พระอาจารย์
6/14 (550101C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2555
พระอาจารย์ – รู้มากๆ รู้บ่อยๆ
รู้เนืองๆ รู้ถี่ๆ ...รู้ไป รู้อย่างเดียว รู้ตัวเข้าไป อยู่กับความรู้ตัว อย่าไปอยู่กับความคิด
อย่าไปอยู่กับอดีตอนาคต อย่าไปอยู่กับธรรมที่นอกเหนือจากรู้อยู่กับรู้ตัว
แค่นั้นน่ะ
ลองดูซักตั้ง ดูซิ ... ซักตั้งของเรานี่คือ ชาตินี้ นะ (หัวเราะ)
เข้าใจมั้ย ...คำว่าซักตั้งนึงนี่ ไม่ใช่แค่เป็นชั่วโมงนาทีนะ ซักตั้งคือซักชาตินึงซิ ...ดูซิ มันจะรู้ มันจะเอากันอยู่มั้ย
มันตั้งไม่จริง ...พอพูดว่าตั้งชาตินึงนี่ ใจมันถอนแล้ว
โยม – ฝ่อแล้ว
พระอาจารย์ – เห็นมั้ย กิเลสน่ะมันแนบแน่นนะ
มันแนบแน่นจริงๆ ความเชื่อมั่นถือมั่นในความคิดความเห็นนี่ มันลึกซึ้งมาก ...ไม่ใช่ของง่ายหรอก
กิเลสนี่มันเหมือนยางเหนียว อาสวะนี่เหมือนยางเหนียว มันเป็นใยที่เหนียวจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับใจเลย
แยกไม่ออก ...ไม่ง่ายหรอก ถ้าไม่ตั้งใจจริงๆ
ใครว่าปัญญาวิมุติง่าย
ใครว่าปัญญาวิมุติเร็ว ...ก็บอกว่าลองตั้งใจดูซักชาตินึงซิ ตั้งใจเจริญสติ
ตั้งใจรักษาสติ ตั้งใจรู้เห็นโดยไม่ขาดระยะซักชาตินึงซิ มันง่ายมั้ย
ไม่มีอะไรง่ายหรอก สมถะก็ไม่ง่าย กรรมฐานก็ไม่ใช่ง่าย ปัญญาก็ไม่ใช่ว่าง่าย ...แต่ทุกอย่างนี่มันจะง่ายกับคนมีความพากเพียร ไม่เอาเวลามาเป็นเครื่องกำหนด
ไม่เอาผลมาเป็นเครื่องที่หมายที่หวัง
ก้มหน้าก้มตาทำงานลูกเดียว
ไม่หวังขั้นเงินเดือน ไม่หวังโบนัส ไม่หวังตำแหน่ง นี่เขาเรียกว่าก้มหน้าก้มตาทำงานลูกเดียวจริงๆ ...มันคือความเพียร
แต่แรกๆ มันแอบคิดไม่ได้หรอกถึงโบนัส ...ก็ให้ทัน อย่าไปสร้างวิมานในอากาศเยอะ อย่าไปหลงอยู่ในวิมานในอากาศ
เดี๋ยววิมานก็สลายไปเอง ...ก็กลับมาก้มหน้าก้มตาทำงานไป
คือรู้ไปเห็นไปๆ อยู่ในที่อันเดียวไป เจริญสติไป
รักษาใจไว้ให้มั่น นั่นเรียกว่าเจริญสมาธิ ปัญญาก็คอยสอดส่องสังเกตดู
ความเป็นความไปของทุกอาการ ด้วยความเสมอภาค ไม่เลือกน่ะแหละ
อดทน เป็นรากฐาน ขันติ...ทานทนต่อเสียง ต่อกลิ่น ต่อคำพูด ต่อการกระทำของผู้อื่น ต่อความคิดของตัวเอง ต่อความเห็นของตัวเอง
