พระอาจารย์
6/12 (550101A)
1 มกราคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความค่ะ)
พระอาจารย์ – กลับมาตั้งมั่นอยู่ที่ใจ ...ไม่งั้นมันก็ล้มไปล้มมา
ล้มไปล้มมา การปฏิบัติ ...ตรงนี้เรียกว่าอาศัยความเพียร เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา
ซ้ำซากลงไป ...อย่าท้อ อย่าขี้เกียจ
หรือส่วนมากน่ะ มันจะไปล้มเลิกความตั้งใจนี่ ด้วยการที่ว่า...ไปหาวิธีอื่น
เช่น กลับไปยุบหนอพองหนอต่อดีมั้ย กลับไปกำหนดพุทโธต่อดีมั้ย หรือว่าไปพิจารณาอสุภะมาเป็นกำลังดีมั้ย
เนี่ย มันจะเริ่มออกไปหาอุบายมา ...เพราะมันทนกับว่าจะทำมารู้ซ้ำซากๆๆ แล้วก็ล้มซ้ำซากๆ ไม่ไหว
นี่
เขาเรียกว่าความเพียรอ่อน ความตั้งใจจริงน้อย จับปลาหลายมือ ...มันก็เลยไม่เข้าถึงธรรมตามจริงที่เป็นภาวนามยปัญญาให้ต่อเนื่องได้โดยตรง
เพราะนั้นไอ้ที่เราพูดทั้งหมดนี่
หรือว่าที่พูดถึงดวงจิตผู้รู้นี่ การกลับมาตั้งมั่น แล้วก็รู้เฉยๆ เห็นเฉยๆ โดยที่ไม่ต้องไปคิดไปหาความเป็นจริงของไตรลักษณ์อะไร ...นี่เป็นหลัก นี่คือหลัก
ไม่ใช่อุบายด้วยนะ
ถ้ายังกลับไปหาอุบายอีก ...ก็คือเหมือนกำลังโตมาจนจะสี่ขวบแล้ว
ยังจะกลับไปเป็นเด็กแบเบาะอีกเหรอ จะกลับไปนอนเปลให้แกว่งไกวอีกเหรอ ...ก็กำลังจะสองขวบแล้ว เดี๋ยวก็สามขวบสี่ขวบแล้ว
เอ้า มันยังเดินไม่ถึงสักที ...กลับไปนอนให้เขาแบกหามแล้วกัน จะได้เร็วหน่อย ... เนี่ย มันล้มเลิกกันซะอย่างนั้นน่ะ
ภาวนามันเลยไม่ไปไม่มา มันเป็นประเภทหาทางเลือกใหม่อยู่เรื่อย
นี่ ความอยากความปรุง...แล้วพวกเราไม่ทัน ไม่ทันความปรุงแต่ง ความอยากนั้น ...มันก็แล่นไปหาอุปาทานที่มันคาดไว้หวังไว้ว่า
..อันนั้นดีกว่ามั้ย อันนี้มันจะมาช่วยเรามั้ย คนนั้นเขาทำอย่างนี้แล้วเขาได้ผลอย่างเงี้ย
ถ้าเรามาลองอย่างเงี้ยแล้วจะดีมั้ย นี่
มันปรุงตลอดเลยนะนั่นน่ะ...แล้วไม่ทัน
ไม่รู้ตัวเลย ...ถ้ารู้ตัวแล้วก็ละสิ ...ไม่เอา
รู้อย่างเดียว กลับมาอยู่ที่รู้นั่นแหละ ไม่มี ไม่เป็น ไม่ได้ ไม่เอา ...มรรคผลนิพพานก็ไม่เอา เร็วก็ไม่เอา ช้าก็ไม่เอา รู้อย่างเดียว
เพราะไอ้ช้าเร็วนี่ก็เป็นความคิด มันเป็นเรื่องของความคิดความปรุง แต่เรายังไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนั่นน่ะ ตกอยู่ใต้อำนาจของความปรุงแต่ง ...เห็นมั้ย สติปัญญามันแยกไม่ออก
ก็ต้องทู่ซี้โง่ไปก่อน ...ครูบาอาจารย์สั่งไว้ให้รู้อย่างเดียวก็รู้ไปเหอะ รู้อย่างเดียว ไม่คิด ไม่หา ข้างหน้าข้างหลังไม่เอา ... เพราะตัวของเราเองนี่
ด้วยปัญญาของเจ้าของนี่ มันยังไม่แยกออกจากความปรุงแต่งได้
มันยังไม่มีปัญญาเห็นว่าทั้งหมดน่ะมันเป็นเรื่องของความปรุงแต่ง ...จิตมันหลอก จิตมันหลอกแล้วเราก็ยินยอมให้จิตมันหลอกไป ด้วยการกระทำตามจิตปรุงแต่งนั้นๆ
โดยเข้าใจว่านั้นเป็นธรรม นี้เป็นธรรม แล้วจะได้ธรรมที่เหนือกว่า สูงกว่า ดีกว่า
เร็วกว่า ...สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว บอกให้ ไปไม่ได้หรอก
เพราะทั้งหมดที่พูดนี่คือหลัก ...คือใจเป็นหลัก เอาใจเป็นหลัก ไม่เอาหลักอื่น
โยม – ถ้าเราเคยปฏิบัติแนวสติปัฏฐานมาก่อน แล้วเราร้างไปพักใหญ่ แล้วเรากลับมา
เราควรจะเริ่มที่...
