วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 6/12 (2)


พระอาจารย์
6/12 (550101A)
1 มกราคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 6/12 ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่ธรรมอันเดียวนี่มันไม่ได้หมายความว่า มันมีหน้าตาเดียวนะ 

หน้าตามันอาจจะเป็นสีดำสีแดงสีขาว หน้าเป็นพระเอก หน้าเป็นผู้ร้าย หน้าเป็นนางเอก หน้าเป็นตัวโกง หน้าเป็นเสนาบดี หน้าเป็นลูกสมุน เป็นหมูหมากาไก่ ...ได้หมด ก็ถือเป็นธรรมเดียวที่เกิดขึ้นตรงนี้

นั่นแหละ มันก็จะสงเคราะห์ลงในธรรมหนึ่งจิตหนึ่ง ศีลสมาธิปัญญาก็จะสงเคราะห์ ตะล่อมกลับมาอยู่ในธรรมหนึ่งจิตหนึ่ง...จิตหนึ่งธรรมหนึ่ง เอกังจิตตัง เอโกธัมโม 

เอกังจิตตัง เอโกธัมโม ...เกิด-ดับ เหลือแต่ของที่เกิดขึ้นตั้งแล้วก็ดับ เป็นธรรมเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับ

รูปก็เป็นธรรม นามก็เป็นธรรม กายก็เป็นธรรม จิตก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นธรรม เวทนาก็เป็นธรรมอันหนึ่ง ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรม ...ทุกอย่างเป็นธรรมอันเดียว ตั้งอยู่ตรงนี้ ตามเหตุปัจจัยอันควร

เมื่อมีเหตุปัจจัยมาเสนอสนองมัน สังเคราะห์มัน มันก็ยังตั้งอยู่ต่อไป ....เมื่อเหตุปัจจัยนั้นแปรปรวนเปลี่ยนแปลงปุ๊บ อาการตั้งของมันก็จะแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป...ตามเหตุปัจจัยที่แปรปรวน 

เมื่อหมดเหตุปัจจัยในการเข้ามาสังเคราะห์ประคับประคองมัน เหตุที่ตั้งอยู่นั้นก็ดับไปเป็นธรรมดา ...นั่น มันเห็นตรงอย่างนี้ มันเห็นตรงอยู่แค่นี้ ไม่เห็นเรื่องอื่นเลย 

แล้วมันก็จำแนกอยู่ตรงนี้ ของสองสิ่งๆๆ ตรงนี้ ...มันเป็นทางเดียวเท่านั้นน่ะ ไม่มีทางอื่นเลย  แล้วเราก็ไม่เห็นว่ามันมีอุบายอื่นเลยน่ะ มันไม่เรียกว่าอุบายด้วย ...ก็รู้ตรง รู้ชัด รู้เห็นอยู่ทุกขณะอย่างนี้ไป

พอมันเริ่มคิด พอมันเริ่มค้น พอมันเริ่มหา ก็รู้แล้วว่ามันเบี่ยงออกไปแล้ว ...กลับมา รู้อยู่เห็นอยู่ตรงนี้ อะไรก็ได้ ที่มันเป็นปัจจุบัน เข้าใจมั้ย 

ถ้ามันยังเบี่ยงบ่ายๆ อยู่เรื่อย...ต้องตั้งมั่น ให้มั่น...ที่รู้ ให้มั่นก่อน เพราะแปลว่าขณะนั้นจำไว้เลยว่า...สมาธิด้อย อ่อนแอ  ไม่มีสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่น

ก็พยายามน้อมลงที่ รู้ๆๆๆ บ่อยๆ แล้วก็ย้ำอยู่ที่รู้ ...ให้รู้มันตั้งเด่นเป็นสง่าของมันอยู่ภายใน แน่วแน่อยู่ภายใน แล้วมันจะไม่คลาดเคลื่อนจากธรรมที่อยู่เบื้องหน้ามัน ...จากนั้นไปก็จะเก็บเกี่ยวปัญญาไป...ไตรลักษณ์ๆๆๆ  

เมื่อมันยิ่งเห็นไตรลักษณ์ เห็นความเป็นธรรมดาของการเกิด เห็นความเป็นธรรมดาของการตั้งอยู่ และเห็นความเป็นธรรมดาของความดับไปมากขึ้นๆ เท่าไหร่ ...ใจยิ่งคลายออกจากความหมายมั่นในธรรมทั้งปวง 

มันคลายออก ...ไม่รู้ว่าคลายออกจากรูปหรือนามนะ แต่มันจะรู้ว่ามันคลายออกจากธรรมทั้งปวงที่ปรากฏ...มันเบา ...เพราะนั้นเมื่อมันเบาปุ๊บ มันก็เหมือนกับมีอะไรเกิดขึ้นก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรดับไปก็เหมือนไม่มีอะไรดับไป 