ต่อความอยากของตัวเอง
ทุกอย่างน่ะมันต้องอดทน ...อดทนต่อกิเลสทุกตัวที่มันสร้างสรรค์ปรุงแต่งขึ้นมา ไม่ใช่อยู่กันแบบประมาทเลินเล่อ
เผลอเพลิน ใจลอย อยู่แบบสบายๆ เลื่อนๆ ลอยๆ
มีสติก็มีสติแบบเลื่อนๆ ลอยๆ
อะไรก็ไม่ชัด อะไรก็ไม่รู้ชัด ในสติที่ระลึกขึ้นมา ...เมื่อสติระลึกขึ้นมาแล้วไม่มีการรู้ชัด สมาธิมันก็จะตั้งยังไง
มันต้องรู้ชัด
แต่ไอ้สิ่งที่ถูกรู้น่ะจะไม่ชัดก็ช่างหัวมัน อย่าไปลังเลสงสัยกับมัน ...แต่เอารู้ชัด
ทุกครั้งที่มีสติระลึกขึ้นมา ต้องรู้ชัด...ว่ามีรู้อยู่นะ นี่คือรู้นะ นี่เขาเรียกว่ารู้ชัด
เมื่อรู้ชัด
มันก็จะหยั่งลงตรงที่ชัดตรงรู้ นั่นน่ะ มันเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดสมาธิ
คือตั้งมั่น ตัวรู้ชัดนั้นก็จะตั้งมั่นขึ้น แน่วแน่ขึ้นอยู่ภายใน ...พอมันตั้งมั่น
แน่วแน่นขึ้น ทุกอย่างง่ายขึ้นแล้ว บอกให้เลย
ไอ้ที่มันยากเพราะมันล้มลุกคลุกคลานอยู่นี่ เดี๋ยวก็ล้มๆๆๆ เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็เพลิน
เดี๋ยวก็เพลินอีกแล้ว ...'ไม่เอาแล้ววว ไม่ทำแล้ว นอนดีกว่า ไปเที่ยวดีกว่า
ไปคลายอกคลายใจซะ'
แน่ะ มันว่าอย่างนั้น สุดท้ายมันก็รวมยอดๆ ปรุงทีเดียว
ล้มทั้งกระดาน แบบเล่นหมากรุกน่ะ พอเขาไล่เข้าๆๆ รู้แล้วจะโดนรุกฆาต
ตานี้กูล้มกระดานมันซะเลย มันจะได้ไม่ชนะกู นั่น มันเป็นซะอย่างงั้นน่ะ เขาเรียกว่าพาลพาโลเกิด...พาล
เพราะนั้นมันสำคัญที่ว่าต้องตั้งมั่น...ให้มาก
ไม่งั้นมันก็ล้มแล้วก็ลุก ล้มแล้วก็ลุก เราจะอ่อนแรงไปเรื่อยๆ จะเหนื่อย จะท้อ
เพราะไม่มีกำลังของสมาธิ คือจิตตั้งมั่น ตั้งมั่นอยู่ที่ดวงจิตผู้รู้
จิตกับใจมันรวมเป็นหนึ่ง จิตไป...ใจอยู่ พอจิตไม่ไป...มันก็ต้องอยู่ที่ใจอยู่
เป็นดวงเดียวกัน ...เพราะนั้นว่า ตั้งไว้ที่นั่นแหละ ตรงนั้นน่ะ ขยันไว้ อยู่ที่นั้นน่ะ
ทำที่เดียวน่ะแหละ
ทำงานที่เดียว ไม่เอาหลายที่หลายทางน่ะ ...ใครจะว่าตรงนั้น
ใครจะว่าตรงนี้ ใครจะว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้...ไม่สนอ่ะ ทำที่เดียวนี่ ทำที่ใจนี่
รวมจิตรวมใจอยู่ที่เดียวนี่
อะไรเกิดขึ้น...รู้ แล้วก็อยู่ที่รู้ เกิดขึ้น...รู้
