พระอาจารย์
6/13 (550101B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
1 มกราคม 2555
โยม – ที่วััดวันนี้คนท่าจะเยอะนะครับ
พระอาจารย์ – ก็ไม่เท่าไหร่น่ะ
ไม่ค่อยมีคน ที่มามีแต่ส่วนมากมาเที่ยว มาปฏิบัติธรรมก็นิดๆ หน่อยๆ ไม่มีครูบาอาจารย์แล้วนี่...ธรรมดา ฟังแต่หลวงพ่อเทป หลวงพ่อซีดี
แต่ธรรมไม่มีวันตาย...ของจริงไม่มีวันตาย ไม่ว่าจะเป็นจากเทป จากปาก ก็คือธรรม ทันสมัยอยู่เสมอ ไม่มีเวลา เหนือกาลเวลา ...ก็มีแต่คนฟังน่ะมันตำหนิเอาเอง...ว่าต้องฟังจริงๆ จากปากท่าน
งาช้างนี่ ไม่งอกออกจากปากหมา ถ้าออกจากปากหมา ไม่เรียกว่างาช้าง เรียกว่าเขี้ยวหมา เข้าใจป่าว ...เพราะนั้นงาช้างก็คืองาช้าง ธรรมคือธรรม วันยันค่ำคืนยันรุ่ง ไม่มีบิดพลิ้ว
ไม่ว่าจะฟังกี่ที ฟังสมัยไหน ฟังตอนไหน ท่านตายไปแล้วก็ตาม
มันก็เหมือนกับท่านยังอยู่แสดงธรรม เป็นปัจจุบันธรรมนั้น เป็นความจริง
เป็นอมตะวาจา เป็นวาจาที่ไม่ตาย
ตัวตายไปแล้วแต่วาจานี่ไม่ตาย...เพราะธรรมท่านพูดแต่ของจริง
ท่านพูดแต่ความจริง ... ไม่ใช่ธรรมเลอะเทอะเรื่อยเปื่อยไป เหมือนคนเราคุยกัน
พวกเราคุยกันน่ะเขี้ยวหมามันออก แฮ่กัน ฮื่อกัน กัดกันไปกัดกันมา มันคุยกันยังไงวะ ...ปากอาจจะไม่กัด ใจมันกัดตรงนี้ ตำหนิตรงนั้น ติตรงนี้ ไม่พอใจ หงุดหงิด รำคาญ ...นี่ไม่ทันแล้ว
ไม่ทันเพราะเข้าไปหลงธรรม เข้าไปหลงในธรรมที่ปรากฏ
เข้าไปหลงในเสียงว่าดีว่าร้าย ว่าใช่-ไม่ใช่ เข้าไปให้ความเห็นในเสียง ในรูป ...เรียกว่ามันอยู่กับความหลง ความหลงมันเป็นตัวนำ
พอเริ่มมาปฏิบัตินี่ยัง...หลงนำ
รู้ตาม ... แต่พอปฏิบัติไปเรื่อยๆ แล้ว...รู้นำ
หลงหายไปเลย นั่น มันเป็นยังงั้น...มรรค
แต่ถ้าคนทั่วไปก็มีแต่หลงนำหน้า
ทุกอย่างเป็นไปตามความหลงทั้งหมด
แล้วไม่รู้จักใส่ใจขวนขวายกลับมาสำเหนียกความเป็นจริง ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง
กิเลสจริงหรือธรรมจริงกว่ากิเลส
ส่วนมากมันเชื่อกิเลส ไม่เชื่อธรรม
เพราะมันไม่เห็นธรรม ...ธรรมนี่ไม่ใช่ธรรมในตำรานะ
ไม่ใช่ภาษาตำรา ธรรมคือสิ่งที่มันปรากฏเดี๋ยวนี้ ขณะนี้...คือธรรม
มันไม่เชื่อในธรรมอันนี้ มันไปเชื่อในธรรมที่หลงไป คิดเอา เห็นเอา ว่าเอา เชื่อว่า
คิดว่า น่าจะ ...พวกนี้เป็นธรรมที่มันเชื่อกิเลสความปรุงแต่ง
ที่ไปปรุงแต่งกับธรรมที่มีที่เป็นตามจริง
เรื่องปฏิบัติเราก็ต้องค่อยๆ ทบทวน
กลับมาสู่ธรรมในปัจจุบัน แล้วก็ต้องเริ่มตั้งต้นจากปัจจุบันไป ...แยบคายกับปัจจุบันให้ดี ว่าปัจจุบันที่ปรากฏนี้ อะไรเป็นอะไรกันแน่
มันเป็นอย่างที่เราคิด อย่างที่เราว่าจริงมั้ย หรือไม่ได้เป็นอย่างที่ "เรา" คิด
