
กระแสตา กระแสกลิ่น กระแสรส กระแสต่างๆ พาไป
มันไม่น้อมกลับมาระลึก...แล้วก็รู้อยู่ว่ากำลังทำอะไร
รู้ว่าจิตกำลังทำอะไร กายกำลังทำอะไร ...พอรู้ยังงั้นแล้วมันรู้สึกขัดอกขัดใจ
มันรู้สึกมาขัดขวางความสุขของการล่องลอยเหลือเกิน
เพราะมันติดนิสัยไง …นิสัยนี่คือ อนุสัย ก็คือความหมายเดียวกัน
อนุสัยก็คือวาสนา วาสนาก็คืออุปวาสนา อุปวาสนาก็คือมันเคยทำมาซ้ำซาก
มันเป็นวาสนานิสัยของจิต
แต่ละคนมันก็มีนิสัยวาสนาต่างกัน เคยชินอย่างไรคิดอย่างไร
มันก็จะคิดซ้ำคิดซากๆ วนเวียนซ้ำซากๆ ลงในเขาวงกตนั้น ไม่ยอมถอน ...ถ้าเป็นเขาวงกตที่มันชอบมันก็เพลินไปเลย
กิเลสความเผลอความเพลินนี่แหละ
พานักปฏิบัติตายมาไม่รู้กี่ศพแล้ว ปล่อยให้ลอยไปเรื่อยเปื่อยนี่แหละ
เพราะนั้นสติปัญญานี่
มันจะยากตรงที่เริ่มความใส่ใจ ความตั้งใจ ...ถ้าเป็นสายกรรมฐานนะ
ลักษณะของอุบายที่ท่านให้มีสติมากๆ คือ พุทโธไม่ให้ขาด นั่นเป็นอุบายนะ คือพุทโธนี่มันจับได้ชัดไง
แต่พอมาพูดถึงสติ สตินี่ไม่ใช่อุบาย
สตินี่มันรู้ตรงๆ รู้ไปกับกายตรงๆ รู้ไปโดยที่ไม่มีภาษามาบอก เดินก็เห็น
รู้สึกถึงอาการ รู้สึกถึงผัสสะ รู้สึกถึงเวทนาของกายตรงนั้นๆ
เพราะนั้นสตินี่มันจึงดูเหมือนตรง...แต่ยาก ยากยังไง...เพราะว่ามันจะเพลินง่าย
เผลอง่าย เผลอง่ายมาก ขนาดพระกรรมฐานอยู่ในป่าท่านยังต้องว่าพุทโธๆ เป็นอุบาย
เพื่อจะให้เกิดสติต่อเนื่อง
จริงๆ น่ะ พุทโธเพื่อให้สติต่อเนื่อง พุทโธไม่ขาดสาย
จะติดพุทโธมาก็ช่าง จะติดอารมณ์สมถะสงบมาบ้างก็ช่าง แต่ท่านถือเป็นอุบาย ...ถ้าปล่อยให้มันเลื่อนลอยๆ อยู่ในป่ามันยิ่งเลื่อนลอยใหญ่ ไม่เลื่อนลอยก็ฟุ้งซ่าน
ไอ้อยู่ในเมืองถึงไม่เลื่อนลอยฟุ้งซ่าน แต่ก็หลงไปกับงาน หลงไปกับการกระทำข้างหน้า
การงานข้างหน้า กับการจดจ่อกับงานในอดีตอนาคต ...มันก็หลงกันคนละแบบ หลงทั้งนั้น
ยังไงจะใช้อุบาย หรือจะเจริญสติโดยตรง
ก็ต้องตั้งใจใส่ใจ ตั้งใจขึ้นบ่อยๆ ตั้งขึ้นมา ล้มแล้วตั้งใหม่ๆ อย่าไปเสียดาย
อย่าไปตำหนิมัน อย่าไปว่ามัน ...ก็เป็นอย่างนี้ทุกคน การปฏิบัติ
อาศัยความขยันหมั่นเพียร พากเพียร ไม่ท้อไม่ถอย ทำความถี่กระชั้นเสมอ
ไม่เบื่อในการปฏิบัติ ไม่เบื่อในการเจริญสติ ในการระลึกรู้อยู่เสมอ
จนมันเกิดเป็นนิสัยขึ้นมาใหม่ ...เขาเรียกว่าอุปนิสัยก็จะเกิดขึ้น
ท่านเรียกว่าเป็น
นิสยปัจจโย ตัวนิสยปัจจโย ตัวนิสัยที่เจริญสติอยู่ต่อเนื่องเนืองๆ เป็นนิจนี่