แน่ะ มันจะเบาอย่างนั้น คือมันจะไม่สนใจเลย ไม่ให้ความสำคัญเลยว่า ...ไอ้การตั้งนี่เป็นความหนัก ยิ่งถ้ามากขึ้นแปลว่าหนักมากขึ้น เวลาหายไปมันจะรู้สึกว่าเบา

เนี่ย พอมันเห็นความเป็นธรรมเสมอกัน หรือว่าเป็นความที่ไม่มีสาระแก่นสารใดๆ ในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ...ตั้งอยู่เหมือนไม่ได้ตั้ง ดับไปเหมือนไม่ได้ดับ ...คือมันมีค่าเป็นปกติเดียวกันหมด ขณะเกิด ขณะตั้ง และขณะดับ

สำรวจใจเอาจะรู้ ...นั่นแหละคือผล นั่นคือผลของการที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง  มันจะได้เกิดผลอย่างนั้น คือความจางคลาย คือความเบาบาง คือความละออกคลายออก จากความเหนียวแน่นในการหมายมั่นในธรรมที่ปรากฏ 

อะไรที่เกิดขึ้นน่ะคือธรรมที่ปรากฏ ...แล้วเราก็ติด แล้วเราก็ยึด แล้วเราก็ถือ เราก็แบกมัน เราจริงจังกับมัน โดยความไม่รู้ตัว

เพราะนั้นเบื้องต้นเบื้องแรกนี่ คือสติ ...เรียกว่าสติเป็นใหญ่ เป็นอุปกรณ์แรก ที่จะคัดกรองขันธ์กับใจออกจากกัน ให้เห็นเป็นของสองสิ่ง ...เบื้องต้นต้องแยกใจออกมา จากขันธ์ จากโลกก่อน ด้วยอุปกรณ์แรกคือสติ

พอแยกได้แล้ว เห็นเป็นของสองสิ่งดีแล้ว พยายามตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียว...คือใจ เพราะใจมีที่เดียว ใจเป็นที่เดียว คือใจรู้มีอันเดียว ...แต่ไอ้ของอีกสิ่งนึงคือไอ้ที่ถูกรู้นี่มันมีหลายอย่าง 

มันเป็นของหลายอย่าง จะไปตั้งกับอะไรดีล่ะ เข้าใจมั้ย ไม่รู้จะตั้งกับอะไรดี ...เหมือนกับพวกโยมบางคนก็มาถาม ผมจะเริ่มจากกายหรือเวทนาหรือจิตหรือธรรมดี หรือจะเอาพุทโธดี หรือจะเอาลมหายใจดี

เราบอกว่าของหลายอย่างน่ะ แหม มันซะป๊ะน่ะ...สะเปะสะปะ มันไม่รู้จะตั้งตรงไหน มันก็มีปัญหาสิ ก็บอกว่าต้องตั้งในที่อันเดียว ที่มีที่อันเดียว ที่มีที่เดียว...คือใจ นั่นน่ะ หรือเรียกว่าสัมมาสมาธิ...เป็นหนึ่ง 

เป็นหนึ่งนะ ...สมาธิถึงว่าเป็นหนึ่งนะ เพราะมันมีสิ่งเดียวที่ตั้งได้ สามารถตั้งได้ ....และพระพุทธเจ้าบอกให้ตั้งตรงนั้นแหละ ที่อันเดียวคือใจ นั่นน่ะ จึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิ

เพราะนั้นถ้าจะไปตั้งอยู่กับพุทโธน่ะ  เอ้า อีกคนก็ว่า "ไม่ได้ ต้องตั้งกับลมหายใจ" ... เอ๊อะ มันก็เริ่มเถียงกันแล้ว พุทโธดีหรือลมหายใจดี ...เราบอกไม่ดีทั้งคู่ มันผิดทั้งคู่น่ะ 

เพราะมันไม่ใช่ เพราะมันเป็นของหลายสิ่งน่ะ  มันเป็นเพียงอุบาย ที่จะตะล่อมกลับสู่...ใจ...ใครเป็นคนรู้พุทโธ ใครเป็นคนรู้ว่าลมเข้าลมออก ใครเป็นคนรู้ว่านั่ง ยืน เดิน นอน อันนี้ก่อน เข้าใจมั้ย

ให้มันตั้งมั่น ตามลำดับ แล้วมันจะไม่สงสัยลังเล ... ไม่งั้นเราจะลังเล เหลาะแหละ ...เหลาะแหละก็เหมือนกับอ่อนแอปวกเปียก ...มันไปด้วยความปวกเปียก 

โซซัดโซเซ ...เหมือนคนเมาเหล้าเดินน่ะ เดินไม่ตรงทางหรอก เดินไปก็ล้มไป เดินไปก็ตกท่อตกร่อง ไปนอนข้างถนนก็มี ...นั่นน่ะคนเมา

ต้องตั้งให้ตรงก่อน ตั้งใจให้ตรง ให้มั่น ให้รู้ ให้ตื่น อยู่ภายในนั้น ...แล้วอาศัยความรู้ตื่นอยู่ภายในนั่นแหละ เป็นผู้เห็นจริงเห็นแจ้งในสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ขณะนี้...เรียกว่าปัจจุบันธรรม