พระอาจารย์ – รู้กาย
โยม – รู้กายก่อน
ภาวนาใช้อุบายอะไรต่างๆ หรือว่ามาเริ่มที่รู้เลย
พระอาจารย์ – รู้เลย ไม่มีอุบาย ...ถ้านั่งสมาธิก็กำหนดนั่งเฉยๆ รู้ว่านั่ง ...รู้เฉยๆ ไม่เอาอะไร สงบก็ไม่เอา
พุทโธก็ไม่เอา ลมหายใจก็ไม่เอา นั่งเฉยๆ มันนี่
จะรู้เฉยๆ รู้ว่านั่ง
แล้วมีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ ช่างหัวมัน รู้อย่างเดียว ...นั่นแหละ
ไม่มีอุบาย ไม่เอาอะไรเป็นเครื่องยึด เข้าใจมั้ย ไม่เอาอะไรเป็นทุ่นให้เกาะ
เหมือนเราลอยคออยู่ในทะเล
ว่ายน้ำก็ไม่เป็น ผลุบๆ โผล่ๆ ดิ้นรนไปมา เดี๋ยวก็จมๆ นี่ ...แล้วมันก็ไหลไปตามกระแสน้ำอยู่ตลอดแล้วแต่มันจะพัดพา เดี๋ยวแรงเดี๋ยวค่อย
ว่ายน้ำก็ไม่ได้ ...ก็จมไปจมมาอยู่อย่างนั้น
พอเริ่มมาปฏิบัติ ...ก็เหมือนกับว่า
มีขอนไม้ขอนหนึ่งลอยผ่านมา แล้วก็จับขอนไม้ไว้ เพราะมันว่ายน้ำไม่เป็น
ยังไงมันก็คว้าเอาไว้ก่อนใช่มั้ย นั่นแหละ อุบาย ...เข้าใจคำว่าอุบายมั้ย
เพราะนั้นอุบายนี่ ขอนไม้ก็ได้
ซากศพก็ได้ อะไรลอยมามันก็ต้องจับ ...เพื่ออะไร ไม่ให้มันจมน้ำ ...เอ้า พอซากศพหายไป
หรือว่าทิ้งซากศพแล้วไปเห็นเป็นเรือเล็กๆ ลอยมา ก็คว้าเรือ มันก็คืออุบาย ...เข้าใจคำว่าอุบายมั้ย เพื่อไม่ให้จม
แต่เราถามว่าไอ้ศพที่ลอย
หรือว่าไอ้กอสวะที่ลอยผ่านแล้วเราจับมันนี่ มันลอยตามน้ำมั้ย ...เออ
มันก็ยังลอยอยู่นะ เพียงแต่ว่ามันพยุงไม่ให้เราจม แต่ว่ามันก็ลอยไปตามกระแส ...ลอยไปลอยมาเดี๋ยวตัวมันเองก็จม
เพราะนั้นอย่าไปยึดอุบาย
โยม – คือว่าถ้าว่ายน้ำเป็นแล้ว
เราก็ไม่ต้องไปยึดอุบาย
พระอาจารย์ – ว่ายน้ำไม่เป็นหรอก ...ว่ายน้ำเป็นแล้ว แล้วโยมจะไปไหน จะว่ายไปไหน หือ จะไปไหนดี ... รู้ที่หมายที่ไปรึยัง
ไม่รู้...จะว่ายไปเอาอะไร หือ จะเอาอะไร
จะว่ายไปไหน จะไปนิพพานรึเปล่า
แล้วนิพพานน่ะเขาเขียนป้ายว่านิพพานมั้ย 'เฮ้ย นิพพานเว้ยเฮ้ย ว่ายมาถึงแล้ว' ...ถูกหลอกรึเปล่า นิพพานจริงรึเปล่า เชื่อได้รึเปล่า ใช่มั้ย มันนิพพานหลอกก็ได้นี่
ถ้าเกิดไปตรงนั้นแล้วมันว่างสบาย
ไม่มีใครสัตว์บุคคลเลย มันก็ว่า "เนี่ย ใช่เลยนิพพาน กูนอนตรงเนี้ย" เข้าใจว่าเสร็จสำเร็จแล้ว มารู้ตัวอีกที...อ้าว มาเกิดซะแล้ว เป็นงั้นไป ไหงกูว่ากูนิพพานแล้ว ทำไมกูมาเกิดได้ยังไงวะเนี่ย ... ถูกหลอกอีกแล้วครับท่าน
ถึงบอกว่า “หลัก” เข้าใจคำว่า “หลัก” มั้ย
ท่านให้จับหลักไว้ ...เหมือนกับมีหลักอยู่กลางมหาสมุทร จับไว้ กอดไว้ อย่าไหล
อย่าไหลไปตามกระแส มันจะพาไปไหน ...เห็นอะไรลอยมาลอยไป อย่าไปเกาะ
เพราะมันก็ไหลอีกเหมือนกระแสน้ำ เข้าใจมั้ย ...ถึงจะไม่จม ถึงจะอยู่ได้ อาศัยมันได้ดี
หายใจได้สะดวก ไม่เปียกไม่ปอน แต่เดี๋ยวมันก็จม แล้วมันก็ไหลไปเรื่อยเหมือนกัน
อยู่ที่หลัก ที่เดียว ไม่ไปไม่มา ...นั่นแหละ แล้วมันจะเข้าใจ มันจะเห็นความเป็นจริงของกระแสน้ำ