ก็เป็นปัจจัยหนึ่งให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ...ไม่ใช่ว่าปล่อยแล้วมันจะสุกงอมเอง
ไม่มีน่ะ ต้องเจริญขึ้น
อย่าไปกลัว อย่าไปกลัวเพ่ง อย่าไปกลัวว่าตึงไปมั้ย ...ตึงไว้ก่อน
เพ่งไว้ก่อน เอาไว้ก่อน ดีกว่าปล่อยให้มันหลงเตลิดเรื่อยเปื่อยไป ...ส่วนมากพวกเจริญสติก็จะกลัวว่าจงใจ
เพ่งไป ...เพ่งดีกว่าหลงอ่ะ
ถึงไม่รู้เรื่องอะไร...อย่างน้อยก็ยังรู้ว่าเพ่ง
กำลังเพ่งอยู่อ่ะ ... ทำไม จะเครียดจะตึงหน่อย ช่างหัวมัน ก็ยังถือว่ามีสติ ...อาจจะเป็นมิจฉาสติบ้าง มิจฉาสมาธิบ้าง อะไรก็ตาม ยังดีกว่าหลงน่ะ
แบบไม่รู้อะไรเลย
ปล่อยแบบเพลินหายไปเลยนี่ไม่มีประโยชน์ มีแต่โทษ ร้อยเปอร์เซ็นต์ ... อันนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย
กับมาเพ่งกับมาจ้องกับมาดูเพ่งกาย แม้จะยังไม่อยู่ที่ใจ หรือไม่สมดุลระหว่างกายใจก็ยังดี
อย่างน้อยก็ถือว่ายังได้คะแนนน่ะ ...ก็ถือว่ายังดี
แล้วมันก็ค่อยๆ ปรับ ...ไม่ปรับเดี๋ยวอาจารย์ก็มาตบโหลกให้ (หัวเราะกัน) ให้มันตรง ให้มันพอดีกัน
ระหว่างกายใจพอดีกัน คือถ้าขืนไปแล้วมันเข้าใจเองน่ะ ไม่ต้องกลัว
ถ้าเจริญสติปัฏฐานนี่ไม่ต้องกลัว มันจะสอนตัวมันเองได้ ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัว
ไม่ต้องกลัวหลง กลัวออกนอกทาง มันจะรู้ มันจะเตือนตัวเอง
เพราะมันจะรู้ตัวเองอยู่เสมอ เข้าใจมั้ย
เพราะมันรู้ตัวเองอยู่เสมอ มันจะสอดส่องตัวเองอยู่เสมอ
เท่าทันอากัปกริยาของตัวเองอยู่เสมอ นี่ มันจะปรับสมดุลไปในตัวของมันตลอดเวลา
โดยเราไม่รู้ตัวเลย ...มันปรับโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่ามันปรับ
เพราะไม่มีเราปรับ
ใจมันปรับเอง ศีลสมาธิปัญญาเขาปรับเขาเอง ไม่มีเราปรับ ...แต่ถ้าเราปรับปุ๊บ เราจะเทียบ เราจะเทียบด้วยความสงสัยลังเล
ก็รู้อีก รู้เข้าไป รู้ว่าสงสัย รู้ว่ากระทำ รู้อีกๆๆ เอารู้นั่นแหละแก้ อย่าเอาความอยากรู้แก้ เอาความรู้น่ะแก้ รู้เฉยๆ นั่นแหละแก้ แก้ไว้ก่อน ...กำปั้นทุบดิน รู้อย่างเดียว
เอาจนมันชำนาญ
เอาจนมันไวเป็นจักรผันน่ะ …รู้เวลามันถี่ เวลามันรอบจริงๆ
มันไวเหมือนจักรผัน
การเห็นการกระจัดกระจายของอาการ มันพั่บๆๆ ...มันเห็นความปรุงแต่งอย่างนี้เลย เกิดดับๆๆๆ ต่อเนื่องปั๊บ ดับที เกิดปั๊บดับที
พั่บๆๆ
ต่อไปมันไม่รู้อะไรเกิดอะไรดับแล้ว ไม่เห็นหัวเห็นหาง อะไรวะเนี่ย ...จากที่ว่าเป็นคำๆ จากที่ว่าเป็นภาษา เป็นข้อความ เป็นความเห็นเป็นเรื่องๆ