ไม่ได้เป็นอย่างที่ "เรา" มันว่า ...นั่น ทิฏฐิมันก็จะเริ่มตรงต่อธรรมนั้นมากขึ้นไป
อันไหนที่มันจะชักจูงให้มันคลาดเคลื่อนออกจากธรรมนี้ ...จากธรรมนี้ไปธรรมนั้น ไปสู่ธรรมที่คิดเอาว่าจะเป็นอย่างนั้น นั่น...ไม่เอา ละทิฏฐินั้นทิ้งซะ ละความเห็นนั้นเสีย
ทิ้งได้...ทิ้ง ปล่อยได้...ปล่อย วางได้...วาง ละได้...ละ อย่าไปเสียดายความคิด
อย่าไปเสียดายความเห็น อย่าไปกลัวความคิด อย่าไปกลัวความเห็น อย่าไปแก้อะไรกับธรรม
ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมโดยควร เพราะนั้นผู้ประพฤติจะต้องสมควรแก่ธรรมที่ปรากฏ
ไม่เสียหายหรอก ไม่ต้องกลัวว่า เดี๋ยวจะขาดทุน เดี๋ยวเขาจะเอาจากเราไม่รู้จักหยุดหย่อน ไม่ต้องกลัว ...เอาไปเลย
เอาตัวตนของเราไปเลย ใครอยากได้ตัวตนของเราไป เอาไปเลย ไม่เอาตัวตนเราไว้
ให้เหลือแต่ตัวตนที่ไม่ได้เป็นใคร ที่ไม่ได้เป็นของใคร นั่นแหละ ธรรมที่แท้จริงก็เป็นตัวตนที่ไม่ใช่ใคร
ไม่ใช่ของใคร ...ท่านเรียกว่าเป็นอัตตาตามจริง หรือว่าอัตตาบริสุทธิ์
ขันธ์ก็บริสุทธิ์ เป็นขันธ์บริสุทธิ์ เป็นวิสุทธิขันธ์ ...ไม่ใช่ขันธ์แบบปลอมๆ
ปลอมปนด้วยความเห็นผิด ปลอมปนด้วยกิเลสปรุงแต่ง ปลอมปนด้วยราคะตัณหาอุปาทาน
ไอ้พวกนี้มันจะสร้างความเห็น ...เห็นดีเห็นงาม เห็นถูกเห็นผิด เห็นชอบเห็นไม่ชอบ
เห็นควรเห็นไม่ควร ...นี่มันมีพวกอย่างนี้มาปลอมปน
ก็กลั่นกรองมันออกไปจากกายจากใจ ...จนเหลือแต่กายล้วนๆ จนเหลือแต่ใจล้วนๆ เนี่ย ถึงจะเรียกว่าบริสุทธิ์ล้วนๆ บริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์ใจ ... เคยได้ยินคำว่ากายบริสุทธิ์มั้ย
ก็กายอันเก่านี่แหละ
ทำไมมันจะบริสุทธิ์ได้ยังไง ...ไม่ใช่ว่าไปขัดสีฉวีวรรณ
ไปแยกเอาเชื้อโรคออกจากกายนี้แล้วกายนี้ถึงจะบริสุทธิ์
ไปล้างพิษท็อกซิทออก...อะไรนั่นมันก็ไม่บริสุทธิ์ ยังไงก็ไม่บริสุทธิ์
แต่ทำไมกายพระอรหันต์ถึงเรียกว่ากายท่านบริสุทธิ์ ทำไมกายท่านถึงเป็นพระธาตุ ...กายท่านบริสุทธิ์ บริสุทธิ์จากความปรุงแต่ง บริสุทธิ์จากความคิดความเห็นใดๆ
ที่ใจมันเข้าไปรับรู้รับทราบ
ใจมันรู้เห็นกาย กายมันก็ดำรงความเป็นกายตามสภาพ
ตามอัตภาพ ตามตัวตนของเขาล้วนๆ ...กลายเป็นธรรมล้วนๆ อยู่กับใจที่เป็นธรรมล้วนๆ ... ต่างอันต่างจริง ต่างอันต่างบริสุทธิ์ มีหรือมันจะไม่เป็นพระธาตุ นั่น
แต่กายปุถุชนคนเดินดินนี่โสโครก...เพราะความเห็นผิดในกาย หมายเอาว่า เชื่อเอาว่า
แล้วจริงจังซะอย่างมากมายมหาศาลเลยว่า ดี สวย ไม่สวย เป็นเรา เป็นของเขา
เป็นของคนอื่น นี่ จริงจังๆๆ
มันก็เลยไปทำให้กายนั้นเศร้าหมองไปในตัว ...ก็กระแสคิด กระแสปรุง มันซ้ำๆๆๆ ลงไปในกายอันนั้น มีเหรอมันจะไม่เศร้าหมอง ....ก็กลายเป็นมลทินกับกายไปโดยปริยาย ตายปุ๊บกระดูกเผาปั๊บ...ดำปี๋