เมื่อมันชัดเจนในปัจจุบันธรรมแล้ว นั่นแหละ มันจะเห็นธรรมในปัจจุบันนั้นจริงไปเรื่อยๆ ...ไอ้ที่ว่าจริงแล้ว มันยังมีจริงในนั้นอีก จริงกว่านั้นอีกๆ จริงเข้าไปเรื่อยๆๆ จน...อ้อ มันหมดแล้ว มันหมดความจริงแล้ว มันถึงที่สุดของความจริงแล้ว

เพราะนั้นไอ้ที่สุดของความจริงคืออะไร..."อนัตตา" ...อนัตตานี่คือสุดของความจริงแล้ว คือ สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวตน  หมดสิ้นซึ่งตัวตน ...นั่นแหละคือธรรมที่สูงสุด 

เพราะสภาวธรรมที่เรารับรู้รับทราบในขณะที่มันตั้งอยู่นี่ เรียกชื่อใส่ชื่อทับๆๆๆ จนหาธรรมจริงธรรมแท้ไม่เจอน่ะ ...นี่ มันก็ลอกๆๆๆ ออก ลอกสมมุติออกๆๆ จนเหลือบางๆๆ เป็นอะไรไม่รู้ปรากฏอยู่ 

แล้วก็ไอ้อะไรไม่รู้ปรากฏอยู่นี่ จนสุดท้ายมันไม่มีอะไรน่ะ มันดับไปแล้วก็หายไปอย่างเนี้ย ...ตัวตนที่แท้จริงของมันก็แค่เป็นนิมิตชั่วคราวแล้วก็หายไปอย่างเนี้ย

นั่นแหละ ที่สุดของธรรม ที่สุดของความจริงของธรรมนั้นๆ ...ก็เรียกว่าเห็นเข้าไปถึงอนัตตา เรียกว่าอนัตตา...ก็เป็นธรรมอันหนึ่ง แล้วสุดท้ายแล้วธรรมทั้งหลายทั้งปวงคือ สัพเพ ธัมมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตาทั้งสิ้น

แต่มันไม่ได้เห็นทีเดียว ครั้งเดียว ...มันเห็นไปเรื่อยๆ เก็บเกี่ยวธรรมไปเรื่อยๆ เก็บเกี่ยวความรู้ความเห็นในธรรมนี้ไปเรื่อยๆ 

บางทีบางอัน บางเรื่อง บางขันธ์ บางอารมณ์ บางความรู้สึก  ดูยังไง...อยู่กับมันเห็นกับมันเป็นปีเป็นเดือน ก็ยังไม่เห็นมันเป็นอนัตตาเลยก็ได้ ...มันแล้วแต่ปัญญา การติดข้อง การให้ค่ากับมัน 

ไม่เหมือนกันหรอก ...แต่ละสัตว์บุคคล วิบาก อุปนิสัย แล้วก็อาสวะ อนุสัยที่เกาะเกี่ยวเกาะกุมกันมา

บางคนก็ติดในบางอารมณ์ มองไม่ออกว่า...ไม่เห็นมันดับไปเลย ไม่เห็นมันมีความว่างความสูญในตัวของมันเลย มันก็เป็นตัวเป็นตนๆๆ เป็นเรื่องของเราๆๆ อยู่ตลอดอย่างนั้น 

ไม่เห็นมันเป็นเรื่องของธรรมดา ไม่เห็นเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่เห็นมองเป็นปรากฏการณ์เลย ...มองกี่ที รู้กี่ที เห็นกี่ที มันก็ยังเป็นเรื่องของเราๆ อยู่นั่น ...นี่ บางคนมันก็ติดบางเรื่อง

แต่อาศัยความพากความเพียร ...ธรรมนี่เขาพิสูจน์ในตัวของเขาเองอยู่แล้ว เขาไม่บิดพลิ้วหรอก แล้วมันก็จะจำแนกแยกธรรมนั้นออกไปจนถึงที่สุดของธรรมนั้นเอง ธรรมเขาไม่เคยปกปิดความเป็นจริงหรอก

มีแต่ผู้ปฏิบัตินั้นแหละ ความเพียรไม่พอ ความอดทนอดกลั้นต่อธรรมที่แผดเผา หรือธรรมที่มันตั้งอยู่นั้นน่ะ มันไม่หน้าด้านรู้พอ ...เดี๋ยวก็หนี เดี๋ยวก็แก้ๆ เดี๋ยวก็หาอะไรมากลบเกลื่อน 

มันไม่ตรง ไม่รู้ตรง ไม่อดทนต่อธรรมที่แสดงสำแดงอาการอยู่อย่างนั้น ...ก็ต้องอาศัยความอดทน เจริญรักษาสติ รักษาใจรู้ใจเห็นไว้ให้มั่น แล้วก็เป็นเพียงผู้รู้ผู้เห็นที่ดี...ด้วยความอดทนแน่วแน่ในธรรมที่มันปรากฏน่ะ 

