พระอาจารย์
6/15 (550101D)
แทร็กชุดต่อเนื่อง
1 มกราคม 2555
(ช่วง 1)
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความค่ะ)
โยม – ในระดับมหาสตินี่ การทำงาน
การเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันก็เหมือนปกติทุกอย่างเลยใช่ไหมครับ
พระอาจารย์ – ถึงเวลามหาสติปัฏฐานนี่
โยมจะไม่ได้ทำงานหรอก ทำไม่ได้หรอก
มันจะต้องเป็นช่วงเวลาที่เป็นกายวิเวก จิตวิเวกจริงๆ ...แต่มันไม่ได้ตลอดชีวิตหรอก...ไม่นาน พระพุทธเจ้าบอกไว้ 7 วัน 7 เดือน 7 ปี ...ไม่มี 7 ชาตินะ ท่านไม่พูดถึง 7
ชาติเลยนะ
ถ้าเข้าขั้นมหาสตินะ ตามวาสนาเลย 7 วัน 7 เดือน 7 ปี ไม่เกิดอีก ...นี่
ท่านพูดอธิบายการันตีถึงอานิสงส์ของมหาสติ สติปัฏฐาน ธรรมส่วนอื่นท่านไม่การันตีถึงเป็นวันเป็นเดือน
เพราะนั้นท่านพูดนี่ ไม่ใช่สติแค่รู้กายเห็นกาย
รู้จิตเห็นจิตนะ ...ต้องหมายถึงว่ามหาสตินะ เข้าถึงมหาสติ
พวกเรานี่แค่...จุลสติ (โยมหัวเราะ)
ขณิกสติ ...แต่ว่าขณิกะก็เป็นที่มาของ “มหา” ... แต่ถ้าขี้เกียจ หรือไปประมาทว่านิดนึงด้อยค่านี่ มันก็ไม่เจริญไม่สะสม มันก็ไม่เกิดเป็นมหา
อย่าประมาทเงินแค่ 1 สตางค์ เศรษฐีร้อยล้านก็เริ่มจาก 1 สตางค์
ไม่งั้นไม่ถึงร้อยล้านหรอก ... เพราะนั้นหยอดกระปุกทีละ 1 สตางค์ บ่อยๆ ...แต่ไม่ใช่แบบ "บ่อยอยู่ค่ะ แต่อิฉันทุบใช้บ่อยค่ะ" (โยมหัวเราะกัน)
คือกระปุกหนักเมื่อไหร่ เห็นอะไรสวยเห็นอะไรงาม ขอใช้ก่อนนะคะ ทุบกระปุกทิ้งไปซื้อเลย ... อันนั้นมันก็ช้าหน่อยแล้ว
ขยันใส่แต่ขยันใช้เหลือเกินน่ะ ...มันต้องเก็บหอมรอมริบไว้ สติสมาธิปัญญา
อย่าให้มันขาด อย่าให้มันสูญ
อย่าให้มันปล่อยเนื้อปล่อยตัว ...คือเวลาไหนสบายหน่อย
ไม่มีทุกข์มาแล้วสติไม่ค่อยเดินเลย มันเพลินดีน่ะ ไม่รู้จะไปตั้งรู้ทำไม
อยู่ดีก็ดีอยู่แล้ว
สติมันจะมาตอนไหนล่ะ ...ตอนที่มีเรื่อง ตอนที่มันทุกข์มากๆ อู้หูย
จดจ้องซะ สติควบคุมแน่ว ... พอมันคลายออกแล้ว...สบายยย กูล่ะ ไม่เอาแล้ว ...สติก็เข้าเซฟไว้ก่อน ฝากอาจารย์ไว้ เดี๋ยวค่อยมาขอคืน
ก็ต้องไม่ละ ต้องไม่เลิก ...อะไรเลิกได้
อะไรละได้ อะไรหายได้ ช่างมัน สติสมาธิปัญญาต้องมีอยู่เสมอ เป็นเงา เหมือนเวลาเดินน่ะ
โยมก็มีเงาเป็นของคู่กัน ห่างไม่ได้ ...จนกว่าจะเข้าถึงมันทำงานของมันเอง
เพราะนั้นมันยากตอนเบื้องต้น จนถึงที่มันฉลาดในตัวของมันเองขึ้นมา ...มหาสติจริงๆ นี่มันไม่ใช่ว่า แหม
ระดับต่ำๆ แล้วจะได้มหาสตินะ ...ระดับพระอนาคา ระดับพระอรหันต์นั่น
มันไม่ใช่ว่าโสดาขวดจะได้ (โยมหัวเราะ) ...เอาแค่รู้กาย แยกกายแยกจิต แยกกายแยกใจ