เพราะไอ้สิ่งที่คิดไปเห็นไปซ้ำๆๆ ลงไป นั่นคือความเศร้าหมอง คือความมืดบอด ความมัวเมา ความไม่รู้ ความเห็นผิดต่างๆ ...มันเป็นมลทิน มันเลยไม่บริสุทธิ์
ทั้งที่ความเป็นจริงเขาบริสุทธิ์ในตัวของเขาโดยธรรมชาติ
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นกลาง
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นของที่สะอาด สว่าง สงบ ...คำว่าสะอาดสว่างสงบนี่มันไม่ได้หมายความเฉพาะใจ
ในความเป็นจริงของสรรพสิ่ง
คือความสะอาดสว่างสงบเหมือนกัน เสมอกันเท่าใจ เป็นธรรมเดียวกัน
เป็นธรรมชาติเดียวกัน เป็นความบริสุทธิ์เดียวกัน เป็นความหมดจดในตัวของเขาอยู่แล้ว
แต่รูปลักษณ์เท่านั้นที่ดูต่างกัน บุคลิกอาการนั้นต่างกัน แต่ในความต่างกันของบุคลิกนั่นมีความเสมอกัน เป็นอันเดียวกัน เนื้อเดียวกัน เป็นธรรมเดียวกัน
คือความหมดสิ้น หมดจดในตัวของมันเอง
เห็นต้นไม้หลากหลายในป่าไหม...สูงต่ำไม่เท่ากัน ใหญ่เล็กไม่เท่ากัน อ่อนแอแข็งแรงไม่เท่ากัน
ตรงบ้างคดบ้างไม่เท่ากัน...แต่อยู่รวมกัน ด้วยความสงบสันติ อยู่ด้วยความเป็นปกติธรรมดา เป็นกลาง
ไม่เอาดีเอาเด่นชิงดีชิงเด่นต่อกัน ไม่เอาผิดไม่เถียงกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ข่มขู่กัน
ไม่อวดโอ้กัน ไม่ริษยาอาฆาต ไม่โกรธกัน ไม่รักกัน ... เห็นมั้ย นี่ธรรมชาติคือความบริสุทธิ์ในตัวของเขาโดยธรรมดา
แต่มนุษย์...จับมันมาอยู่ในห้องเดียวกัน...แค่สองคนนะ ... เฮอะ ปากก็เงียบ แต่ใจนี่ ฉึ่บๆๆๆ คอยจ้องตามจิกตามกัดกัน นั่น
อย่าได้เห็นผิดเพี้ยนสักกระเบียดนะ มันกัดๆๆๆ อยู่ภายใน
นั่นน่ะธรรมชาติอันบริสุทธิ์มั้ยล่ะ ...นี่แค่สองคนนะ แล้วกี่พันล้านในโลกน่ะ มันจะไม่เร่าร้อนได้ยังไง
แต่ธรรมชาตินี่ เรามาใกล้ชิดธรรมชาตินี่ เห็นมั้ย
สงบนะ สันตินะ เป็นธรรมอันเดียวกันเลย ... ทั้งๆ ที่ไม่เหมือนกันเลย แต่อยู่ด้วยกันด้วยความสงบสันติได้ยังไง
อย่าไปบอกว่าเพราะไม่มีชีวิตไม่มีวิญญาณครองนะ ...กายมันก็เป็นสิ่งนึง ความคิดก็สักแต่ว่าความคิด จิตก็สักแต่ว่าจิต
เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา ...ไม่มีความเป็นสัตว์ ไม่มีความเป็นบุคคล...เหมือนกัน
เป็นธรรมชาติเดียวกันน่ะ กับต้นไม้ป่าเขาลำธาร ...ก็เป็นธรรมอันหนึ่งเหมือนกัน
แต่มันมีตัวที่คอยไปให้ค่า
ให้ความเห็น ไปรักไปชัง ไปดีใจไปเสียใจ ไปแอบไปอ้าง ไปหมายไปมั่น ไปจับไปจอง ...นั่น
มีทุกตัวคน แล้วไม่ยอมเอาออก ...เกรงอกเกรงใจมันทำไม มันเป็นพ่อแม่เรามั้ย