แล้วก็ดับๆ ต่อไปอะไรมันเกิดอะไรมันดับวะเนี่ย มันยิบยับๆๆ ไม่มีภาษาแล้ว
เอาจนเหนื่อยน่ะ จนบอกเท่าไหร่ก็ไม่หยุดเลย ... เนี่ย มหาสติเป็นอย่างนั้น มันเหนื่อย
มันหมุนๆๆๆ ข้างใน จนล้า ตัวเห็นน่ะมันเห็นจนล้า ... บางทีล้าจนต้องรวมตัวหยุด พัก
มันจะพักตัวมันเอง พักอยู่ที่ใจรู้ แน่วอยู่ที่รู้ ไม่สนใจ แน่วอยู่ ...เหมือนกับยืนบนตาน้ำ น้ำมันเยอะเหลือเกิน กูขอเหยียบไว้หน่อยก่อน อย่าเพิ่งออก ขอเหยียบตั้งหลัก
เดี๋ยวค่อยดูใหม่ อย่างนั้นน่ะ
อย่างนั้นเรียกว่ารู้จักธรรมสมควรแก่ธรรมอย่างไร ...แล้วก็ปล่อย คลาย ถอนตีนออกมาจากตาน้ำ แล้วก็ดูตาน้ำไหล
แล้วก็สิ่งที่ไหลมากับตาน้ำ แค่นั้นเอง
เพื่ออะไร จนกว่าตาน้ำจะเหือด จะแห้ง
จะหาย จะหมด จะสิ้น ...หมดสิ้นซึ่งความปรุงแต่ง หมดกำลังของความปรุงแต่ง ...จะรู้เอง
กำลังของความปรุงแต่งมาจากตัณหาภายใน อุปาทานภายใน ความหมายมั่นภายใน
ที่ไม่มีตัวไม่มีตน ...ไม่รู้มันหมายอะไรด้วย ไม่รู้มันอยากอะไรด้วย
มันเป็นความอยากที่ไม่มีจบสิ้น แต่ไม่รู้มันอยากอะไร นั่นน่ะ
มันเป็นกำลังที่เกิดความปรุงแต่งไม่จบไม่สิ้น ...แต่มันก็มีกำลังของมัน
เหมือนหม้อแบตเตอรี่ เข้าใจมั้ย ใช้ไปเรื่อยๆ เอาไฟจ่อมันเรื่อยๆ นะ มันก็หมดหม้อ หมดแบตไป มันก็หมดกำลังในตัวของมัน ...ตราบใดที่เราไม่เอาไปชาร์จแบต
แต่พวกเรานี่...ใช้ไปชาร์จไปๆ
มันก็ไม่หมดซักทีหรอก มันถึงสะสมต่อเนื่องมากี่ภพกี่ชาติล่ะ เพราะเรามีแต่ชาร์จมัน ...บางทีไม่เอาไปใช้ด้วย เอาแต่ชาร์จอย่างเดียว
คือไปเสวย เสนอสนองกับมันตลอดเวลา
ตามความอยาก ตามความไม่อยาก...ตลอด ทุกอย่าง การกระทำคำพูด ความคิด มันเป็นไปตามความอยาก ...นี่คือการชาร์จแบต ชาร์จความปรุงแต่ง ชาร์จกิเลสตัณหาภายในให้มันไม่หมดไม่สิ้น
แต่ถ้าเรายืนอยู่แล้วรู้อยู่ ...ใช้มันนะ
ไม่ห้ามมันนะ แต่ปล่อยมัน ให้มันเป็นไปตามธรรม ...ก็จะเห็นน้ำนี่ไหลไปตามปกติวิสัย ...ไม่รู้น่ะ ไม่ต้องไปคาดด้วยว่ามันจะหมดเมื่อไหร่ ทำหน้าที่อย่างเดียวคือ รู้ ดู
เห็น
จบตรงนี้...จบตรงที่ รู้ ดู เห็น อยู่กับมัน นี่ ตอนนี้มันทำงานเดียวแล้วไม่สนใจอะไรอย่างอื่น ตาจะเป็นยังไง ใครจะพูดอะไร
จิตมันจะคิดอะไร มีอารมณ์อะไรอยู่ตรงนั้น จะเย็นร้อนอ่อนแข็ง...ไม่สนแล้ว ไม่สนใจ
มันเข้าไปชำระจิตปรุงแต่งหมด จนมันว่าง บางเบา สิ้นไป หมดไป มันคลายออกหมด
แล้วไม่หวนคืน...อนาลโย คือไม่หวนคืน