แล้วก็อยู่ที่รู้ หายไปรู้ใหม่ๆ เอาให้ชัดอยู่ที่รู้ มันมีกำลังในตัวของมันเอง ...สังเกตว่ากำลังคือยังไง มันไม่ค่อยหวั่นไหว...ต่อรูป ต่อเสียง ต่อความคิด
มันจะคิดนั้นคิดนี้มันก็ไม่หวั่นไหว ไม่หวั่นไหวคือไม่เซ ไม่เซตามความคิด
ไม่ต่อเติมความคิดออกไป ไม่หาอะไรต่อจากความคิดไป
หรือแม้กระทั่งไม่จับความคิดนั้นมาเป็นเรื่องราว
เนี่ย เขาเรียกว่าตั้งมั่น
จิตมันตั้งมั่นแล้วมันจะไม่หวั่นไหวไปตามอาการของขันธ์ที่มันขึ้นๆ ลงๆ
หรือผัสสะที่มันไปๆ มาๆ ...จากนั้นไปนั่นน่ะ ปัญญามันก็เกิด ...จริงๆ มันก็เริ่มเกิดมาตามลำดับอยู่หรอก แต่มันจะมาเกิดชัดเจนตอนนั้น
โยม – ถึงแม้ว่ามันจะเบาไป เห็นบางๆ ก็ช่างมัน
พระอาจารย์ – ช่างมัน เอารู้ชัดไว้
เอาตัวเห็นน่ะ ...ไอ้สิ่งที่มันเห็นจะบางๆ ไม่เป็นไร แต่ยังไงให้รู้ไว้เห็นไว้
กำกับไว้เสมอ
โยม – มันไม่เป็นการบังคับหรือฝืนใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – ไม่อ่ะ
โยม – ไม่ใช่ว่าจงใจนะครับ
พระอาจารย์ – ไม่อ่ะ มันแยกออกเอง ว่าจงใจหรือไม่จงใจ ...ถ้าจงใจมันก็จะรู้ว่าจงใจ
มันจะรู้เอง
ศีลสมาธิปัญญามันสมดุลเมื่อไหร่ มันจะรู้ในตัวของมันเอง ว่าจงใจ
ว่ากดข่ม มันก็รู้ว่ากดข่ม อันไหนขาดไป อันไหนเกินไป มันรู้หมด พอเริ่มไม่ตั้งมั่นมันก็จะมาน้อมลงที่ใจ...รู้ รู้ให้ชัด
พอมันได้ที่ได้ฐานดีแล้ว มันก็จะคลายออก เสมอกัน รู้เบาๆ เห็นเบาๆ
แต่ว่าเหนียว มันเบาแต่เหนียว ไม่เปราะ ...ไอ้ถ้าแข็งๆๆ ไป จงใจไป มันแข็งแต่เปราะ
มันหัก เห็นมั้ย มันจะเรียนรู้ด้วยความเป็นประสบการณ์ของมันเอง
แต่พอมันเฉลี่ยสมดุลดีแล้ว พอดีกันระหว่างสติสมาธิปัญญา
แล้วอยู่ด้วยความเป็นปกติแล้ว มันเกลี่ยเสมอกันนี่ปุ๊บ มันจะเบาๆ เห็นเบาๆ รู้เบาๆ
แต่ว่ายืดยาว คือเหนียวแน่น ...แล้วมันจะรักษาสมดุลในตัวของมันเอง
เพราะนั้นลักษณะนี้ท่านเรียกว่ามันจะเข้าไปสู่ภาวะต่อไป
ที่เรียกว่าเกิดภาวะที่เรียกว่ามรรคสมังคี
คือเกิดการสมัครสมังคีกันของศีลสมาธิปัญญา...รวมเป็นหนึ่ง
พอรวมเป็นหนึ่งปุ๊บ
ภาวะนี้จะแยกไม่ออก ...แยกไม่ออกยังไง แยกไม่ออกระหว่างอะไรเรียกว่าสติ
อะไรเรียกว่าสมาธิ อะไรเรียกว่าปัญญา อะไรเรียกว่าศีล ...มันจะรวมกันเป็นเนื้อเดียวกัน เชื่อมกัน ประสานกัน เกิดภาวะเป็นมรรคสมังคี