หวงแหนมันเหลือเกินกิเลสนี่ ละก็ไม่ละ ปล่อยก็ไม่ปล่อย วางก็ไม่วาง ...เอาอารมณ์เป็นใหญ่ เอาความคิดเห็นเป็นใหญ่ ...เอาใจเป็นรองไว้ก่อน
เอาธรรมเป็นรองไว้ก่อน เรียกว่าเป็นงานอดิเรก
ปฏิบัติธรรมเป็นงานอดิเรก
ทำตามกิเลสเป็นงานใหญ่ นี่ มันเป็นไปอย่างนั้น ปฏิบัติเล่นๆ ไปงั้นน่ะ ... แต่เวลามีเรื่องอะไรนี่ มันจริงจังๆ นะ อย่าได้พูดผิดหูนะ เป็นเรื่องนะ
สตินี่เก็บเข้าเซฟไว้ก่อน
สมาธิน่ะเอาไว้ให้อยู่ในที่คนเดียวก่อน แล้วปัญญาก็...เออ ให้เต็มพร้อมเดี๋ยวมันก็เกิดเอง นั่นน่ะ
พองานเข้าล่ะ เฮ่อ ออกตัวเลยเชียว ออกงิ้วมั่ง ออกลิเกมั่ง
เต้นแร้งเต้นกาไปตามอำนาจของความไม่รู้ไม่เห็น ทำไปตามอำนาจของอารมณ์ราคะตัณหา แล้วมาเล่นบทนางเอกตอนจบทุกที ..ไม่น่าเล้ยกู ไม่น่าเลย เราไม่น่าเลย
สติเอาไปไว้ไหน ฮึ ...อ้อ ฝากครูบาอาจารย์ไว้
เวลามาหาทีก็เปิดใช้ทีงั้นน่ะ ...แถมให้อาจารย์เปิดให้ด้วยนะ ตัวเองเปิดไม่เป็น (หัวเราะ) ...มันเป็นโรคอะไรกันเนี่ย หือ
มันเป็นโรคขี้เกียจเจริญขึ้นทำขึ้นด้วยตัวเอง ... ก็ต้องเตือนตัวเองเสมอนะ ไปให้คนอื่นเตือนไม่ได้ มันไกล ไกล หลายกิโล ถ้าเชียงใหม่ก็ 70-80
ถ้ากรุงเทพฯ ก็ 800 กว่ากิโล ...มาไม่ทันกิเลสแล้ว
กิเลสมันรวบหัวรวบหางไปกินแล้ว...เสร็จ
เป็นลูกเป็นเมียมันหมดแล้ว กว่าจะมาถึงอาจารย์นี่ออกลูกหลานบานเลย (หัวเราะกัน)
ยั้วเยี้ยๆ ลากกันเป็นแถวมาเลย วิ่งเพ่นพ่านๆ อาละวาดอยู่ข้างในน่ะ
นี่เพราะพวกเราไม่เข้มแข็ง ไม่ตั้ง ไม่สู้ ใจมันไม่เด็ดเดี่ยวอาจหาญต่อการปฏิบัติตรงลงไปที่กายใจปัจจุบัน ...ไปอ่อนข้อให้กิเลส
กิเลสมันก็ขึ้นขี่ไปเรื่อยสิ
มันขี่หลัง ขี่คอ ขี่หู ขี่ตา ขี่จมูก ขี่ปาก ขี่ลิ้น ขี่กาย ขี่ใจ
เป็นเจ้าใหญ่นายโตอยู่ข้างใน วางก้ามของกูๆๆ ของเราๆๆ ตัวเราๆๆ ...มันมาพร้อมกับวางก้ามมาเลย
มีความเป็นเราของเราเต็มไปทุกอณู
การชำระขัดเกลาด้วยความขยันพากเพียร
ไม่ท้อไม่ถอย ไม่หยุดไม่หย่อน ต้องเรียกว่าไม่หยุดไม่หย่อน ...หลวงปู่ท่านพูดไว้
ภาวนายังไง...ภาวนาทุกลมหายใจเข้าออก ...แค่นึกก็เหนื่อยแล้ว ท้อแล้ว ใช่มั้ย
นั่น
ถ้านึกล่ะก็ท้อ ถ้าไม่นึกก็ไม่ท้อ ...เห็นมั้ย ความคิดน่ะมันเป็นตัวตัดรอนหมด
ความปรุงแต่งอดีต-อนาคต ...นี่เป็นตัวตัดทอนกำลังเลยนะ
ถ้าตามมัน...ยังปล่อยให้มันมาขี่คออยู่ด้วยความคิดนี่ ทำอะไรไม่สำเร็จหรอก ...ของเล็กก็ว่าใหญ่
ของใหญ่ก็ว่าโคตรใหญ่เลย ของไอ้โคตรใหญ่ก็ว่า "โหย กูตายแน่"
มันว่าของมันไปอย่างนั้นน่ะ
จิตน่ะ เชื่อมันหมด เคารพบูชาจริงๆ ...บอกหลายคณะแล้ว ธูปเทียนแพเรามีเยอะ
เอาไปบูชามันเลย ดอกไม้ด้วย บูชามันจังความคิดน่ะ มันจะได้สงบราบคาบลงมั่งไง