จะหนักหน่วง จะแผดร้อนขนาดไหน จะดูน่าเกลียดน่ากลัวขนาดไหน จะยึดมั่นถือมั่นกับมันขนาดไหน ...ช่างมัน เป็นผู้รู้ผู้เห็นที่ดี ตั้งมั่นอยู่ที่ผู้รู้ผู้เห็นไว้...ให้แน่วแน่

เหมือนนั่งเก้าอี้น่ะ อย่าลุก นั่งอยู่กับที่ อย่าลุก ...อย่าลุกไปไล่เขา ไปทำอะไร ไปจับเขาเขย่าหรือจับเขาขว้างออกไป...ไม่เอา  นั่งเฉยๆ อยากอยู่อยู่ไป อยากอยู่สลอนอย่างนี้ก็อยู่กันไป...ไม่ยุ่ง ไม่ว่าไม่กล่าวกัน 

จนกว่าเขาจะไปของเขาเอง อย่างเนี้ย นั่นคือจิตผู้รู้เป็นผู้รู้ผู้ดูที่ดี...คือนั่งอยู่กับที่เฉยๆ นั่นเรียกว่าสัมมาสมาธิตั้งมั่น แล้วก็มีสติคอยระวังเท่าทันอยู่ภายในนี้

และในระหว่างที่นั่งก็ดูเขาด้วยความเป็นกลาง ไม่ต้องไปว่าอะไร ดูความเป็นจริงที่เขายังอยู่ก็ยังอยู่ มันจะอยู่จนตายมั้ยล่ะ มันเที่ยงมั้ยล่ะ ดูไป มันจะแสดงความไม่เที่ยง หรือไม่แสดงความไม่เที่ยงเลย ก็ดูไป 

อย่าไปอยากแลบออกไปคิดค้นหาวิธีการ... "ยังไงๆ ถึงจะเห็นไตรลักษณ์ มันยังเป็นเที่ยงอยู่เลย มันดูทีท่ามันจะไม่ดับไปเลย" เนี่ย จนทนไม่ไหวลุกไปไล่เขาซะงั้นน่ะว่า...เออ ไม่เที่ยงแล้ว...อย่างเนี้ยไม่ใช่

มันเป็นธรรมที่ยังไม่ถึงกาลอันควร อย่างนี้ มันก็เป็นธรรมที่ปลอมปน ด้วยอำนาจของความปรุงแต่งจากความไม่รู้ ...มันก็เลยคลาดเคลื่อนจากธรรม 

มันก็เลยลังเลสงสัย แล้วมันก็เลย ..."เอ๊ะ จริงรึเปล่า แล้วทำไมมันยังยึดมั่นถือมั่นเหมือนเดิม เท่าเดิม หรือมากกว่าเก่าอีกวะเนี่ย" อย่างเนี้ย

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงน่ะ ไม่ทนเท่ากับความพากเพียรของผู้ปฏิบัติที่ตั้งมั่นอยู่ภายในหรอก ...อย่าไปเชื่อจิต มันก็คอยบอกว่า "ตายแน่ แย่แน่ หลงแน่ ติดแน่ ไปไม่ถึงไหนแน่ ถ้าไม่ไปทำอะไรกับมัน" 

อย่าไปฟังมัน ...รู้อย่างเดียว ดูอย่างเดียว เห็นอย่างเดียว  เฉยๆ นิ่งอยู่ที่รู้ นิ่งอยู่ที่เห็น ตัวรู้ตัวเห็นน่ะมันเป็นตัวนิ่งตัวกลาง อยู่แล้ว มันเป็นธาตุที่เป็นกลาง 

ก็นั่นน่ะ คือรักษาความเป็นกลางของภายในรู้นั้นน่ะ ...จริงๆ ไม่ต้องรักษาความเป็นกลางอะไรหรอก ตัวรู้นั่นน่ะคือกลางอยู่แล้ว...ตัวรู้ตัวเห็นน่ะ ผู้รู้ผู้เห็นน่ะ เขาไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว

ไอ้ตัวที่ว่าน่ะคือจิต จิตสังขาร จิตปรุงแต่ง มันแต่งเรื่องอยู่เรื่อย มันชอบแต่งเติมเขียนเรื่อง ...ถ้ายินดีกับมันก็เป็นเรื่องยาว ถ้าเรื่องยาวไม่จบ ก็มีภาคสองภาคสามต่ออีก...เอ้า นั่นน่ะมันเป็นนักเขียนตัวเอกเลย จิตสังขารน่ะ

แล้วก็ปล่อยให้มันร่อนเร่พเนจรออกมาเรื่อย แล้วก็สนับสนุนความปรุงความแต่งด้วยความไม่รู้ตัวด้วย เพื่อจะเอาผลประโยชน์จากมันด้วย ...พอมันแต่งได้ดีก็เอาไปขาย คือได้ความสุขไง นี่ได้ผลลัพธ์ผลงานจากจิตที่มันปรุงแต่งไว้