เห็นความเป็นจริงของทุกสิ่ง ทุกสรรพสิ่ง คืออะไร
ใจคือหลัก ใจคือผู้รู้ในเบื้องต้น ...เพราะนั้นที่บอกให้จับหลัก คือหลักใจ...ผู้รู้ เข้าใจมั้ย นอกจากผู้รู้ไปเหมือนของเศษสวะลอยมา อย่าไปสนใจมัน ...รู้อย่างเดียว
มันจะอะไรก็ช่าง
ไม่มีชื่อหรอก ไม่ต้องไปใส่ชื่อให้มัน ไม่ต้องไปสนใจมัน อย่างนี้ ...รู้อยู่ที่รู้
เห็นอยู่ที่เห็น แค่นั้นแหละ เอาให้มั่น ...เอาให้มั่นก่อน แล้วมันจะค่อยๆ
หูตาแจ้งขึ้น
มันจะแจ้งขึ้นจากตรงนี้ ...มันแจ้งอยู่ที่รู้ มันแจ้งอยู่ที่เห็น
มันแจ้งอยู่ที่ใจผู้รู้นี่แหละ มันสว่างมันก็จะเห็น เห็นกายตามจริง เพราะมันสว่าง ... ตรงที่รู้นี่มันสว่าง เวลาเราไปยืนอยู่ในที่ที่ไม่รู้นี่มันคือที่มืด
เวลาโยมไปยืนอยู่ในที่มืดแล้วโยมมองเห็นอะไรมั้ย
เห็นลางๆ ใช่มั้ย ก็ไม่สามารถจำแนกวิเคราะห์ได้ว่ามันเป็นอะไรชัดเจนใช่มั้ย
เพราะมันมืด ...แต่ถ้าโยมถือไฟไปส่องดูนี่ โยมจะเห็นว่ามันคืออะไร เห็นมั้ย
เห็น ยิ่งสว่างมากก็ยิ่งเห็นชัด
เพราะนั้นเมื่อใดที่ตั้งอยู่ที่ผู้รู้นี่
ตรงนั้นน่ะเหมือนเป็นที่สว่าง มันมีแสงสว่างที่เห็น...เห็นชัดว่า เนี่ย กาย
แล้วมันเห็นเข้าไปในกายนี้อีก ...แต่ก่อนมันเห็นว่าเป็นกายเรา คือมันยืนในที่มืด มันก็บอกว่าเนี่ยของเรา
มันว่าอย่างนั้นน่ะ
แต่พอมาอยู่ในที่สว่างแล้วเห็นไป
มันก็เห็นชัดเจนว่า มันก็เป็นแค่กายสักแต่ว่ากาย ... ไม่เห็นเรา...เริ่มไม่เห็นเราในกายแล้ว
ใช่มั้ย ...ก็มีแต่กาย ไม่เห็นมีเราตรงนี้เลย ไม่เห็นมีเราติดอยู่ที่ตัวนี้เลย ...มันเห็น
มันสว่างแล้วมันเห็นน่ะ รู้อยู่เห็นอยู่นี่ มันสว่างมันก็เห็นชัดเจนขึ้น ...จากนั้น รู้ไปเรื่อยๆ สว่างขึ้น
ตั้งมั่นอยู่นี่ ดูกายเห็นกายไป จากที่เคยบอกว่าเป็นสักแต่ว่ากาย ...อ้าว
ไม่เห็นกายแล้ว
เออ จากที่ว่าตั้งแต่กายเรานี่ มันไม่เห็นว่าเป็นกายเรา
เห็นว่าเป็นแค่สักแต่ว่ากาย ...ดูไปดูมา อ้าว ไม่เห็นกายแล้ว...เอ๊ะ ดูไปยังไงวะ
ไม่เห็นกาย หือ เฮ้ย ธาตุก็ไม่เป็น ไม่เป็นอะไรเลย เนี่ย
เพราะกายไม่ได้บอกเลยว่ามันเรียกว่าอะไร มันไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นกาย
มันไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นแขน
มันไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นเลือดเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นกระดูกเป็นเอ็น ...มันบอกมั้ย ไม่มีคำพูดใช่มั้ย
เออ แล้วมันจะบอกว่ามันเป็นกายได้ยังไง แน่ะ
มันเห็นนี่ ...ยิ่งเห็นเข้าไปเรื่อยๆ นี่ มันก็เห็น...อ้าว หากายไม่เจอแล้ว ไม่เห็นกายเลย ... นี่ อย่าว่าแต่ "กายเรา" เลย ไอ้ "กายเรา" นี่ห่างไปอีกวานึงแล้ว
เข้าใจมั้ย
คือ กายเรานี่ห่างไปไกลแล้ว ห่างจากธรรมที่เห็นตรงนี้แล้ว มันดูไป...อ้าว ไม่มีกาย แล้วมีอะไร...ไม่มีอะไร ไม่รู้จะเรียกอะไรดี เป็นอะไรอย่างหนึ่งก็ไม่รู้