ไม่ฟังมันเท่านั้นน่ะ จึงจะชนะมัน ไม่เอาตามมัน รู้อยู่ เห็นอยู่ รู้อยู่เท่านี้ ...ไม่ไปอ่ะ ไม่มาอ่ะ กิเลสมาก็ไม่ไป
มันชักชวนให้โกรธก็ไม่โกรธ มันชักชวนให้โลภก็ไม่โลภ
มันชักชวนให้รักให้ชอบก็ไม่รักไม่ชอบ
มันจะชักชวนเอะอะอะไรขึ้นมา อย่าใจอ่อน ...เหมือนสาวใจแตก ตามเขาไปทั่ว นี่ เป็นทุกข์ กี่ครั้งกี่หน ไม่เข็ดไม่หลาบ
มันเป็นโรคอะไร ...เกิดตายนับภพนับชาติไม่ถ้วนนี่ ไม่เหนื่อยรึไง
นี่เดี๋ยวมันก็ว่า... "ค่ะ ไม่เหนื่อย เพราะหนูไม่รู้เรื่องเลยค่ะ หนูจำอะไรไม่ได้เลยค่ะ (หัวเราะกัน) มาจำได้แค่ 20-30
ปีนี้เองค่ะ"
นั่นแหละ
ถึงต้องมีพระพุทธเจ้ามาคอยบอกคอยเตือน เพราะลำพังน่ะ ไอ้ปัญญานิ๊ดเท่ามดตะนอยนี่
มันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเกิดตายมาเท่าไหร่ ... ไม่มีหรอกที่มันจะรู้เองว่ามันเกิดตายมานับภพนับชาติไม่ถ้วน
เลยต้องมีพระพุทธเจ้ามาคอยบอกคอยเตือน ว่ามันเป็นอย่างงั้นนะ ...ท่านตายไปแล้วท่านก็ยังฝากคนมายืนยันต่อ คือพระผู้ปฏิบัติตามจนรู้จริงเห็นจริง...ก็อ้างสาธยายธรรมต่อเนื่องกันมา
เพราะนั้นลำพังปัญญาของเจ้าของเจ้าตัวปุถุชนเองนี่
มันไม่รู้จักค้นคิด หรือสืบค้นลงไปถึงต้นตอแห่งการเกิดได้เลย แล้วมันไม่เชื่อด้วยว่าเกิด-ตาย ทุกคนนี่ แม้แต่ชาวพุทธนี่มันก็ไม่เชื่อ บอกให้
มันไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่าตายไปแล้วเกิด เกิดแล้วไปตาย บางทีมันก็ยังสงสัย
ไม่รู้ว่าตายแล้วเป็นยังไง มาเกิดหรือไม่เกิดยังไงก็ไม่รู้ ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ...ก็เชื่อไปงั้นๆ
แต่จริงๆ
แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ว่าให้เชื่อถึงขนาดนั้น ท่านก็พูดโดยความเป็นจริงของโลก
โดยโลกโดยธรรม
แต่การเกิดตายๆๆ ในความหมายที่ต้องการให้ผู้ปฏิบัติธรรมเห็น
คือความเกิดตายของจิต การเกิดตายของความคิด การเกิดตายของอารมณ์
ตายแล้วเกิดอีกๆๆ
ดับแล้วมาใหม่ การดำรงคงอยู่ของอัตตาตัวตนนั้นๆ ตามระยะเวลาอันควร แล้วก็ดับ
แล้วก็เกิดใหม่ นี่ ท่านให้มาเรียนรู้การตายการเกิดภายใน
เดี๋ยวก็ตายจากหูมาเกิดทางตา เดี๋ยวก็ตายจากทางตามาเกิดทางหู
เดี๋ยวก็ตายจากทางหูทางตามาเกิดทางลิ้น ตายจากตาหูลิ้นมาเกิดทางกาย นี่
การตายการเกิดในปัจจุบัน เท่านั้นแหละ
ถ้าดูการเกิดการตาย การเกิดการดับ การเกิดการตายของปัจจุบันกายปัจจุบันจิต
มันก็จะไม่ค่อยสงสัยในการเกิดตายในชาติหน้าชาติหลังอะไรแล้ว
มันก็เลยจะไปเห็นการเกิดตายของความคิดว่าชาติหน้ามีมั้ยชาติหลังมีมั้ย นี่
แล้วก็เห็นความตายของความคิดว่าชาติหน้าจะมีมั้ยชาติหลังจะมีมั้ย นั่น ผู้ปฏิบัติ
เพราะนั้นเมื่อคิดไปก็ไม่จบ หาความจริงข้างนอกไปก็ไม่จบ