แล้วพวกเราจะเรียนรู้เอง ...กิเลสบางตัวมันหวนคืน ตัวเองน่ะแหละ หวนเอา เสียดาย เกรงใจ
กลัวจะไม่มีประโยชน์ต่อไปข้างหน้าถ้าเราทิ้งมัน เนี่ย มันหวนกลับ
ใจยังไม่เด็ดพอ
ยังเด็ดไม่ขาด รักพี่เสียดายน้อง จะให้อยู่ในที่เดียวกัน อย่างนั้นไม่ได้ ...ต้องเบ็ดเสร็จ ไม่อาลัยอาวรณ์ ในการเลิกการร้างมัน
แต่ว่ามันก็จะเป็นไปตามกำลัง บอกให้ มันไม่ได้เป็นไปตามความอยาก... ฝึกไปเจริญไป
สติสมาธิปัญญามากขึ้นเท่าไหร่ จิตใจมันจะเข้มแข็งกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอาจหาญ
ไม่กลัวตายไม่กลัวเป็น ไม่กลัวหมดไม่กลัวสิ้น ไม่กลัวว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า
อะไรเกิดขึ้นข้างหลัง ใครเขาจะพูดอย่างไร ใครเขาจะเข้าใจเราผิดหรือไม่ตรง ใครเขาจะว่า ใครเขาจะตำหนิเรา ... ไม่สนเลย
ใจมันเต็มพร้อมอยู่ในตัวของมันเอง ตายเป็นตาย อยู่อย่างนั้น ...มันอาจหาญ เหมือนนักรบ
ออกไปสู้ศึกคนเดียว กองทัพนี่เป็นพันเลย เดินถือดาบอาจๆ ตัวคนเดียว ตายเป็นตาย
...สุดท้ายไม่ตายว่ะ แน่กว่าโว้ย
แต่ถ้าถือดาบจดๆ จ้องๆ ... "กูจะเข้าดีมั้ย" ...มันติดที่ความคิดแล้ว เข้าใจมั้ย ... "เอ ถ้าเข้าไปไม่ดี กูตายนะนี่
หรือถ้าไม่ตายแล้วกูขาขาดกลับมากูจะทำยังไง ถอยก่อนๆ ดูท่าก่อน" ...นี่ มันยังงั้น
แต่ถ้านักรบนี่ไปเลย ตายเป็นตาย ไม่กลัวตาย ...ถ้ามันว่าตาย ก็บอกเกิดใหม่กูก็ดูมึงใหม่
มีอะไรมั้ย นี่ เอาความคิดตัดความคิดไปเลย ถ้ามันไม่ยอมละความคิดนั้น ท่านก็ใช้อุบายของท่านไป
แต่ในขณะเดียวกันใจท่านก็รู้ตั้งมั่นอยู่ภายในอย่างนั้น อันไหนละได้ละๆๆๆๆ ความคิดไหนมันเกิดขึ้น...ละ ความเห็นใดเกิดขึ้นจะเอาถูกจะเอาผิด...ละ
อดีตอนาคต เรื่องราวของสัตว์บุคคลนั้น คนๆ นี้ เรื่องราวของเราข้างหน้าข้างหลังเกิดขึ้นมาอย่างนี้ๆ...ละหมด
รู้เห็นอะไรละหมด กายปัจจุบันยังไง เจ็บไข้ได้ป่วย จะเป็นจะตายข้างหน้าข้างหลัง
พอมันเริ่มไปปรุงแต่งกับกาย...ละ เอาเท่านี้ เจ็บเท่านี้ก็เจ็บเท่านี้
ปวดเท่านี้ก็ปวดเท่านี้ ยังไงก็ยังงั้น นั่น ละๆๆ ...ละความคิดอดีตอนาคตที่ไปปรุงแต่งต่อกับขันธ์ทั้ง
๕ หมดสิ้น
ตั้งหน้าตั้งตาละเลิกเพิกถอนอย่างเดียว
ตายเป็นตาย ข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่รู้ เดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้ข้างหน้าเป็นยังไง
แต่ไม่สน ...ละในปัจจุบัน ทิ้งในปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบัน
แล้วก็ทิ้งอยู่ตรงนั้น
อะไรออกมาทิ้งมันต่อหน้าต่อตาเลย ...หมด ไม่เหลือหรอก ไม่ครณามือหรอก
ถ้าขึ้นถึงมหาสติปัฏฐานแล้ว กิเลสไม่ครณามือเลย
ถึงเวลามันเหือดมันแห้งมันหาย ปุ๊บ
..มึงอยู่ไหน มึงอยู่ไหน ท้าเหย็งๆ เลย ใจมันไม่หลับไม่นอน หลับอย่างมากก็นิดเดียว
ชั่วโมงสองชั่วโมง ปึ๊บ ตื่นขึ้น ดีดผึงเลย
ไม่มีมา...คารวะหมอน
หรือว่าเกรงอกเกรงใจหมอน ไม่มีเกรงใจอ่ะ จิตนี่ดีดผึง รู้ตื่น พึ่บ ทำงานต่อเลย ...มันรู้ว่างานยังไม่จบ
มันรู้ว่ายังมีอนากูลา งานคั่งค้าง
อนากุลา จ กมฺมนฺตา ยังมีงานคั่งค้าง งานข้างใน
ความยังไม่หมดสิ้นซึ่งความปรุงแต่งภายในด้วยอำนาจตัณหาอุปาทาน ...ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหนน่ะ
แต่มันรู้อยู่ว่ามันยังมี
ไม่ประมาทเลย ไม่มีคำว่าประมาทเลย...รู้ตื่น
ถือดาบรออยู่อย่างนั้น สายตานี่จดจ่อจ้องอยู่ตลอดเวลา
สติสมาธิปัญญาเป็นเหมือนดาบเหมือนขวานเลย มึงอย่าออกมา ตาย ปุ๊บ
พอหมดสิ้นปุ๊บ
ขวานดาบมีดหอกนี่ทั้งหมด ไม่รู้จะไปฟันอะไร ไม่มีใครฟันใครแล้ว หมด
ไม่ต้องมาสติสมาธิแล้ว ไม่รู้จะไปดูอะไร ไม่เห็นมีอะไร ไม่มีใครดู
ไม่รู้จะดูอะไร คนดูก็ไม่มี
คนถูกดูก็ไม่มี จะทำอะไร ...ก็ใช้ชีวิตแบบพวกโฮมเลส ไม่มีบ้าน ไม่มีราก เป็นพวกไร้ราก
นั่งตรงนี้ลุกปุ๊บ ขาด มันขาดตรงนี้เลย เข้าใจคำว่าขาดตรงนี้เลยมั้ย ...ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาอารมณ์
จดจำได้หมายรู้ว่ากูเคยนั่ง มีเราเคยนั่ง มีตัวเราในอดีต ...ไม่มีนะ
แต่พวกเราให้ลุกนี่
ตัวเราในอดีตยังมีนะ เรานั่ง เมื่อกี้เรานั่ง เห็นมั้ย มันยังยึดเลยนะ สัญญา ...ทั้งที่ไม่มีอะไรแล้ว มันยังบอกว่าตัวเรายังนั่งอยู่เมื่อกี้
พระอรหันต์นี่ลุกแล้วลุกเลย
พั่บ ขาด ตัวเราตั้งแต่ปัจจุบันยันอดีตถึงอนาคตไม่มีเลยสักตัว มันเป็นอย่างนั้น
ไม่งั้นท่านไม่เปรียบว่าเหมือนนกบินไปในอากาศ ไม่มีร่องรอย untouchable แตะต้องไม่ได้
เพราะไม่ร่องรอยจริงๆ ขาดจริงๆ ...นี่เขาเรียกว่าเบ็ดเสร็จ
นี่ท่านเรียกว่านิโรธ นี่ท่านเรียกว่าดับสูญ เป็นสูญโญ สุญญตา เป็นอนันตมหาสุญญตา
ทุกขณะทำ พูด คิด
ทุกขณะของปฏิกิริยาอาการของขันธ์ สักแต่ว่าขันธ์
สักแต่ว่าเป็นพฤติกรรมของขันธ์ สักแต่ว่าเป็นพฤติกรรมของจิตเท่านั้น ...ไม่มีอะไรสืบเนื่องต่อจากนั้นไป
(ต่อแทร็ก 6/16)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น