ดูไปอีก แจ้งลงไปที่กายนั้นอีก
รู้เห็นแจ้งลงไปที่กาย ด้วยจิตผู้รู้นี่แหละ...ดับ เดี๋ยวก็ดับ เห็นแต่ความดับ
ไอ้ที่เห็นอยู่นี่แป๊บนึงเดี๋ยวก็ดับแล้ว เปลี่ยนแล้ว ดับๆๆๆ
โยม – แล้วถ้ามันดับหมดแล้ว
เราไม่รู้จะไปรู้อะไร แล้วจะทำยังไง
พระอาจารย์ – ถ้าคิดน่ะ มันก็สงสัย คือถ้าคิดตามมันก็จะเข้าใจแค่ในระดับนึง ...แต่ถ้าถึงตอนนั้นน่ะมันไม่สงสัย ไม่เหลืออะไร บอกแล้วว่านอกจากใจดวงนี้ไป เกิด-ดับ ...เคยได้ยินคำพูดนี้มั้ย...นอกจากใจดวงนี้ไป เกิด-ดับ
เพราะนั้นถ้ากายดับแล้วมันจะเหลืออะไรล่ะ
ก็นอกจากนี้น่ะมันดับอยู่แล้ว มันไม่เหลืออยู่แล้ว ...แล้วมันจะเหลืออะไร
ก็บอกแล้วว่าก็เหลือแต่ใจ ...เมื่อมันเหลือแต่ใจแล้วมันจะอยู่ที่ไหนล่ะ
ไม่ต้องไปหาแล้ว มันมีที่อยู่ที่เดียว นั่นแหละ
เพราะใจไม่เกิดไม่ดับ
ใจที่แท้จริงไม่เกิดไม่ดับ เข้าใจมั้ย ...นั่นแหละ เมื่อนั้นแหละ โคตรภูญาณ เข้าใจมั้ย
จนกว่ามันเห็นกายนี่ดับ เหลือแต่ใจ ...แล้วจากนั้นตรงที่เหลือแต่ใจดวงเดียวนั้นน่ะ
ไม่ใช่ผู้รู้แล้ว เพราะมันไม่รู้จะไปรู้อะไร ...นี่เบื้องต้นนะ
เพราะนั้นแค่เห็นใจแค่ขณะนั้นน่ะ ...แค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ฟ้าแลบ แค่นั้นน่ะ เข้าสู่ใจสว่าง
เข้าใจสภาวะใจที่ไม่มีประมาณ เป็นเนื้อเดียวกันในสรรพสิ่ง
ขณะเดียวเอง ...ขณะเดียวเองแล้วมันก็กลืนเข้ามา
รวมธาตุใหม่ ... เพราะมันยังไม่จบแค่นั้น ... นี่เขาเรียกว่ามาเซิร์ฟๆ ปัญญามาเซิร์ฟๆ ไว้
แค่นั้นเอง
แต่ผลของมันคือมันจำได้ ...มันเห็นแล้ว
มันเห็นที่สุดของธรรม ของส่วนธาตุของโลก ...มันเห็นที่สุดของธรรมในภาคของใจ ...แต่ยังไม่ขาดกันโดยสิ้นเชิงแค่นั้นเอง
เพราะนั้น มันยังมี To be continue มี ยังมีภาคสอง ภาคสาม ภาคสี่ต่อ ... ก็กลับมาทำเหมือนเดิมอีก
ก็อยู่อย่างนี้ อยู่ที่รู้นี้แหละ อยู่ที่ผู้รู้อีก ...อยู่ที่ผู้รู้ไป
แล้วก็อะไรก็รู้ไป รู้ชัดเห็นชัดไปกับทุกสิ่ง
คราวนี้ มันเข้าใจในเรื่องของกายในระดับนึงแล้ว
มันก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่แล้ว ... งั้นๆ น่ะ ...การรู้กายเห็นกายก็งั้นๆ แล้ว
มันไม่สงสัยเท่าไหร่แล้ว ว่ากายนี้เป็นเรามั้ย กายนี้เป็นของเรามั้ย
กายนี้เป็นสัตว์เป็นบุคคลมั้ย มันก็งั้นๆ มันก็ไม่ค่อยเจาะจงล้วงลึกแยบคายกับกายเท่าไหร่แล้ว
คราวนี้มันมาทำความแยบคายในส่วนของนามธรรมทั้งหมด ...ส่วนที่จับต้องไม่ได้แล้ว ส่วนที่เป็นความคิดบ้าง เป็นความเห็นบ้าง เป็นความจำได้หมายรู้บ้าง
เป็นผัสสะ เป็นสุขเป็นทุกข์เป็นเวทนา...พวกนี้
ก็ทำแบบอีหรอบเดิมน่ะแหละ เหมือนเก่า
หลักเดิมไม่เปลี่ยน ไม่หาวิธีใหม่ ...มันจะรู้เลย ไม่มีวิธีอื่น