แยกจิตแยกใจ ให้ขาด ให้ชัดเจน แค่นี้ก็ ...โอ้ย บุญโขแล้ว ได้อานิสงส์โขแล้ว
โยม – ทีแรกผมนึกว่ามหาสตินี่เป็นทางที่ไปถึงระดับพระอริยะ
พระอาจารย์ – ยัง
เป็นพระอริยะขั้นสูงนะ มหาสตินี่จริงๆ เป็นเรื่องของพระอริยะจริงๆ
โสดาบัน สกิทาคา
ยังไม่จัดว่าเป็นพระอริยะจริง บอกให้ แต่มีความเป็นจิตอริยะ ...แต่ยังไม่เป็นโลกุตตรจิตโดยตรง ...เพราะนั้นตัวโลกุตตรจิตโดยตรงนี่
เป็นตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป ...ถึงละได้เด็ดขาด
โยม – งั้นหมายความระดับพระโสดาบันนี่ยังไม่ใช่มหาสติ
พระอาจารย์ – ยัง...ยัง แต่เข้าใจเรื่องของสติได้ชัดเจน
แยกธาตุแยกขันธ์ได้หมด แยกกายแยกใจได้ชัดเจน กายเป็นกาย ใจเป็นใจ จิตเป็นจิต
ธรรมเป็นธรรม นามเป็นนาม ไม่มีเราในนาม ในกาย ในเวทนา ในจิต แค่นั้นเอง
แต่ยังติดเต็มๆ ยังไม่ขาดเลยนะ ...แต่แยกเข้าใจ รู้ ชัดเจน มีความชัดเจนในตัวใจดวงนั้น
แต่ยังข้องอยู่ ...ไม่ใช่ว่าละสักกายแล้วมันจะละอัตตาได้
ละไม่ได้นะ ...ยังละความเข้าไปถือมั่นในตัวตนไม่ได้
มันแค่เห็นกายนี่ไม่ใช่เรา
เห็นกายเป็นแค่กาย เห็นจิตเป็นแค่จิต เห็นธรรมเป็นแค่ธรรม
แค่นี้คือเห็นจิตเห็นกายไม่ใช่เรา เข้าใจมั้ย ...แต่ลึกๆ น่ะใจเรายังมี
ยังเป็นใจเราอยู่
แต่จิตน่ะไม่ใช่เรา คือเห็นจิตเกิดดับ แล้วมันไม่ยึดจิตเป็นเรา
เข้าใจมั้ย ...แต่มันยังยึดเราคืออยู่ที่ใจ ยึดผู้รู้เป็นเราอยู่
ผู้รู้ยังเป็นเราอยู่ เข้าใจมั้ย ...แต่ผู้รู้ที่เห็นจิตเกิดดับ
มันจะเห็นจิตไม่ใช่เรา
ถ้ามันเห็นใจไม่ใช่เรา...ก็พระอรหันต์น่ะสิ ... ลึกๆ น่ะ
พระโสดายังมีเลย ความรู้สึกว่าใจเรา แต่จิตน่ะไม่ใช่เราแน่ๆ เข้าใจมั้ย
ระหว่างจิตกับใจ ใจคือรู้อยู่เฉยๆ
โยม – ผู้รู้นี่ก็ยังเป็นจิตอยู่รึเปล่าคะ
พระอาจารย์ – ไม่ใช่
ผู้รู้ก็เป็นส่วนหนึ่งของใจ แต่เป็นที่เกิด...ที่ออกไปของจิต จิตตสังขาร
จิตปรุงแต่งน่ะ
มันก็ออกไปจากผู้รู้นี่แหละ
เพราะผู้รู้นี่มันก็ถูกสร้างขึ้นด้วยอวิชชาตัณหา ...มันสร้างเป็นตัวผู้รู้ขึ้นมา
เพื่อเป็นทางสะพานเชื่อมไปสู่ขันธ์
แต่การที่สมาธิมันรวมจิตผู้รู้เป็นหนึ่ง
รวมจิตกับผู้รู้ให้มาเป็นหนึ่ง ...คือให้รู้เฉยๆ ในที่อันเดียว เพื่ออาศัยจิตผู้รู้นี่เป็นผู้สังเกตการณ์
ในธรรมทั้งหลายทั้งปวง ที่เรียกว่ารูปบ้างนามบ้าง
ว่าเป็นไตรลักษณ์
ว่าไม่มีความเป็นเรา ว่าไม่มีความเป็นของเรา ไม่มีความถาวรเสถียร
เกิดแล้วก็ดับไปเอง ตรงนี้ ...แต่ตัวผู้รู้นี่ยังไม่ใช่ใจ
เหนือกว่าผู้รู้ยังมี คือใจ ใจนี่เหนือกว่าผู้รู้
โยม – มันก็คือไอ้ตัวที่เห็น ...