ที่มันหา แล้วมันได้ความสุข ได้ธรรมอันนั้น ได้ธรรมตัวนี้ อย่างนั้นน่ะ มันมีความภูมิอกภูมิใจ มีความสุข มีอัตตาตัวตนใหม่ขึ้นมาให้ได้เสพให้ได้เสวย ...มันเลยไปติดความปรุงแต่งโดยปริยาย

พอบอกให้ละให้เลิก ให้นั่งรู้โดยอยู่เฉยๆ นี่ มันเหมือนจะตายชักซะให้ได้ มันเหมือนจะดิ้นตายไปเลย ..."ถ้ารู้อยู่เฉยๆ คงตายแน่เลยกู" นี่ มันก็หลอกตัวมันเองไปเรื่อย

"ดูอยู่แค่นี้...จะไม่ได้อะไรนะ ปัญญาไม่เกิดนะ ไม่เห็นเป็นไตรลักษณ์ก็ไม่ได้นะ ไม่เห็นเป็นอสุภะก็ไม่ได้นะ แล้วมันจะละกายได้ยังไง มันจะราคะได้ยังไง...

มันจะละกิเลสตัวนั้นตัวนี้ได้ยังไง เยอะแยะไปหมดเลย ในอดีตเราเป็นยังงั้นยังงี้ นิสัยยังไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย" ... นั่นมันปรุงอยู่ตลอดอย่างนั้น เพื่อจะให้เคลื่อนออกไปจากดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น

พอทนต่อความปรุงแต่งภายในที่มันผลักด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทานนี้ไม่ไหว ก็ไหลตาม...ด้วยความไปเจตนาไปจงใจทำอะไรสักอย่าง หรือหาอุบายธรรมอย่างอื่นมาทดแทน ...ก็เลยเกิดความลังเลสงสัย

แล้วก็เลยเลือกหาว่า ..."เอ๊ะ คราวก่อนเคยใช้วิธีการนี้ แล้วมันดี  อ้าว มาคราวนี้ใช้วิธีการเดิม ไม่ดีอีกแล้ว" ... หาวิธีใหม่อีกแล้ว คิดใหม่ คิดต่อ หาไปเรื่อย 

มันไม่แน่นี่ ...นักปฏิบัติไม่แน่จริง ไม่เห็นของจริง ...ต้องแน่จริงๆ ต้องแน่วแน่จริงๆ ธรรมเป็นเรื่องจริง ...ถ้าผู้ปฏิบัติไม่จริงแล้วไม่มีทางเห็นของจริงหรอก 

เหลาะๆ แหละๆ อ้อๆ แอ้ๆ แก้ตัวไปแก้ตัวมา อ้างครูบาอาจารย์องค์นั้นบอก ครูบาอาจารย์องค์นี้บอก อ้างวิธีการอย่างนั้นเคยทำมาได้ผลอย่างนี้

สุดท้ายก็ทิ้งหลัก มันเป็นไปเพื่อจะทิ้งหลัก ไปเอาขยะที่ลอยไปลอยมาล่อหูล่อตาอยู่นั่นน่ะ ล่อให้เราออกนอกหลักอยู่นั่นน่ะ ...จนทนไม่ได้ก็ทิ้งหลักเลย 

พอทิ้งหลักก็จะเจอ...ไอ้ที่ว่าเป็นสวนดอกไม้ที่มันลอยมาเป็นแพน่ะ กลายเป็นขยะทั้งกองไปเลย ...หารู้ตัวไม่  สุดท้ายก็ทุกข์ น้ำหูน้ำตาไหล ท้อแท้อ่อนแออ่อนไหว หาทางกลับ หาทางออกไม่ได้ 

เหมือนอยู่ในเขาวงกตน่ะ ...เวลามันวนอยู่ในกระแสน่ะ กระแสความคิด กระแสความปรุง  ก็ออกจากความคิดก็ไม่ได้ ออกจากความปรุงแต่งก็ไม่ได้

สุดท้ายก็ความที่อาศัยเข้าไปในความคิดความปรุงแต่งมากๆ ขึ้นเรื่อยๆ นี่ ผลลัพธ์มันมีนะ มันมีวิบากนะ ...คือเวลาเราจะไม่คิดไม่ตามมันน่ะ มันไม่ยอมหยุดคิดเลยนะ 

ทั้งที่รู้อยู่ๆ รู้ว่าคิดด้วยน่ะ แต่มันก็จะคิดทั้งวันทั้งคืนให้เราเห็นเลยแหละ ...นั่นแหละ วิบากกรรม วิบากจากการใช้ความคิดไม่รู้จักจบสิ้นน่ะ หลงไปกับความคิด ใช้ความคิดจนเคยตัว เป็นอนุสัย