มันเป็นหลักเดียวเท่านั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่าไม่มีวิธีการอื่น
เพราะนั้นมันจะสิ้นสงสัย ในระดับหนึ่ง
มันจะไม่สงสัยว่าจะทำยังไงดี ไม่สงสัยว่าจะปฏิบัติยังไงดี
ไม่สงสัยว่าจะเข้านิพพานยังไงดี ไม่สงสัยว่าที่สุดของมันคืออะไรด้วยวิธีไหน ...ไม่สงสัยเลย
ใครบอกว่าถูก ใครบอกว่าผิด ...ก็แล้วแต่มึงดิ กูก็รู้เหมือนเดิมนี่ ...ไม่เปลี่ยนเลย นั่น มันเป็นอย่างนั้น
เพราะนั้นว่า
จุดสำคัญคือพวกเรานี่ไม่มีสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่มี แล้วปัญญาน้อย
คือไม่เห็นความเป็นสักแต่สัตว์ สักแต่บุคคล ...ไม่เข้าไปเห็น
เพราะไม่ยืนอยู่ในที่ที่ควรยืน ไม่ตั้งอยู่ในที่ที่ควรตั้ง
มันไปตั้งผิดที่ผิดทาง ...ไปตั้งอยู่ที่สิ่งที่ถูกรู้ซะส่วนมาก ไปตั้งในสิ่งที่ว่าจะรู้อะไรดี
จะหาอะไรมารู้ดี แล้วก็คอยไปดัก ดักว่าจะรู้อะไร อะไรจะเกิดขึ้น กลัวไม่เห็น
กลัวไม่ทัน ...มันจะไปติดตรงนี้แหละ
แล้วก็ไปคอย
ไปสร้างโรงเตี้ยมไว้ดักหน้า...เมื่อไหร่มึงจะมาให้กูดูวะ เข้าใจป่าว ...คือเล็งว่าจะดูไอ้ตัวนี้ ตัวอื่นไม่สน มันไม่มาให้กูดูซะทีวะ นี่ เขาเรียกว่าไปสร้างเล่าเต๊งไว้รอ
อย่างนั้น ...มันไม่เข้าใจ
นี่มันเป็นการปรุงทั้งหมดเลย ...มันออกไปรู้...มันออกไปรู้
มันไม่รู้อยู่ มันไม่มีที่อยู่ ...ใจที่อยู่ เป็นที่อยู่ ...ต้องอยู่ที่ใจ
ตั้งอยู่ที่ใจ ไม่ใช่รู้ออกไป ไม่ใช่ออกไปรู้
ไม่งั้นสติมันก็จะคลาดเคลื่อนออกไป
มันก็กลายเป็นมิจฉาสติ ไม่ใช่สัมมาสติ ...ถ้าสัมมาสติมันจะต้องสงเคราะห์ลงที่ใจ
เห็นใจ แล้วก็น้อมกลับมาที่ใจ ตั้งมั่นลงที่ใจ ก็เรียกว่าสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น
คำว่าจิตตั้งมั่น
คือจิตกับใจมันรวมเป็นหนึ่ง มันไม่แตกเป็นสอง ไม่แตกเป็นความเห็นอื่น ถ้ามันจิตตั้งมั่นก็มีแค่รู้...รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
เพราะนั้นไอ้ตัวสิ่งที่ถูกรู้มันจะไม่ออกไปเป็นความเห็นที่สองว่า
ไอ้สิ่งที่ถูกรู้นี่คืออะไรวะ หรือมันเป็นอะไร หรือมันเป็นดีหรือไม่ดีรึเปล่า ...ถ้าอย่างนี้มันออกไปสองสามสี่ห้าแล้ว เข้าใจมั้ย มันปรุงแล้ว...แล้วเราไม่รู้ ไม่ทันไงว่ามันปรุง
ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน รู้อย่างเดียวๆๆ รู้ไว้ก่อนๆ ...ไอ้ตรงนี้ซาๆ ไว้ก่อน
ไอ้สิ่งที่ถูกรู้ข้างหน้านี่ อย่าไปสงสัยลังเลอะไรกับมัน จะกายก็ตาม จะรูปก็ตาม
จะนามก็ตาม
เราถึงบอกให้รู้กายมากๆ
ไม่ต้องไปคิดอะไรกับมัน รู้เฉยๆ ...นั่งก็นั่ง ลุกก็ลุก เดินก็เดิน ตรงเข้าไปแค่นั้น
แล้วก็รู้ๆๆๆๆ ไว้ให้ชัด
จิตจะเป็นหนึ่ง จิตกับใจจะเป็นหนึ่งเดียวกัน
เรียกว่าดวงจิตผู้รู้ตั้งมั่นอยู่ภายใน มันจะไม่มีความปรุงแต่ง ...มันจะระงับความปรุงแต่งในขณะนั้น
แล้วมันจะตั้งมั่นๆๆ แน่นอยู่ภายใน