แต่มันจบตรงที่ว่ามันเกิดตรงไหนมันก็ตายตรงที่มันเกิดนั่นน่ะ
มันตายตรงไหนมันก็เกิดตรงนั้นอีกนั่นแหละ
มันเกิดตายในที่เดียวกันน่ะ
แต่ทำไมมันเกิดตายไม่จบล่ะ ...นั่น ก็ค้นคว้าลงไป จี้ลงไป หยั่งลงไป สำเหนียกลงไป
มนสิการลงไป โอปนยิโกลงไป ณ จุดนั้น ที่นั้น
ซึ่งเป็นที่เกิดที่ตายของสรรพสิ่ง
ของชีวิต ของโลก และของธรรม เกิดตายที่เดียวกันน่ะ อยู่ตรงนั้นน่ะ ดูตรงนั้นน่ะ
ที่มันเกิดที่ตาย ...จนมันเข้าไปถึงที่ไม่เกิดที่ไม่ตาย ก็ดูตรงนั้นอีก
เอาล่ะสิ แค่ฟังยังงงเลย ...แต่ถ้าปฏิบัติไปแล้วไม่งง เพราะนั้นอย่างง ไม่ต้องสงสัย
ปฏิบัติลงไป ดูความเกิดความตายในปัจจุบันนี่แหละ
ไม่ต้องไปนั่งนึกน้อมไปว่าอีกห้าสิบปีเดี๋ยวเราค่อยๆ
แก่ค่อยๆ เหี่ยว ค่อยๆ เสื่อมโทรมหมดสภาพไปทีละองคาพยพของกาย แล้วก็แตกตาย
นอนหายใจน้อยลงสั้นลงจนขาดไปตายเผาหายไป ...ไอ้นั่นคิดเอา ไม่ต้องคิดมาก
เอาเกิดเอาตายเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ เห็นรู้ว่าเห็น
ตายจากเห็นเกิดเป็นได้ยิน ก็รู้ว่าเกิดเป็นได้ยิน นั่น เห็นมั้ย
เห็นการเกิดการตายทุกขณะมั้ย ...ไม่ ไม่ทุกขณะ เพราะสติน้อย สมาธิน้อย มันก็เลยประมาท
มันก็ว่า...ยังไม่ตายอ่ะ ยังไม่ถึงเวลาตาย ทำงานก่อน คุยก่อน เที่ยวก่อน เล่นก่อน หาเงินก่อน
สะสมอะไรให้ได้มากพอก่อน เลยไม่กลัวตาย ...แต่บทจะตายจริง กลัวแทบตาย
เอาให้มันเห็นความเกิดตายทุกลมหายใจเข้าออก
นี่ท่านเปรียบเทียบนะ พระพุทธเจ้าท่านพูดกับพระอานนท์ ...อานนท์
วันนึงเห็นความตายมั้ย กี่ครั้ง ...หลายครั้งพระเจ้าค่ะ ... อานนท์ ประมาทอยู่
กลับไปอีกวันท่านก็ถาม...อานนท์ เห็นความเกิดตายกี่ครั้ง ...มากกว่าครั้งที่แล้ว
หลายครั้งพระเจ้าค่ะ ... พระพุทธเจ้าบอก ...อานนท์ ยังประมาทอยู่
พระอานนท์ถามแล้วยังไงถึงเรียกว่าไม่ประมาท
พระพุทธเจ้าบอก ทุกลมหายใจเข้าออก ...เห็นมั้ย
มันจะเห็นยังไงความเกิดตายทุกลมหายใจเข้าออก
ทุกขณะจิต
มันมีความเกิดความตายอยู่ทุกขณะจิต ไม่เกิดก็ดับ ไม่เกิดไม่ดับก็ตั้งอยู่
ไม่ตั้งอยู่ก็เกิดก็ดับ มีอยู่แค่นั้นน่ะ ...การภาวนาน่ะมีเรื่องอยู่แค่นั้นน่ะ ดูเข้าไป
อย่าไปดูเรื่องอื่น อย่าไปดูความสวย อย่าไปดูธรรม อย่าไปดูอนาคตธรรม
อย่าไปดูอดีตธรรม อย่าไปดูไอ้ที่เคยไปทำมา ...มันไปดูอะไรก็ไม่รู้ หาอะไรก็ไม่รู้
ดูของเกิดดับในปัจจุบันทำไมไม่เห็น ไม่เกิดไม่ดับก็ดูความตั้งอยู่ ดูมัน
จนกว่ามันจะดับ ในขณะที่ดับแล้วไม่ต้องหนีไปไหน เพราะพอมันดับแล้วหนีอีก หายอีก เวลามันเกิดก็ไม่เห็นอีก "อ้าว เกิดมาตอนไหนวะ นั่น"