พอเราเริ่มมีปัญญาจะเท่าทันมัน ไม่ไหลไม่ตาม ไม่เข้าไปในความคิดหรือวนอยู่ในความคิดแล้ว มันจะไม่หยุดคิดเลย เนี่ย ...แล้วก็คราวนี้เอาแล้ว ตั้งมั่นก็ไม่ไหว ทุกข์ก็ทุกข์ ให้เลิกคิด มันก็ยังคิด 

นี่ก็รู้อยู่ๆๆ แต่มันก็ยังคิดอยู่ๆๆ อย่างนี้ เมื่อไหร่มันจะจบวะ...เดือดร้อนๆแล้ว ...ก็ต้องรับกรรมนั้นไป เป็นวิบาก เป็นเหตุเป็นผล ...ไม่มีใครทำหรอก ตัวเองน่ะแหละ ความไม่รู้นั่นแหละ 

ไอ้ความไม่รู้ที่มันเคยไปเกาะเกี่ยวอาศัยความคิดเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง อาศัยความเห็นเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง ...พอบทจะทิ้งจะขว้างมันแล้ว เอาแหละ กรรมวิบากก็มี มาแล้ว เป็นมโนกรรมขึ้นมาภายในนั่นแหละ

อย่างชอบเสียงเพลงชอบฟังเพลงอย่างเนี้ย เวลามานั่งสมาธินี่เสียงเพลงมันดังทั้งวันทั้งวี่เลย แว้วๆๆ ทำไมมันไม่ดับวะ ...จะไปโทษใครไม่ได้นะ มันชอบมาก่อนน่ะ 

ก็มันเดินร้องเพลง มันเดิมฮัมเพลงอยู่ในใจเสมอมาน่ะ ...เวลาจะมาหยุดนิ่งเฉยๆ ปุ๊บ ...เอาแล้ว ท่อนฮุคก็มาแล้ว เดี๋ยวก็ท่อนสร้อย เดี๋ยวก็ท่อนฮุค วนอยู่นั่นน่ะ ซ้ำอยู่นั่นน่ะ

จะแก้ยังไง ...ไม่แก้ อดทนอย่างเดียว อดทนรับวิบากกรรมนั้น วิบากผลแห่งการเคยชิน เป็นกรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเคยชิน ...เป็นอาจิณณกรรมหนึ่ง แต่เป็นอาจิณณกรรมพวกนี้ถือว่าเป็นลหุกรรม เบาๆ

แค่เบาๆ แค่นี้ก็ยังหงุดหงิดรำคาญมันแล้ว หงุดหงิดรำคาญตัวเองนะ บางครั้งก็หงุดหงิดรำคาญตัวเอง ...ก็ต้องรู้อีกว่าหงุดหงิดรำคาญตัวเอง กลับมาอยู่ที่รู้ไว้ เอารู้เป็นที่พึ่งที่เดียวเท่านั้น...จึงจะรอด 

ถ้าออกนอกรู้ไปน่ะเสร็จ โดนเชือด คือจะไหลตามมันไม่จบไม่สิ้นเลย ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันหรอก มันก็มุดหัวลงน้ำนั่นแหละ บอกให้

เพราะนั้นหลักน่ะ มีหลักเดียว ...อุบายน่ะ ล้านแปด ... ครูบาอาจารย์ก็ล้านแบบการสอน ...แต่มีหลักเดียว คือหลักใจ

ถ้าอุบายไหนตรงต่อหลักใจที่สุด สามารถสงเคราะห์ตรงลงที่ใจได้มากที่สุด นั่นแหละ ดีที่สุดแล้ว ...แต่ถ้าฟังแล้วเข้าใจแล้ว แล้วลงที่จับใจได้เลย...นั่นยิ่งดีกว่าดีอีก

นักปฏิบัตินี่ ที่มันไม่ไปไหนกันเพราะมันรู้มาก ปฏิบัติมามาก หลายอาจารย์ ...พอจะมาเอาที่เดียวล่ะเอาแล้ว มันไปขัดแย้งกับอาจารย์องค์อื่นที่เคยได้ยินมา ...แล้วกลัว กลัวจะผิด กลัวจะช้า 

มันก็เลยว่อน ร่อนๆๆ อยู่ภายนอกนั่น ไม่รู้จะลงมือปฏิบัติวิธีไหนดี ...เลยรู้ไม่จริงสักที ไม่กล้ารู้จริงๆ ไม่กล้าทิ้งทุกอย่างแล้วเหลือแต่รู้อันเดียวน่ะ

ให้มันกล้าๆ ลงไป ...พระพุทธเจ้าท่านพูดไว้บอกไว้ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จลงที่ใจดวงเดียว ...ไม่สำเร็จที่อื่นหรอก 

แล้วยังไปหาอะไรกันอีก ยังไปทำที่ไหนกันอยู่ ไปปฏิบัติกันที่ไหน เมืองไหน ประเทศไหนอยู่ หือ ...มันก็ต้องปฏิบัติที่ใจที่เดียวนั่นแหละ จะไปปฏิบัติที่ไหนกัน 