แน่วแน่อยู่ภายในอย่างนั้น มันแน่วแน่อยู่ที่นั้น ...ไม่ต้องกลัวเพ่งเลย บอกให้ อย่ากลัวเพ่ง ...มันไม่ได้เพ่งหรอก
ลักษณะนั้นมันแน่วแน่ด้วยสติสมาธิปัญญา
ไม่ได้เกิดจากการเพ่งหรือกดข่ม มันจะแน่วแน่ตั้งมั่นรู้ชัดอยู่ภายในนั้น ...แล้วไม่ต้องกลัวไม่มีปัญญา
จากนั้นไปมันจะมีสภาวะนึงที่แจ้งขึ้น
คือภาวะที่เห็น...เหมือนลืมตาดูอยู่ข้างใน มันเห็น ...จากที่มันรู้ชัดๆ มันจะเห็น
เห็นอาการ ...นั่นแหละญาณ มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าเป็นญาณทัสสนะขึ้น
หรือว่าตัวสัมปชัญญะที่มันรู้เห็น เห็นรอบ เห็นอาการ เห็นกายโดยรวม เห็นกาย
ในลักษณะที่เป็นของสิ่งหนึ่ง เหมือนฟองเต้าหู้ เหมือนตอไม้ เหมือนหุ่นยนต์ อะไรอย่างนั้น
เป็นแค่ของอันนึง
แล้วมันก็จะเห็นตามอาการของมันอย่างนั้น
แต่ไม่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์นะ ...ถ้าวิพากษ์ออกมาปุ๊บนี่ มันแตกออกมาสามสี่ห้าแล้ว
นี่มันจะต่างกับกุศโลบายของการพิจารณาที่เรียกว่าสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งลักษณะนั้นจะต้องยกกายขึ้นมาพิจารณาเป็นข้อๆๆ หรือว่าเป็นเนื้อความภาษา เป็นแมสเสจ
เป็นข้อความ
แต่ลักษณะของดวงจิตผู้รู้นี่
จะรวมเป็นหนึ่งเดียว...ไม่มีคิดเลย ... แล้วอาศัยความที่เรียกว่า สันทิฏฐิโก ...คำว่าสันทิฏฐิโกคือว่า รู้เองเห็นเอง
รู้เองเห็นเองไม่ได้หมายความว่าตรัสรู้นะ หมายความว่าใจนี่เป็นผู้รู้เองเห็นเอง
ให้ใจนี่เป็นผู้รู้เองเห็นเอง ให้ดวงจิตผู้รู้นี่เป็นผู้รู้เองเห็นเอง
ไม่ใช่คิดเอา
ไม่ใช่วิเคราะห์ออกมาด้วยจินตา ไม่ได้จำมาแล้วก็เอาสมมุตินั้นสมมุตินี้
หรือภาษานั้นภาษานี้มาลงตีความหมายกับสิ่งที่มันเห็นนี้...ไม่เอา ...ให้มันเป็นสันทิฏฐิโก
คือให้ใจมันรู้เองเห็นเองกับสิ่งที่อยู่ตรงนี้
ว่ามันเป็นอะไรกันแน่วะ...ซึ่งจริงๆ น่ะ
แค่รู้เองเห็นเองแล้วมันตั้งอยู่เงียบๆ เฉยๆ ของมันนี่
มันก็ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลให้เห็นอยู่แล้ว
มันเหมือนเป็นของสิ่งหนึ่งโดยตรงอยู่แล้ว
แต่ว่าเรายังไม่ชำนาญ เรายังแอบไปคิด
แอบไปนึก แอบไปวิพากษ์วิจารณ์มันอยู่ คือแอบปรุงแต่งโดยที่ยังไม่ตั้งมั่นเพียงพอ ...ก็ไม่เอา
พยายามรู้ทันไว้ แล้วก็กลับมารู้อย่างเดียว รู้เฉยๆ รู้เฉยๆ
แล้วก็ตั้งอยู่ที่รู้เฉยๆ นั่นแหละ
ตั้งมั่นไว้ ให้มั่น เอาให้มั่น ...ไม่มั่นก็ต้องมั่นไว้ก่อน
อย่าเพิ่งไปรีบเจริญปัญญามากมาย ส่วนมากปัญญานั่นเป็นปัญญาฟุ้งซ่าน คิด
แล้วพยายามจะเห็นให้เป็นไตรลักษณ์ให้ได้ ด้วยความอยาก
มันไม่ได้เห็นเองน่ะ มันอยากเห็น มันอยากเห็นไตรลักษณ์น่ะ ...ก็ยังไม่รู้อีกว่ามันอยากเห็น ใช่มั้ย มันอยากเห็นไตรลักษณ์
มันอยากเห็นความเกิดดับ มันอยากเห็นความไม่เที่ยง ...มันมีความอยากทำไมไม่เห็น
ทำไมไม่รู้ว่าอยากเห็น