พระอาจารย์ – ตัวเห็นนี่คือญาณทัสสนะ
เป็นตัวญาณปัญญา ...คืออาศัยผู้รู้นี่ ต่อไปมันก็จะเกิดเป็นผู้เห็น คือปัญญาญาณ...ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของใจ
เห็นท้องฟ้ามั้ย แบ่งได้มั้ย
แบ่งท้องฟ้าไม่ได้นะ ... สมมุติท้องฟ้านั่นน่ะใจ จะมาบอกว่าใจเรายังไง
จะมาบอกว่าใจสัตว์ใจบุคคลยังไง
นี่...เอากะลามาครอบไว้ มีกบตัวนึงอยู่ในกะลา กบมันก็ร้องอ๊บๆ แล้วก็บอกว่าของที่อยู่ในกะลากับกะลานี่เป็นของกูหมด แม้แต่กะลาแข็งๆ ก็เป็นของกู ไอ้ว่างๆ
อยู่ในกะลาก็เป็นของกู เป็นของกบ
นี่มันกลายเป็นจำเพาะบุคคลแล้ว ... แต่พอหงายกะลาออก กบกระโดดไป เหลืออะไร นั่นแหละคือท้องฟ้ากว้าง ...แล้วไอ้ที่อยู่ในกะลาก็มาจากไหน
โยม – จากท้องฟ้า
พระอาจารย์ – เออ ... นั่นแหละใจ แต่ละคนน่ะมีใจดวงเดียวกัน ...เข้าใจรึยังว่าใจดวงเดียวกัน คือไม่ได้ต่างกันหรอก
แต่กบน่ะมันร้องว่า "อันนี้ของกูนะ ในปริมณฑลหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องของกูหมด" ... นี่เป็นความคิดเอาเอง เข้าใจมั้ย ...กะลามันครอบกบอยู่
เพราะนั้นพอเราฉีกกะลาออก ...ท้องฟ้าอันเดียวกัน เข้าไปถึงธรรมชาติเดียวกันที่เป็นอันเดียว คือใจที่ไม่มีประมาณ
ใจไม่มีรูปร่าง ใจไม่มีสัณฐาน ใจไม่มีที่ตั้ง
...ถามว่า ท้องฟ้ามีที่ตั้งมั้ย ...เหมือนกัน
นี่เปรียบเทียบนะ ... ใจนี่ละเอียดกว่าเยอะ
ใจละเอียดกว่าท้องฟ้านี้เยอะ เพราะนั้นใจไม่ได้แค่เป็นดวง เข้าใจมั้ย
ไม่ใช่เป็นแค่จุดรู้ ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่จุดเห็น ตัวเห็น ก็ไม่ใช่อีก เข้าใจมั้ย
โยม – ก็ดูว่าไม่ใช่ตัวนี้...ไม่ใช่ตัวนี้
พระอาจารย์ – ก็ดูเพื่อทำลายมัน ทำลายความเข้าไปให้ค่ามัน ...เมื่อทุกอย่างถูกทำลายสลายหมด
มันก็คืนสู่ธรรมชาติใจที่แท้จริง
มันทำลายหมดเลย ทำลายตัวมันเองหมดเลย
ทำลายสิ่งที่ครอบใจ ทำลายสิ่งที่ครอบขันธ์อยู่ด้วยความเห็นผิดแล้วไปเหนี่ยวรั้งไว้ว่ามันเที่ยง
ว่าเป็นตัวตนที่มีอยู่ เท่านั้นเอง...ก็เหมือนกบที่กระโดดไปพร้อมกับกะลา
เมื่อใดที่กะลาออกไป กบมันก็กระโดดหนีไป ไม่มีกะลา ...หมดสิ้น ... แต่ธรรมชาตินี่มันมีอยู่แล้วนะ ธรรมชาติของใจก็อยู่อย่างนั้น
ไม่ได้มากขึ้นไม่ได้น้อยลงไปเลย ...แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็มี