จะไปที่พุทโธ จะไปที่นึกคิดไปเรื่อยเปื่อยอีกเหรอ หรือไปอยู่กับอดีตอนาคตอีกเหรอ หรือไปอยู่ตอนนั้นเวลานั้นอีกเหรอ ...มันมีที่ปฏิบัติอยู่ที่เดียว ไม่เจอก็หาให้เจอด้วยสติ ระลึกขึ้นมาให้รู้ แล้วก็รู้ไว้ รักษาใจไว้

ถึงเปรียบไว้ว่าใจนี่เป็นของที่มีค่าหาประมาณไม่ได้ รักษาใจ...เหมือนแม่รักษาลูก เหมือนแม่เลี้ยงลูก  ถ้าคนมีลูกจะรู้มันรักลูกขนาดไหน ให้เรารักษาใจเหมือนเรารักลูกของเรา 

ดูแลรักษาใจนั้นน่ะไว้ อย่าได้ไปทิ้งๆ ขว้างๆ เรี่ยๆ ราดๆ ...เอาให้มันมั่นลงไปในที่อันเดียว สติสมาธิปัญญา...มันก็เป็นอุบายเพื่อให้ลงถึงใจดวงเดียวเท่านั้น

เมื่อถึงใจดวงเดียวแล้วนั่นน่ะ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะต้องทำอะไรมากกว่านี้มั้ย ...ที่ต้องทำคือรักษาใจนั้นไว้ รู้อยู่ในที่อันเดียว...จากนั้นไป ทุกอย่างมันจะเป็นไปตามองค์มรรค ไปตามครรลองของมรรคเอง 

แล้วเก็บเกี่ยวความรู้ความชำนาญ ความเห็นความเข้าใจ ... เพราะสิ่งที่มันรู้สิ่งที่มันเห็นนั่นแหละ...เป็นธรรม ...มันจะเริ่มจำแนกธรรมในตัวของมันเอง

ว่าอันนี้เป็นธรรม อันนี้ไม่เป็นธรรม อันนี้เป็นธรรมที่ไม่ตรง อันนี้เป็นธรรมที่ไม่ใช่ อันนี้เป็นธรรมที่ยังคลาดเคลื่อนอยู่ ...แล้วมันก็จะเห็นว่ามันคลาดเคลื่อนเนื่องจากอะไร 

จากตัณหา จากความอยาก จากความไม่อยาก จากความปรุงแต่ง จากความหมายมั่น จากความเชื่อ จากความเห็น ... นี่ มันก็จะแยกธรรมในตัวของมันเองนั่นแหละ

เมื่อมันแยกแล้วเห็นแล้วชัดเจนนี่  มันก็ละธรรมที่ไม่จริง ธรรมที่ไม่ตรงออกไป ...ให้เหลือแต่ธรรมล้วนๆ ธรรมเพียวๆ (pure) ธรรมเปล่าๆ 

อุปมาเหมือนกระดาษเปล่านี่ ที่เอาสีอะไรมาแต้มมาใส่ลงก็ได้ จะเขียนตัวหนังสืออะไรใส่ก็ได้ ...แต่จริงๆ มันเป็นแค่กระดาษเปล่า ปรากฏการณ์เบื้องต้นของมันจริงๆ น่ะ ...คือกระดาษเปล่า 

แต่บางครั้งมันปรากฏขึ้นมาพร้อมกับสีหรือตัวหนังสือ ...แล้วคราวนี้ถ้าเราไม่สนใจที่จะสังเกตดูด้วยความแยบคายแล้ว มันจะไปสนใจแต่ตัวหนังสือ หรือว่าสีสันหรือว่ารูปภาพ...ที่มันอยู่ที่กระดาษเปล่า 

แต่ว่าตัวธาตุแท้ของมันจริงๆ มันเป็นแค่กระดาษเปล่า ...รูปภาพสีสันตัวหนังสือเหล่านี้มาเขียนเติมเอาทีหลัง ...แล้วเราก็จะไปติดที่ตรงนี้ ที่มันเป็นแค่ตัวหนังสือยึกๆ ยักๆ หรือว่ารูปภาพยึกๆ ยักๆ ที่มันแสดงอยู่นั่นน่ะ

นั่นแหละคือความเห็นผิดที่ไปทาบทากับธรรมน่ะ ...ธรรมนั้นเลยกลายเป็นดูเหมือนไม่จริงไปเลย ...แต่มันมีความจริงอยู่ในตัวนั้น ...ดูดีๆ

จนกว่าเราจะแยกออกว่าจริงๆ ธาตุแท้ของมันเป็นแค่กระดาษเปล่า นั่นแหละธรรม ...แล้วเราจะเห็นเลยไอ้สิ่งพวกนี้มันแปดเปื้อนเจืออยู่ในธรรมนี้ 