ก็ต้องรู้อีกว่าอยากเห็น...กูไม่เห็นหรอก กูไม่อยากหรอก...รู้อีกๆ แปลว่าจิตมันยังแตกอยู่ ยังไม่เป็นสมาธิ ...เพราะสติ ศีล เป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา
มันต้องเกื้อกูลกันอย่างนี้ เข้าใจมั้ย
และเมื่อศีลสมาธิปัญญาสมดุลดีแล้ว
มันก็จะวนกลับมาเจริญสติ มาเกื้อหนุนสติ สติก็จะมาเกื้อหนุนศีล
ศีลก็จะมาเกื้อหนุนสมาธิ สมาธิก็เกื้อหนุนปัญญา ...มันก็วนมาให้แนบแน่นๆ
รวมกันไปอยู่อย่างนี้
อย่าเอาความอยากมาเป็นตัวนำ
อย่าเอาความอยากได้ อยากเห็น อยากปฏิบัติถึง อยากเร็ว เหล่านี้ เป็นตัวนำ ...มันจะทำให้ธรรมนี่คลาดเคลื่อนไปหมด
รู้ไว้ก่อน รู้ไว้อย่างเดียว มีปัญหาอะไร...รู้
มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น...รู้ อยู่ที่รู้ อย่าไปอยู่ที่ปัญหา อย่าไปอยู่ที่สงสัย
อย่าไปอยู่ที่คิด อย่าไปอยู่ที่นึก อย่าไปอยู่ที่อดีต อย่าไปอยู่ที่อนาคต
อย่าไปอยู่ที่เรื่องราว
อยู่ที่รู้ ตั้งให้มั่นก่อน
ฐานให้แน่น ตั้งฐานให้มั่นคงด้วยสติและสมาธิก่อน
จากนั้นไปการเห็นนี่มันจะเริ่มเห็นชัดขึ้น ในสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันน่ะ
ไม่ว่าจะเป็นกายก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี
มันก็รู้เป็นแค่อะไร วูบๆ วาบๆ
แค่นั้นแหละ ไม่รู้จะเรียกอะไรดี และอย่าพยายามหาชื่อไปใส่มัน ...เพราะสิ่งที่มันเห็นในขณะนั้นน่ะเรียกว่า ใจดวงนั้น ผู้รู้นั้น ใจผู้รู้ดวงนั้น
มันเห็นธรรมตามจริงแล้ว
เพราะธรรมตามจริงมันไม่เป็นอะไร
ไม่มีชื่อ ไม่มีภาษา คือมันเห็นกายปรมัตถ์ เห็นนามปรมัตถ์ ...ไอ้คำว่าสักแต่ว่าๆ
นั่นน่ะ คือกายปรมัตถ์ นามปรมัตถ์ คือรูปปรมัตถ์กับนามปรมัตถ์
เพราะนั้นคำว่ารูปปรมัตถ์นามปรมัตถ์
ตัวรูปนามนั้นเป็นกลาง ไม่ดีไม่ร้าย ไม่ถูกไม่ผิด ไม่เป็นของของใครคนใดคนหนึ่ง
แน่ะ มันจะเห็นอย่างนั้น
แล้วจากนั้นไปไอ้ตัวปรมัตถ์ธรรม ที่เป็นรูปปรมัตถ์นามปรมัตถ์นี่ มันจะแสดงธรรม...ตามธรรมอันควร ...ควรตั้งมันก็ตั้ง ควรเกิดขึ้นอีกมันก็เกิดขึ้นอีก
ควรดับมันก็ดับ
เนี่ย มันจะเป็นไปตามธรรมที่ปรากฏของมันเอง ด้วยอาศัยเหตุและปัจจัย ...ไม่อาศัยเรา ไม่อาศัยความอยาก
ไม่อาศัยความไม่อยาก เนี่ย มันก็จะเป็นธรรมตามธรรม
เพราะนั้น ตัวนี้ ตัวธรรมนี่ รูปธรรมนามธรรม
หรือรูปปรมัตถ์นามปรมัตถ์นี่ก็จะเป็นปกติธรรม ...คำว่าปกติธรรมนั่นก็คือความหมายของคำว่าศีล...ศีลวิสุทธิ
เพราะนั้นจิตที่รู้เห็นเป็นปกตินี่ ก็เป็นจิตที่มีศีลวิสุทธิ คือเป็นปกติรู้เห็นธรรมดา ไม่ว่า ไม่กล่าวขานกัน ไม่เนื่องกัน
ไม่ไปออกความเห็นกับมัน ...ทุกอย่างตรงต่อธรรมหมด สองสิ่ง ปั๊บ
เพราะงั้นที่เห็นแค่เนี้ย
ลักษณะที่รู้ปกติ เห็นปกติ กับธรรมที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่เป็นปกติ ดับไปตามปกติ