ถ้ามันดับไปแล้ว อยู่ตรงนี้สิ อยู่ตรงที่มันดับสิ ...มันจะอยู่ได้ไหมตอนที่มันดับไป มันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสติ
มันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสมาธิ มันอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีปัญญา ...เห็นมั้ย
นี่คือหน้าที่ของสติสมาธิปัญญา
ไม่ใช่เห็นครั้งเดียวแล้วเอาสติสมาธิปัญญาไปขายกินกับเขาแล้ว
ทิ้งหมด ...เพราะนั้นเวลามันเกิดใหม่ก็ไม่เห็น เวลาตั้งขึ้นอีกก็ไม่เห็น
เวลาดับไปก็ไม่เห็นอีกน่ะ
มันเห็นแค่ครั้งเดียวไม่พอน่ะ ...มันไม่เชื่อ ๆ มันไม่กลัว
มันไม่เบื่อ มันไม่หน่าย มันไม่คลายออกจากความยึดมั่นถือมั่น จากความเป็นตัวเป็นตนของเรา
ถ้ามันเห็นเกิดตายๆๆ เกิดดับๆๆๆ เกิดตั้งแล้วก็ดับๆ มีรึมันจะไม่คลายออกจากความหมายมั่นว่าตัวนี้เป็นเราของเรา ...ก็มีแต่ของเกิดกับของดับน่ะ
มันจะเป็นเราของเราได้สักแค่ไหนเชียว อย่างมากก็แค่ดับ ฮึ มันครองได้แค่ไหน
อย่างมากก็แค่ดับ ...แล้วเหลืออะไร อะไรยังเป็นเราของเราอีกล่ะ
ถ้ามันเห็นซ้ำไปๆๆๆ
นี่ ความเข้าไปจับจองเป็นของตัวเองตัวเราของเรา มันเบื่อ ...มันจะมาถืออะไรกับของชั่วคราว จะมาครอบครองอะไรกับน้ำค้างบนมือกลางแดด หือ
น้ำค้างยังช้าไปหน่อย...แม่คะนิ้ง เอ้า ไปจับแม่คะนิ้งอยู่กลางแดด อุ๊ย ของเร้าของเรา แป๊บเดียว...อ้าว
ไปซะแล้ว นี่ ไปลองถือน้ำแข็งกลางแดดดู แล้วคิดว่าครอบครองได้มั้ย
นั่น
มันเห็นจนใจดวงนี้มันเข้าใจเลยว่าทุกอย่างเป็นของชั่วคราวน่ะ มันจะไม่คลายออกจากความหมายมั่นครอบครองขันธ์นี้หรือ...ว่ารูปนี้นามนี้เป็นของชั่วคราวหนา ไม่ได้ชั่วกัลปาวสาน
อย่าไปเชื่อจิตปรุงแต่ง ...แม้แต่ตัวไอ้จิตปรุงแต่งเองมันก็ดับ
มีอะไรไม่ดับ ... ถ้ามันตั้งลงอยู่ที่นี้ ดูมันอยู่กับที่นี้ เห็นมันอยู่ที่นี้
ไม่ไปเห็นที่อื่นน่ะ
เวลามันไปเห็นที่อื่น มันมักจะไปเห็นไอ้ที่มันตั้ง
ไม่ค่อยดูไอ้ตอนที่มันดับ ...และในความตั้งอยู่ที่ตรงนั้นมันก็เพิ่มพูนความยึดมั่นถือมั่นด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัว
ด้วยอำนาจของกิเลส ความไม่รู้มันก็พาให้เกิดราคะบ้าง ปฏิฆะบ้าง โทสะบ้าง
ไปพอกพูนความยึดมั่นถือมั่นในการตั้งอยู่ดำรงอยู่ของสิ่งนั้น ...แล้วก็ไปพอกพูนความเห็น หนาแน่นขึ้น แนบแน่นขึ้น
คือพยายามเอาน้ำค้างแข็งนี่ไปเข้าโรงน้ำแข็งน่ะ
ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ...ไอ้ที่มันละลายมันก็เลยดูเหมือนจะไม่ละลายซะเลย
เพราะความขยันปรุงขยันแต่งกับมันนั่นแหละ ...ไม่รู้ตัวเลยนะ
นี่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวนะ
ถ้ารู้แล้วมันไม่ทำ ถ้ารู้แล้วมันไม่ปรุง ...ถึงบอกไงว่ารู้นี่มันสำคัญ