มรรคสมังคีมันก็จะแนบแน่นขึ้น แนบแน่นอยู่ภายใน เกิดความแนบแน่น แน่วแน่อยู่ภายใน
จะเรียกว่าศีลก็ใช่ จะเรียกว่าสมาธิก็ใช่ จะเรียกว่าสติก็ใช่
จะเรียกว่าสัมปชัญญะก็ใช่ จะเรียกว่าปัญญาก็ได้
ก็มันไม่รู้จะเรียกอะไรดี
มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ในตัวของมันเอง...คือเกิดความเต็ม ความพร้อม ในตัวของมันอยู่เสมอ
เพราะนั้นความรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้ามันนี่ มันตีแตก...ตีแตกคือเห็นเป็นไตรลักษณ์หมด ไม่ได้เห็นเป็นอะไร ไม่ได้เห็นในความหมายใดความหมายหนึ่ง
แต่เห็นในความหมายของไตรลักษณ์ โดยตัวของมันเลย
จิตก็ยิ่งเบาขึ้นๆ ละเอียดขึ้นๆ
เห็นความว่าง ความจาง ความหมด ความสิ้น ความสูญไปในแต่ละการเกิดขึ้น ตั้งอยู่
เห็นความว่างเปล่าในระหว่างเกิดขึ้น เห็นความว่างในระหว่างที่มันตั้งอยู่ เห็นความว่างในระหว่างความดับไป
มันเห็นอย่างนั้น มันก็เลยยิ่งเห็นยิ่งเบา ยิ่งรู้ยิ่งเบา ไม่ใช่ยิ่งรู้ยิ่งหนัก ...จนเห็นจนหมดสิ้นไม่เหลืออะไร
ไม่มีอะไร เห็นความดับไปเป็นธรรมดา ในทุกกาลสถานเวลา
ตั้งอยู่เหมือนไม่มีอะไรตั้ง
เห็นเหมือนไม่เห็นอะไร ... ระหว่างเห็นว่าตั้งกับเห็นว่าดับน่ะเท่ากัน
ระหว่างเห็นว่าเกิดกับเห็นว่าตั้งน่ะเท่ากัน
ระหว่างเห็นว่าสงบกับระหว่างเห็นว่าฟุ้งซ่าน...เท่ากัน
มันเห็นความไม่มีอะไรในความสงบ
มันเห็นความไม่มีอะไรในความฟุ้งซ่าน...เสมอกัน นั่นมันเห็นเข้าไป
มันไม่ได้เห็นฟุ้งซ่านตามสมมุติ ตามภาษา หรือตามอาการ แต่มันเห็นเข้าไปในอาการ
นี่
ด้วยมรรคที่มันสมังคี ศีลสมาธิปัญญามันสอดส่อง ทะลุเข้าไปในธรรมตามจริง
มันก็เห็นความดับไปหมดไปในขณะที่เกิดอยู่ ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ...ไม่มีตัวตนที่แท้จริงในตัวตนที่ปรากฏอยู่
ใจมันก็จะถอดถอนออกจากความหมายมั่นในการเกิด ใจมันก็จะถอดถอนออกจากความหมายมั่นในการตั้งอยู่
ใจมันก็จะถอดถอนออกจากความหมายมั่นในเวลาดับไป ...ความยินดียินร้ายก็จางไปตามลำดับลำดา
ความสุขความทุกข์ก็จางไปตามลำดับลำดา ...สิ่งที่มาทดแทนความสุขความทุกข์