ไม่มีใครเข้าไปยุ่งกับมันนี่ ...ภาวะนี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
สัมมาทิฏฐิเพราะอะไร ...เพราะมันรู้ชอบ
เห็นชอบ ไอ้ที่มันรู้ ไอ้ที่มันเห็นนี่ เป็นธรรมอันชอบ
ไม่มีธรรมอื่นแล้วนอกจากที่ปรากฏนี้ มันเป็นอย่างนี้ ดีก็ไม่บอก ร้ายก็ไม่ว่า ...มันเป็นปกติธรรมดาของมัน ตามธรรม
เพราะนั้นใจที่เห็นอยู่อย่างนี้
ชัดเจนอยู่อย่างนี้ แล้วไม่มีการคลาดเคลื่อนจากตรงนี้ นี่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
นี่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ...พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า นี่แหละ คือทางสายเอก
มันเอกน่ะ
ไม่มีสองน่ะ ไม่มีทางอื่น เพราะยังไงมันเห็นธรรมอันเดียวแค่นี้...จิตหนึ่งธรรมหนึ่งเท่านี้
นอกจากนี้ไป...ละ นอกจากนี้ไป...ละ มันจะออกไปหา มันจะออกไปเห็น มันจะออกไปคิดเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากที่มันเห็นตรงนี้...ละ
เห็นมั้ย มันก็เหลือเป็นทางสายเดียว ตรงกันแน่วแน่ ตรงกัน มันโป๊ะเช๊ะ เช๊ะๆ
อยู่อย่างนี้ตลอด ...เหมือนยิงปืนปังเข้าเป้าปุ้งเลย มันตรงเป้าเดียวนี่
มีเป้าอันเดียวนี่ เข้าแม่นยำลงเป้าอันเดียว
ไม่ใช่ไปส่ายยิงนกยิงปูยิงปลายิงอากาศธาตุอะไร
มันมีเป้าเดียวนี่ มันลงที่ธรรมอันเดียวนี่ ที่อยู่ข้างหน้ามัน
แล้วมันไม่คลาดเคลื่อนจากธรรมนี้ ...เนี่ย สัมมาทิฏฐิเกิด
อาศัยสติสมาธิกำกับไว้อยู่เสมอ พอเคลื่อนออกปั๊บ...ทัน เคลื่อนออกปั๊บ...ทัน ... ตั้งมั่นอยู่ รู้อยู่ๆ
แล้วก็ชัดเจนอยู่กับธรรม ไม่ต้องแตะต้องธรรม ปล่อยให้ธรรมเขาเป็นไปตามปกติธรรม
เนี่ย ศีลมันก็มาเกื้อหนุนกันอยู่
ประคับประคองระหว่างภายนอกภายในให้เป็นกลาง เป็นธรรมดาเสมอกันอยู่อย่างนี้ เราก็รักษาองค์มรรคอยู่ในที่เดียว...ตลอด
นี่ ทางอยู่ตรงนี้ นี่เรียกว่าทางสายเอก
หรืออีกภาษาก็เรียกว่า วิถีแห่งความรู้แจ้ง นี่คือวิถีแห่งจิต นี่คือวิถีแห่งมรรค
นี่คือวิถีแห่งความรู้แจ้ง นี่คือวิถีแห่งนิพพาน หรือว่าทางสายเอก ...มีทางเดียว
ไม่มีทางอื่นเลย
ต่อให้ปฏิบัติเส้นไหนสายไหน วิธีการไหน ต้องลงตรงที่ธรรมอันเดียว...ธรรมอันเดียว รูปก็เป็นธรรม นามก็เป็นธรรม ไม่งั้นท่านจะเรียกว่ารูปธรรมนามธรรมยังไง
เสียงก็เป็นธรรม กลิ่นก็เป็นธรรม รสก็เป็นธรรม
อะไรที่มันเกิดขึ้นปรากฏขึ้น ตรงนี้
ขณะนี้ พั้บนี่ ...แล้วไม่ว่ากัน ตรงแน่วโดยไม่มีความคิดความเห็นสอดแทรก ดูมันไป
เห็นมันไป ธรรมดา ตรงๆ แค่นี้
อยากตั้ง...ตั้ง อยากเกิดขึ้นมากขึ้น...มาก
อยากดับไป...ดับ อยากเกิดขึ้นใหม่...เกิด เนี่ย ไม่ว่ากันอย่างนี้
เรียกว่าสัมมาทิฏฐิล้วนๆ เลยอย่างนี้ ตรง ...แล้วสัมมาทิฏฐิก็จะตรงแน่วๆๆ
ในธรรมอันเดียวๆ ตลอด
(ต่อ แทร็ก 6/12 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น