แต่เพียงแต่ว่าร่างกายตัวตนของขันธ์นี่มันมาครอบไว้
แล้วก็มีดวงจิตผู้รู้ แล้วก็มีอาสวะนี่มาครอบใจไว้
มันก็กลายเป็นดวงจิตผู้รู้ขึ้นมา เข้าใจมั้ย เป็นดวงผู้รู้ขึ้นแค่นั้นเอง
ก็เลยสำคัญว่าดวงผู้รู้นี้เป็นเรา ใจเรา
โยม – แต่มันยึดมาก
พระอาจารย์ – โอ้ย มันแนบแน่น
จนเป็นเนื้อเดียวกัน แยกไม่ออกเลย อันไหนเป็นอาสวะ อันไหนเป็นใจ ถ้าไม่ได้ปัญญาขั้นอาสวขยญาณแล้ว ...นี่ คือ เงื่อนปมสุดท้าย
ถือว่าเป็นเงื่อนปมสุดท้าย ที่มันจะคลายตัวมันเอง
แต่ระหว่างทางนี่จะต้องอาศัย
ศีลสมาธิปัญญา...เพื่อสร้างสภาวะหนึ่ง หรือสภาวธรรมหนึ่งที่เรียกว่าปัญญาญาณ
มาเรียนรู้สภาวะกะลา ...คือมาเรียนรู้สภาวะใจที่ถูกครอบด้วยอาสวะ
รู้เพื่ออะไร รู้เพื่อชำระ
ใช้ตัวญาณทัสสนะ เป็นตัวรู้เห็นนั่นน่ะชำระ ...ชำระด้วยอะไร ชำระด้วยความเห็นถูก เห็นตรง เห็นชอบ คือสัมมาทิฏฐิ...ที่ว่ามันเป็นไตรลักษณ์ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
จนมันสลายความประกอบกันเข้าด้วยความเห็นผิด แล้วก็มีตัวตนเกิดขึ้นบัง...บังความจริง ...มันก็จะเห็นความเป็นจริงที่สุด...ที่มันจะแยก ...จากที่มันเกาะแน่น
เหมือนต้นไม้นี่ มันขยายออกมาก็เป็นไม้ไผ่
พอขยายออกมาก็เป็นกองฟาง จากกองฟางก็ไม่มี ...นี่
มันจะแยกสลายความยึดมั่นถือมั่นในการให้ค่ากับขันธ์
กับรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายทั้งปวง
มันก็เปิด...เหมือนกับเปิดกะลาออก ใจก็เปิดออก
เป็นสภาวะรู้สภาวะเห็น ที่ไม่จำกัดแค่ตรงนี้ ที่นี้ ตรงไหน ที่ไหน ไปพร้อมกัน
โยม – ที่หลวงพ่อบอกว่าปัญญาญาณตัวนี้ มันคือดวงตารึเปล่าครับ
พระอาจารย์ – คล้ายๆ อย่างนั้นน่ะ มันเป็นความแจ้ง สว่าง มันเห็นแจ้ง เห็นสว่าง
เป็นใจที่มันแจ้ง สว่าง ใจผู้รู้ที่แจ้ง สว่าง เห็น ... ตื่น มันตื่น
มันกระฉับกระเฉงอยู่ภายใน
ไม่ใช่ซึม ...เคยนั่งสมาธิแล้วสงบแบบซึมๆ มั้ย
สงบแบบทื่อๆ มึนๆ ... "เอ๊ะ กูทำอะไรอยู่วะนี่" (หัวเราะกัน) .... "เฮ้ย ผ่านไปกี่ชั่วโมงแล้ววะเนี่ย
ไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง"
นั่นน่ะสมาธิบ้าบอคอแตก ยังบอกว่าผมนั่งสมาธิ ...มันไม่ใช่สมาธิ มันซึม
เหมือนก้อนหินอย่างนั้น ทื่อมะลื่อ ...แต่ว่าปัญญาจริงๆ มันตื่นตัว ตื่นรู้ ตื่นเห็น กระฉับกระเฉงอยู่ภายใน