เพราะนั้นต้องตั้งมั่น แล้วก็ดูด้วยความละเอียดถี่ถ้วน ...อะไรปรากฏขึ้นเกิดขึ้น ดูเฉยๆ รู้เฉยๆ  ดูมันไป ...แล้วมันจะจำแนกออกๆๆๆ ...จนไม่เหลือซาก 

ไม่เหลือไอ้ที่มันปลอมปน...ด้วยอำนาจของความไม่รู้ ด้วยอำนาจของความปรุงแต่ง ด้วยอำนาจของจิตที่มันเข้าไปให้ค่า ให้ความหมาย ให้ความเห็นต่างๆ นานา

อย่างที่เราบอกว่า...นั่ง...ก็จะเหลือว่า...ไม่มีใครนั่งน่ะ จนเหลือว่า...ไม่มีอะไรนั่ง จน...ไม่มีนั่ง  นั่นแหละ มันดูไปดูมา มันจะเห็นกายไม่มีกายในกายนั้นน่ะ เห็นไม่มีเราในกาย และก็ไม่มีกายในกาย ...นั่นน่ะว่าง 

เมื่อเห็นว่างหมด มันไม่มีอะไรเหลือแล้ว เหลือแต่ใจดวงเดียวเท่านั้นน่ะ เหลือแต่ใจ ...ก็เรียกว่าที่สุดของธรรมสองสิ่งนั้น เหลือแต่ใจเปล่าๆ ที่ไม่มีใครอยู่ในใจนั้นด้วย

นี่คือปัญญา การออกจากความไม่รู้ หรือว่าการเอาความไม่รู้ออกไปจากธรรม ...มันก็ตรงลงไปที่ธรรมอันเดียว มันก็ชัดเจนอยู่ในธรรมอันเดียว 

ทุกข์ไม่เกิดหรอก ...ทุกข์ที่เกิดจากการเข้าใจผิด ทุกข์ที่เกิดจากการเห็นผิด เป็นความเห็นผิดๆ ที่เข้าไปทาบกับธรรมนั้นไม่มี ...มันก็จะเหลือทุกข์ตัวเดียวคือตัวธรรมนั่นแหละคือตัวทุกข์ 

คือตัวที่ปรากฏอยู่โดยธรรมชาติมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว ...อะไรปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ ...อาการนั้นน่ะ เรียกว่าทุกข์เกิดแล้ว ... เมื่อทุกข์นั้นเกิด ทุกข์นั้นย่อมมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา...ท่ามกลางคือความแปรปรวน ที่สุดคือความดับไป

เพราะนั้นไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นปรากฏขึ้น ท่านเรียกว่าทุกขสัจ แต่เป็นทุกขสัจซื่อๆ ในตัวของมันเอง  

แต่มันจะมีทุกข์ซ้อนทุกข์นั้นเข้าไป ...คือทุกข์ที่เกิดจากความเห็นผิด เข้าไปให้ค่า เข้าไปให้ความเห็น เข้าไปตีตรา เข้าไปสมมุติเอา ว่านั่นอย่างนั้น ว่านี่อย่างนี้ ว่านั้นอย่างโง้น ว่าควรจะอย่างงั้นอย่างงี้

พวกนี้เป็นการเข้าไปหมายเอาทีหลัง ด้วยความเห็นผิดจากจิตไม่รู้  มันก็เลยมีทุกข์ซ้อนทุกข์ขึ้นมา ...เพราะงั้นยิ่งหมายออกไปไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้นที่ซ้อนมา

ถ้ายังวนเวียนอยู่ในความปรุงแต่ง ไม่หยุดจากความปรุงแต่ง ทุกข์นั้นก็สะสมอยู่ภายในนั้น ...นี่คือทุกข์อุปาทาน 

แต่ไอ้ตัวทุกขสัจนี่เขาจะมีความเสมอเท่าเก่า เป็นธรรมดาของเขาอย่างนั้น เป็นธรรมดา เกิดยังไงดับอย่างงั้น นานแค่ไหนก็แค่นั้น ...ไม่มีเจตนา ทุกข์นี้ไม่มีเจตนา เพราะมันไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล

ใจนี่เมื่อมันรู้ไปเห็นไป รู้ไปเห็นไป ด้วยความเป็นกลางอยู่เสมอนี่แหละ มันจะแยบคายในสิ่งต่างๆ ที่เรียกว่ารูปธรรมนามธรรมนี่เอง ...ทีละเล็ก ทีละน้อย 

อย่ารีบ อย่าโลภ อย่าเอาเร็ว ...เอารู้ไว้ก่อน เอารู้มากๆ เอารู้ชัดๆ  แล้วมันก็ค่อยๆ พอกพูน เพิ่มพูนปัญญาไปตามลำดับ ละเอียดจนถึงสุดปราณีต จนถึงที่สุด จนถึงไม่มี ตั้งให้มั่น 

อย่าเอาแต่สติตัวเดียว...แต่ก็อย่าขาดสติ


(ต่อแทร็ก 6/13)


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น