รู้มันสำคัญกว่าไม่รู้ เพราะอย่างงี้ ...เพราะไม่รู้แล้วมันจะปรุง ปรุงแล้วมันจะพอกพูนความเห็นผิด
ซ้ำ ย้ำลงไปจนหนาแน่น
จนของที่ไม่เที่ยง...กูก็ว่ามันเที่ยง "ก็เห็นว่ามันเที่ยงอยู่นี่
ก็เห็นว่าจับต้องได้เป็นก้อนนี่ ไม่เห็นมันสลายไปเลย
ไม่เห็นความไม่มีตัวตนตรงนี้เลย ตัวตนแท้ๆ จะว่าไม่มีตัวตนยังไงวะ" เงี้ย
ก็ทั้งชีวิตมันพอกพูนแต่ความปรุงแต่งซ้ำไปๆ
ด้วยความเผลอเพลิน ยิ่งคิดยิ่งขยันปรุง ไม่ขยันรู้ ไม่ขยันละ เพราะนั้นตลอดชีวิตมันก็อยู่กับความไม่รู้ๆ
นั่นแหละ ...ไอ้ไม่รู้เนื้อรู้ตัวนั่นแหละ ก็มาจากความไม่รู้คืออวิชชา
ไม่รู้ก็มืด รู้ก็แจ้ง มีสองอย่าง
มันคู่กัน ...เมื่อใดที่แจ้งก็แปลว่าไม่มืด เมื่อใดที่มืดก็แปลว่ามันไม่แจ้ง ใช่มั้ย ...เมื่อใดที่มีแสงสว่างแปลว่าที่มืดอยู่ไม่ได้แล้ว
นี่ไม่ต้องไปลบไม่ต้องไปล้างกันเลยน่ะ ... เพราะเมื่อใดที่รู้...แปลว่าไม่รู้เกิดไม่ได้ ไม่ต้องไปทำให้ไม่รู้ดับหรอก
แค่รู้นั่นแหละ ไม่รู้ไม่เกิด...มันดับแล้ว
แต่ส่วนมากพวกเราน่ะ...รู้ดับ
ไอ้ไม่รู้นี่เกิดดดด จนไม่ดับเลย ...นี่ เป็นโรคใจ เป็นกิเลสประจำใจ
มาแต่เนิ่นนานกาเล ...จะเอาผงซักฟอกไปขัดล้าง ขัดไม่ได้ แปรงก็ถูไม่ออก
พระพุทธเจ้าถึงต้องมาบอกว่า ศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น ที่จะขัดเกลาได้
ฟังแล้ว ได้ยินแล้ว ติดอย่างเดียวน่ะ
ขี้เกียจ ขี้เกียจเจริญขึ้นมา มันแบบ...อาจารย์มีป่าว ขอเอา จะมาขอเอา
ขอบารมีครูบาอาจารย์หน่อยเถอะ
'ขอบารมีพระบรมธาตุของพระธาตุดอยสุเทพ ช่วยหน่อยเต๊อะ
ข้าน้อย บารมีน้อย
ขอบารมีครูบาอาจารย์เหล่าพระพุทธเจ้าทั้งสากลโลกธาตุให้สนับสนุนข้าพเจ้าเข้าสู่นิพพานโดยฉับพลัน'
นี่ แหม แอบวงเล็บความโลภด้วยนิดๆ ...ขณะที่ขอนะ มันยังแอบกิเลสอยู่ในการขอเลย ...ยังไม่รู้ตัวอีก อือ เอากะมันสิ การปรุงแต่งนี่มันได้ทุกรูปแบบหนา
ถ้าไม่ฉลาดรู้ฉลาดเห็นกับมันจริง ๆ มันก็ค่อยๆ คืบคลานๆ เข้ามากระดืบๆ
เข้ามาจนกลืนกินใจดวงนี้ไป ...สว่างอยู่ดีๆ มันหายไปตอนไหนไม่รู้ตัวเลย
หายไปกับความปรุงแต่งสิ่งใดอย่างใดไม่รู้ แทบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย เห็นมั้ยล่ะ ...ถ้าไม่ได้ปัญญาขั้นมหาสติมหาปัญญาจริงๆ นี่ จับไม่ได้คาหนังคาเขาน่ะ
เพราะฉะนั้นน่ะ เมื่อใดที่มันจับไม่ได้คาหนังคาเขาน่ะ มันจึงไม่ยอมเชื่อ ...แต่เมื่อใดที่มันจับได้คาหนังคาเขานั่นแหละ ใจมันจะเชื่อ...เชื่อในไตรลักษณ์
สติสมาธิปัญญามันจึงต้องเรียกว่าเป็นปัจจุบันกาล เป็นปัจจุบันธรรมจริงๆ
ทันกันจริงๆ มันถึงจะคลี่คลายออก
(ต่อแทร็ก 6/14)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น