มันตื่น มันมีภาวะคล้ายๆ กับแน่วแน่
ชัดเจน แล้วก็ตื่น สว่าง เห็น โล่งๆ เห็นอะไรเบาๆ เห็นทุกสิ่งทุกอย่างโล่งๆ เบาๆ
ผ่านไปผ่านมา ...เหมือนเรานั่งอยู่บนยอดตึกใบหยก แล้วก็ดูรถวิ่งไปวิ่งมา
ถ้าสมาธิพวกเราที่แบบทื่อๆ นี่ก็คือเหมือน ...ไปยืนอยู่ข้างถนน แบบกำลังจะข้ามถนน แล้วมันก็ไปยืนอยู่กลางถนนตรงนั้นน่ะ มันก็ยืนกลางทางม้าลาย
แต่พอดีตอนนั้นรถมันว่าง พอดีช่วงนั้นมันตีสามไง (หัวเราะ) มันไม่มีรถวิ่ง ก็เลยไม่โดนชน เนี่ย เสร็จแล้วก็ลุกออกมาว่า ... "เออ สบายดี"
แต่ปัญญา...เหมือนนั่งอยู่บนตึก
แล้วก็มองเห็นรถวิ่งในถนน ชัดเจนเลย และก็เห็นทุกเวลาเลย ตลอดคืน ตลอดวัน มันก็เห็น...บางทีรถก็ขวักไขว่
บางทีรถก็ว่าง บางทีรถก็ติด ...แน่ะมันเห็น มันเห็นขันธ์โดยตลอด ก็เข้าใจแล้ว
โหย
ไม่ใช่มันไปโง่อยู่กลางถนนเฉพาะตอนตีสามเท่านั้นอย่างนั้น (หัวเราะ) ก็รถไม่มี ...แล้วก็บอกว่า นั่นน่ะ สมาธิได้กำลัง ...เป็นตุเป็นตะเลย ...ตีสามเนี่ยนะ เกิดรถผิดกะล่ะ ตายยยย ต้องไปแซะซากแบนแต๊ดแต๋คาถนน
ต้องเข้าใจนะ ... ตั้งมั่นที่ใจ
คือสมาธิที่แท้จริง คือรู้อยู่เห็นอยู่ แล้วไม่กระโดดลงไปเล่นกับมัน ...แบบอยู่บนภูดูเสือกัดกัน
เสือคือเสือ ...เสือไม่ใช่เรา อย่าเดือดร้อนแทนเสือ
เดือดร้อนมั้ย ...ส่วนมากมันเดือดร้อน ... "เมื่อไหร่มันจะหยุดคิดซะทีวะ กูดูมันนี่ชั่วโมงนึงแล้ว" (โยมหัวเราะ) อย่างนี้เรียกว่าเดือดร้อนมั้ย
จนกว่ามันจะรู้แยกกันอยู่เฉยๆ จน... "เรื่องของมึง
ไม่ใช่เรื่องของกู" ...เรื่องของมัน แล้วก็ปล่อยให้มันเป็นไป
โยม – ตัวปัญญาที่มองเห็น
ปัญญาญาณตัวนี้ มันจะต้องใช้ตัวผู้รู้...รู้บ่อยๆ
พระอาจารย์ – ใช่ ...มันต้องอาศัย
สติสมาธิปัญญา...บ่ม ไม่งั้นตัวเห็นก็ไม่ชัดเจน ไม่แจ้ง ...เพราะนั้นตัวญาณทัสสนะ มันมีตั้งแต่ญาณ
แล้วก็ญาณทัสสนะ แล้วก็ญาณวิมุตติทัสสนะ
โยม – เป็นขั้นไป
พระอาจารย์ – อือ ความชัดเจนของญาณ ...เพราะนั้นเราไม่เอาญาณ ๑๖ แต่เราพูดถึงปัญญาญาณโดยตรง เอาแค่ญาณปัญญาคือการรู้เห็นตามจริง
โยม – ถ้าญาณ ๑๖ มันเป็นยังไงครับ
พระอาจารย์ – มันก็ดูเป็นขั้นไป ว่าเห็นแยกรูปแยกนาม
เห็นนามกับรูป เห็นความเกิดเห็นความตั้งเห็นความดับ เห็นความน่ากลัว
เกิดความเบื่อหน่าย อะไรอย่างนี้ เป็นเปลาะๆ