สิ่งที่มาทดแทนความดีใจเสียใจก็คือ...ความปกติ มีความปกติมากขึ้นๆๆๆ กับสิ่งที่เราไม่เคยปกติกับมันได้เลย...ก็ปกติขึ้น
เคยเห็นความโกรธแล้วก็โกรธความโกรธ
เคยเห็นความหงุดหงิดแล้วก็หงุดหงิดกับความหงุดหงิด
เคยเห็นความฟุ้งซ่านแล้วก็หงุดหงิด เคยเห็นความสุขสงบแล้วก็เกิดความดีใจสุขขึ้น ...มันก็จะปกติขึ้น
ดูเหมือนกับมันเป็นเรื่องของใครก็ไม่รู้ ไม่ใช่เรื่องของเรา
มันปกติ ...เห็นฟุ้งซ่านก็ปกติ เห็นความโกรธก็รู้สึกปกติกับความโกรธ
ไม่ได้เอาความโกรธมาเป็นใครของใคร หรือเป็นเรื่องใครของใคร
นี่
ปัญญามันจะเห็นเข้าไป มันก็คลี่คลายออก...ด้วยความกลับคืนสู่ความเป็นปกติ ใจก็คืนสู่ความเป็นปกติรู้เห็นมากขึ้น กายก็เป็นตามปกติเขา
เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเป็นธรรมดาของเขา รู้สึกปกติก็มากขึ้น
ไอ้อุปาทานที่เป็นความรู้สึกดีใจเสียใจ
มันจะคลายออก เป็นรู้สึกว่าปกติมากขึ้น ...แต่ยังไม่หมดความรู้สึกนะ
ยังไม่หมดเวทนาภายในนะ แต่มันกลับคืนสู่ความเป็นกลาง เป็นธรรมดามากขึ้น
ในขณะนั้นน่ะ ใจมันก็ถอดถอนออกมาในตัวของมัน ...เราไม่ต้องไปอยากรู้อยากเห็นหรอกว่า...มันถอดถอนได้มากได้น้อยขนาดไหน
อยู่ในขั้นตอนใดของการถอดการถอน
คือทำงานอย่างเดียว อย่าไปมองแต่เงินเดือน
อย่าไปมองแต่ว่าเจ้านายเขาจะให้เงินเดือนเท่าไหร่ ...ไม่มีใครให้เงินเดือนนะ
งานนี้เป็นงานอิสระ เป็นจ็อบๆ ไป ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่ทำไม่ได้
ไม่มีใครเป็นเจ้าของงาน ไม่มีใครเป็นเจ้านาย เป็นงานอิสระ ...ถ้าขี้เกียจไม่ทำก็ไม่ได้เงิน ถ้าทำมากก็ได้เงินมาก ผลตอบแทนก็มาก
ถ้าทำน้อยผลก็น้อย ...งานก็คือสติ งานก็คือสมาธิ งานก็คือปัญญา
เบื้องต้นนะ
ถือสติสมาธิปัญญาเป็นงาน ...แต่พอทำไปทำมาปุ๊บ งาน...เป็นงานเดียวกันกับใจ
ใจเป็นงานแล้ว ใจเป็นงานเป็นการแทนแล้ว ใจมันทำงานเอง
เบื้องต้นต้องบังคับให้มันทำงานก่อน เพราะถ้าไม่ทำงานที่เป็นสัมมาอาชีโว
สัมมากัมมันโต สัมมาวายาโม มันก็จะไปทำเป็นมิจฉาอาชีโว ลักวิ่งชิงปล้น
เป็นเสือนอนกิน ไม่ทำงาน แต่เป็นเสือนอนกิน
คือปล่อยให้จิตขโมยไปปรุงไปแต่ง