แล้วก็ต้องไปสอบอารมณ์...ว่าถึงญาณไหนแล้ว นี่ มันก็นั่งเค้นๆๆ ... "กูเห็นอย่างงี้รึเปล่าวะ ...เอ๊ะ เมื่อไหร่มันจะเห็นว่ามันเบื่อ" คือมันจะให้ข้ามระดับญาณ
แล้วตัววิปัสสนาจารย์ก็จะบอกว่าได้ญาณนั้นญาณนี้แล้ว
บางคนได้ ๑๖ ญาณ แต่ยังด่าเขาโชะๆๆ อยู่เลย มันญาณ ๑๖ แล้วเหรอวะเนี่ย มัน ๑๖
ในตำราเด๊ะเลย แต่กายใจมันแสดงออกตามกายใจชัดๆ ...มันไม่มีประโยชน์
เราไม่เอาตำรามาปฏิบัติอย่างนั้น ...เราดูตามความเป็นจริง ไม่ต้องเอาภาษาเข้าไปทาบทาใดๆ มันปรากฏยังไงเห็นยังงั้น
ติดก็รู้ว่าติด ยึดก็รู้ว่ายึด ...คือให้เห็นตรงที่สุดน่ะ
ไม่เอาดี ไม่เอาชอบ ไม่เอาถูก
ไม่เอาผิดอะไรกับมันน่ะ ...ยังไงยังงั้น ติดมากรู้ว่าติดมาก
ยึดมากรู้ว่ายึดมาก ไม่ยึดรู้ว่าไม่ยึด โกรธรู้ว่าโกรธ โกรธมากรู้ว่าโกรธมาก
ไม่โกรธเลยก็รู้ว่าไม่โกรธเลย
ไม่ต้องมาเสแสร้งเป็นผู้ดีจอมปลอม ปีศาจคาบคัมภีร์ ...แอ๊บแบ๊ว (โยมหัวเราะ) ทำเป็นไร้เดียงสาว่า ไม่มีอะไรค่ะ ...อิชั้นสบายมาก ....ผมเฉยๆ ... แต่ข้างในมันไหม้เป็นตอตะโกแล้ว
อย่าไปหลอกตัวเอง ...ถ้าไปหลอกตัวเองหรือไปหลอกคนอื่นน่ะ
มันจะไม่ตรง อย่าไปอายมัน ไปกลัวทำไม ไปอายใคร ตำรวจไม่จับ ไม่ผิด ...อย่าไปกลัว อย่าไปเอาตัวตนมาโชว์อวดคนอื่น อวดความโง่
รู้ตรงๆ ...เข้าใจคำว่ารู้ตรงๆ มั้ย
ตรงไปตรงมา มากก็รู้ว่ามาก น้อยก็รู้ว่าน้อย มีกิเลสก็รู้ว่ามีกิเลส
ไม่มีกิเลสก็รู้ว่าไม่มีกิเลส ...ไม่ต้องมีแอบแฝงน่ะ เอาให้มันชัดเจน นั่นน่ะ
มันถึงจะเข้าไปหักล้างถางพงได้
คือต้องเข้าใจอัตตาทุกอัตตา ทั้งดีทั้งร้าย ...เพราะเราไม่ได้เอาอะไรกับอัตตา
แต่เราจะเรียนรู้อัตตา
อัตตาคือขันธ์ อัตตาคือสิ่งที่ปรากฏ
อัตตาคือการรวมตัวรวมตนขึ้นมาเป็นธรรมอันหนึ่ง ทุกอย่างเป็นอัตตาทั้งนั้นแหละ
อย่าไปอายอัตตา อย่าไปให้ค่ากับอัตตา อย่าไปกลัวอัตตา ... อัตตาคือความจริง
ไม่ใช่มานั่งตั้งหน้าตั้งตาทำลายอัตตาตัวตน
อันนั้นไม่เอา ตัวนี้ไม่เอา ตัวนี้ต้องอยู่ ตัวนี้ต้องไปนะ ...ไม่ใช่พระเจ้านะ
ไม่ได้สอนให้เป็นพระเจ้านะ
แต่สอนให้เข้าใจว่าอัตตาคืออัตตา ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ...ให้มันเห็นอย่างนั้น เกิดเอง ตั้งเอง ดับเอง ...แล้วการเกิดเองตั้งเองดับเองนั่นไม่ได้ว่าเป็นธุระของใครเลย
มันไม่ใช่ธุระของเราหรือธุระของคนอื่น
มันเป็นธรรมชาติ มันเป็นธรรมดา
มันเป็นปกติธรรมดาของการรวมตัวกันขึ้นของธรรมหลากหลาย
แล้วก็มาเป็นเหตุปรากฏอย่างนี้ๆๆ
พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าเหตุเกิดที่ไหน
ดับก็ดับที่เหตุนั้น เห็นมั้ย ...ท่านไม่ได้ให้ไปเอาเหตุอื่นมาดับ
หรือไปหาเหตุอื่นมาดับเหตุนี้
แต่ท่านบอกว่าเหตุมันเกิดที่ไหน
ท่านให้เห็นธรรมใดก็ตามที่เห็นความดับที่เหตุนั้นๆ ...คือพูดง่ายๆ
มันเกิดตรงไหนมันก็ดับตรงนั้นแหละ ให้อยู่ตรงนั้นแหละ
ไม่ต้องไปหาความดับที่อื่นหรอก
นี่เป็นธรรมที่พระสารีบุตรเรียนมาจากพระอัสสชิ
พระสารีบุตรท่านฟังแล้วท่านเข้าใจเลย ...จากที่ท่านค้นหามาแทบตาย
ว่าจะทำอย่างไรกับธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ปรากฏผุดโผล่อยู่ดี...เข้าใจเลย
อยู่ในที่อันเดียว และก็อยู่ในธรรมอันเดียวตรงนั้น มันเกิดตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น
มันตั้งก็อยู่ตรงตั้ง มันดับก็อยู่ตรงที่มันดับ ไม่ต้องไปหาที่อื่น
ไม่ต้องไปแก้ที่อื่น ...แก้ที่เดียวคืออยู่เฉยๆ ดูมันตรงนั้นแหละ นั่นก็คือการแก้แล้ว
เพราะมันแก้ในตัวของมันเอง
คือมันปลดเปลื้องตัวของมัน ...คือมันมีอายุขัยน่ะ คือเป็นธรรมที่มีอายุขัย
คือทุกธรรมที่ปรากฏมันมีอายุขัยคือไตรลักษณ์ มีอายุในตัวของมันเอง
คือมันมีอายุกาลเวลาการเกิดการดับของมันอยู่ ...ท่านให้สำเหนียกในธรรมส่วนนี้บ่อยๆ
มันจะคลายออกจากความเข้าไปหมายมั่นในธรรม ว่าธรรมอันนี้เป็นเรา
ธรรมอันนี้เป็นของเรา
ธรรมนี่รวมหมดนะทั้งกายใจ
ธรรมนี่รวมหมดทั้งขันธ์ ๕ ธรรมนี้รวมหมดทั้งอายตนะ ธรรมนี้รวมหมดทั้งโลกสามโลก ...ใจที่ไม่รู้มันคอยแต่จะไปหมาย ไปหา ไปครองในธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้ เพราะนั้นมันอยู่แบบติดธรรมนะ
แต่การปฏิบัติน่ะเป็นไปเพื่อรู้ธรรมเห็นธรรม...แล้วละธรรมนั้นซะ
ให้เขาเป็นไปตามธรรม ไม่ใช่เป็นไปตามเรา เข้าใจมั้ย ...คือเราอยู่กับธรรมแบบต้องให้ธรรมนั้นเป็นไปตามเรา
โดยเอาหน้าของเรานี่มากดข่มกับธรรมนั้นๆ ไว้
ดีบ้างไม่ดีบ้าง ทำให้มันเปลี่ยนแปลงบ้าง
ทำให้มันมากขึ้น ทำให้มันน้อยลง ทำให้มันอยู่นานๆ ทำให้มันอยู่นิดเดียว
หรือทำให้มันหายไป นี่ทำด้วยอาการที่ว่าหลงธรรม...ทั้งหลงทำและหลงธรรม