ขโมยคิด ขโมยหา ขโมยสร้างความเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เป็นเสือนอนกิน สุขบ้างทุกข์บ้าง
สุขมากๆ ทุกข์เอาน้อยๆ เลือกเอา อันนี้สุขเอา อันนี้ทุกข์ไม่เอา
เนี่ย
มันก็เป็นมิจฉาอาชีโว จิตมันก็สะดวกสบายในการไปๆ มาๆ แบบไร้การควบคุม ...เพราะนั้นจะไม่ทำไม่ได้งานนี่...สัมมาอาชีโว
จนกว่าสติสมาธิปัญญารวมลงเป็นหนึ่งที่ใจดวงเดียวกันแล้ว ใจมันเต็มที่เต็มฐานดีแล้ว
รักษาตัวมันเองได้แล้ว ...ภาวะนั้นจึงเรียกว่าเป็นมหาสติ ดูเหมือนกึ่งๆ อัตโนมัติน่ะ
ทีนี้ไม่ต้องไปบังคับมันทำงานแล้ว ...มันกลับบอกว่ามีงานอะไรให้กูทำมั้ย ไอ้ที่ไม่เห็นมันก็ตั้งใจแบบไม่เลิกละน่ะ คือกัดไม่ปล่อย ...คือประเภทแบบสโลแกนว่า
“ไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล” ประมาณนั้น
คือยังรู้ว่ามีอะไรลอยนวลอยู่ ก็ไม่เลิกราถอดถอนเลย
คร่ำเคร่งอยู่ในงานของมันเอง ตอนนั้นน่ะไม่สนฟ้าดินอินทร์พรหมแล้ว คือไม่สนเลย
รูปเสียงกลิ่นรสโผฐฐัพพะธรรมารมณ์...ไม่ได้กินกูหรอก
ไม่ออกไปยื่นมือยื่นตีนออกไปเลยทางตาทางหู...ไม่สน ไร้สาระสิ้นดี ...มันว่าของมันเองนะ ไม่ใช่เราว่านะ ใจมันว่า
เหล่านี้ไร้สาระเกินกว่าที่จะเอามาเป็นอารมณ์
มันจดจ่ออยู่ตรงนี้ มันเกิดตรงนี้มันดับตรงนี้
กูก็จะอยู่ตรงนี้ กูไม่มีเผลอจากมึงหรอก ...คือมันยังรู้ว่ามันยังมีขโมยอยู่ในนี้
แต่ขโมยมันกบดาน มันกบดาน ...คือแบบกูจะฆ่ายกรังน่ะ เข้าใจป่าว
โอ้ย ของพวกเราตอนนี้
บังคับให้มาอยู่ที่เดียวนี่ ... "กูตายแล้วๆๆ" (โยมหัวเราะกัน) ...ไม่ได้ทำงานอะไรเลยนะเนี่ย
ไอ้ที่อยากไปเห็นก็ไม่ได้เห็น ไอ้ที่อยากได้ยินก็ไม่ได้ยิน ... มันเห็นงานพวกนี้สำคัญกว่า
ให้มาอยู่ตรงนี้ ... "กูตายแน่ๆๆ ตายแน่กู
ทำงานก็ไม่ได้เงินน่ะสิอย่างนี้" แล้วมันก็จะเริ่มคิดเริ่มปรุงล่ะ ... "แล้วลูกเมียเราจะอยู่ยังไง แล้วงานเราจะทำยังไงเนี่ย
ไม่เอาแล้วๆ ไว้ทีหลัง คอยก่อนๆๆ"
ก็ดร็อปมันลงเป็นงานอดิเรกซะ
กิเลสมันก็ตีปีกพั่บๆๆ "เสร็จกูๆ" ...มันก็แตกหน่อแตกหลานออกไปอยู่ภายในยั้วเยี้ยๆๆ
ราคะผสมโมหะ โมหะผสมปฏิฆะ ปฏิฆะผสมอิจฉาผสมริษยา ...โหย สนุกสบายเพลินมันเลยล่ะ
(ต่อแทร็ก 6/15)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น