หลงสองหลงเลย ...ทั้งหลงว่าธรรมนั้นเป็นเราธรรมนั้นเป็นของเรา และธรรมนี้ไม่ใช่เรา ธรรมนี้ไม่ใช่ของเรา ...มันก็เลยติดการกระทำ...คือเจตนา
เนี่ย กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร
เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ การปรุงแต่ง วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดรูปนาม ผัสสะ เวทนา
อายตนะ เนี่ย ต่อเนื่องกันไปจนถึงทุกข์
เพราะนั้นเริ่มต้นมันเริ่มจากตรงนี้
เข้าไปหมายในธรรม เข้าไป เคลื่อนไป จดจ้อง ตรึกๆ มันไปตรึกอยู่กับธรรม
มันออกนอกน่ะ ออกนอกใจไป ออกนอกดวงจิตผู้รู้ไป ส่งออกไป
เพราะนั้นทุกข์มันจะเริ่มเกิดตั้งแต่ส่งออกไปที่...ที่ไหนก็ไม่รู้น่ะที่นอกจากใจไป เพราะว่ารูปนาม บางทีเราก็คิดว่ามันจับต้องได้แค่นั้น มันส่งออกไปสู่ความว่างก็ได้
ส่งออกไปลอยๆ ก็ได้ ส่งออกไปไม่มีอะไรก็ได้ ...ส่งออกหมดน่ะ
ถ้าส่งออกละก็เป็นภพหมดน่ะ มันก็เป็นผัสสะหมดแหละ มันก็เป็นอายตนะหมดแหละ
มันก็เป็นภพเป็นชาติเป็นตัณหาเป็นอุปาทานหมด นั่นแหละผลของการที่จิตส่งออก
หลวงปู่ดูลย์ท่านก็พูดไว้ จิตส่งออกเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
ผลของการที่จิตส่งออกคือทุกข์ ...ทุกข์นั่นก็คือว่าผลที่ได้รับ ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง
เสียดายบ้าง อาวรณ์บ้าง ภูมิใจบ้าง
พวกนี้เป็นผลที่เกิดจากการที่จิตส่งออก
ออกมาเป็นความหมายมั่นต่างๆ นานา ...ถ้าอยู่ที่ใจ รู้อยู่กับใจ เห็นอยู่ที่เห็น รู้อยู่ที่รู้
อะไรเกิดขึ้นก็รู้บ่อยๆ เสมอๆ ถ้ารู้อยู่แค่นี้ มันจะสังเกตได้...ทุกข์จะน้อยลง
แต่ตอนแรกที่มันกลับมาอยู่ที่รู้บ่อยๆ
มันจะมีทุกข์ก่อนตัวนึง คือทุกข์ที่เกิดจากความอยากและไม่ได้อยาก
อันนี้เป็นทุกข์เบื้องต้นของการทวนกระแสวิบากที่เราคุ้นเคย...ที่ทำไปตามความอยาก
ทำไปตามความไม่อยาก
มันจะทวน ...เพราะนั้นเบื้องต้นของการพยายาม ศีลสมาธิปัญญาเบื้องต้น
มันจะเจอกับความเหนี่ยวรั้ง ฝืด ...มันก็เลยดูเหมือนกับเป็นทุกข์มากขึ้น
เหมือนกดข่ม
เหมือนกับบังคับมัน ... "สู้ปล่อยให้มันลอยๆ ไปสบายๆ มันจะง่ายกว่ามั้ง" มันจะคิดอยู่อย่างนี้ นี่ มันจะคลายออกจากศีลสมาธิปัญญา
(ต่อแทร็ก 6/15 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น