พระอาจารย์
6/18 (550102B)
(ชุดแทร็กต่อเนื่อง)
2 มกราคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – นี่ มีโยมบางคนนะ
ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อนเลย พอนั่งไปปึ้บ เห็นแต่กระดูกเลย นี่ ไม่เคยนั่งเลย
ดันไปเห็นกระดูกเองน่ะ
พอนั่งครั้งแรกก็เห็นแต่กระดูก...เห็นตัวเป็นกระดูก ตกใจ
นั่งอีกหลับตาปุ๊บ เห็นตัวเป็นกระดูกเลย ...นั่งไปนั่งมาลืมตาขึ้น เอ้า
เห็นคนข้างๆ เป็นกระดูกอีก
ไม่ใช่แค่คนน่ะ ดูหมา หมาเป็นกระดูกอีก ...เอ้า เด็กนะนั่น อายุยี่สิบกว่าๆ เอง เป็นผู้หญิง ...เราก็บอก ดูไป เห็นกระดูก ก็ดูกระดูกไป
ทำใจเฉยๆ แล้วก็รู้ว่ามีกระดูกไป
เราบอก...เดี๋ยวกระดูกเป็นแก้วนะ
... มานั่งอยู่นี่ นั่งหัวเราะเอิ๊กๆ อยู่อย่างนี้ บอก...อาจารย์
กระดูกหนูกำลังเป็นแก้วแล้ว เห็นใสขึ้นเลย ...เราบอกเป็นแก้วนี่เดี๋ยวแตกนะ พอพูดว่า
จะแตกนะ...แตกเลย
แต่แตกเดี๋ยวก็รวมใหม่
แตกอีกรวมใหม่ เดี๋ยวก็ใสเป็นแก้ว เป็นประกายพรึกเลย กระดูกใสเลย ...นิมิตทั้งนั้นนะ ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องวิเศษอะไรหรอก ไม่ใช่วิเศษกว่าใครนะ มันเป็นนิมิตหมด เขาเคยทำมา
เห็นมั้ย แต่ละคนมันจะไม่เหมือนกัน ...เราจะไปเอาธรรมคนอื่นมาเป็นมาตรฐานไม่ได้
หรือว่าจะบอกว่าเขาดีกว่าเก่งกว่า ...ก็ไม่ดีก็ไม่เก่ง กิเลสยังเท่าเก่า
บอกให้ มันเป็นคุณลักษณะจำเพาะจิตแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
แต่ว่าถึงเห็นกระดูกแตก เราก็ต้องคอยเตือนอยู่เสมอว่ามันมีอะไรรู้อยู่
อย่าลืม มีตัวนึงที่รู้อยู่ ...อันนี้เป็นคนนึง
แล้วยังมีอีกคนนึงเป็นผู้ชายตอนนี้ไปเรียนเมืองนอก ... ไอ้นี่ก็กระดูก เห็นกระดูก
เห็นกระดูกมันก็เพ่งกระดูก
เพ่งกระดูกจนใสเหมือนกัน นั่น พอมันใสแล้วมันดันเห็นองค์พระ พระอยู่ในกระดูก เป็นพระแก้ว
ใส แล้วมันก็ใส่เพ่งเข้าไป มันยิ่งใสขึ้นไปอีกเรื่อยๆ
ไอ้นี่ความรู้เกิดขึ้นตรงนี้เลย
ถามอะไร รู้หมด ...เห็นมั้ย ลักษณะของการพิจารณากายอย่างนี้นี่ มันมีผลข้างเคียงเยอะ ถ้าเพ่งด้วยอำนาจของกำลังของสมถะนี่
ถ้าไม่เข้าใจ มันทะลุทะลวงออกไปสุดโลกสุดจักรวาลเลย บอกให้ มันมีความรู้จากตรงนี้
ไปรู้รอบขอบจักรวาลยังได้เลย ...อยากรู้อะไร มันออกไปรู้ได้หมดเลย ...แต่มันไม่รู้อย่างเดียวว่าใจอยู่ตรงนี้
โยม – นี่ส่งออกเหมือนกันใช่ไหมคะ
พระอาจารย์ – ออกหมดน่ะ
แม้แต่เพ่งอยู่อย่างนี้ มันก็เข้าไปเรื่อยๆ มันก็ใสขึ้นไปเรื่อยๆ
กระดูกแตกไปแล้วก็มีแก้วใส เหมือนเป็นใจน่ะ ...ก็เข้าใจว่าเป็นใจ สว่างอยู่อย่างนั้นน่ะ
เขาบอกว่ามันไม่มีกายแล้ว
แต่มันมีความสว่าง เห็นเป็นแก้วสว่างใส
แล้วก็เดี๋ยวก็มีอะไรผุดขึ้นในความสว่างนั้นอยู่ตลอดเลย
บางทีก็เป็นดอกบัวผุดขึ้นมาข้างใน แล้วมีความรู้ความอะไรอยู่ในนั้น ...สนุกเลย
โยม – ตามเข้าไปดูเรื่อยๆ
พระอาจารย์ – เออ หลงน่ะ บอกให้เลย
เรียกว่าหลง หลงกายอีกแล้วเข้าใจมั้ย ...ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์คอยรั้งคอยดึงไว้
เก่งเลยแหละ ได้อภิญญาเลย...แต่เป็นอภิญญาเทียม เข้าใจมั้ย
แบบรู้ไปหมด...แต่จริงรึเปล่าไม่รู้นะ เข้าใจมั้ย ไอ้ที่มันรู้ไปหมดนี่ แต่ถามก่อน
จริงรึเปล่าไม่รู้นะ ...แต่มันเชื่อว่ามันจริงเลยนะ ตัวมันเองนี่จะเชื่อเลยว่าจริง
เนี่ย มันเป็นเรื่องของความปรุงแต่งทั้งหมด เป็นสังขารธรรมหมดเลย ...แต่มันน่าปลื้มมาก มันน่าใคร่มาก ...อย่างผู้หญิงเห็นผู้ชายแล้วชอบ ผู้ชายเห็นผู้หญิงแล้วชอบผู้หญิง นี่ก็ว่าติดแล้วนะ
แต่ไอ้นี่ติดยิ่งกว่าอีก
บอกให้ มันเป็นความติดที่ลึกซึ้งกว่าการชอบในลักษณะของเพศ ...ติดในฌาน ติดในนิมิตนี่
บอกให้ ถึงบอกว่าการภาวนาทั้งหลายต้องไม่ห่างครูบาอาจารย์เลย
เพราะนั้นมาถึงเรา เราก็พยายามดึงกลับ
อย่างเดียวน่ะต้องดึงกลับ ดึงกลับมาอยู่ที่ฐานรู้ ...รู้ไม่มีแสง รู้ไม่มีดวงไฟ รู้ไม่มีนีออนติด ...รู้คือรู้ คือความแจ้ง แจ้งคือแจ้ง
แจ้ง...เข้าใจคำว่าแจ้งมั้ย
เข้าใจคำว่าสว่างมั้ย คือเรามองเห็นอะไรนี่ด้วยความแจ้ง เข้าใจมั้ย
มันเป็นแจ้งแบบนี้ แจ้งแบบเรามองเห็น ตัวใจมันจะแจ้งแบบโปร่งๆ อย่างนี้
มันไม่ใช่เป็นดวงสว่าง เป็นรูปพระอาทิตย์อย่างนั้น เข้าใจมั้ย ...ไอ้นั่นนิมิตเลย
ไม่ใช่ใจ
โยม – คือเขาก็จะเชื่อมั่นในตัวเขาเอง
พระอาจารย์ – นั่นแหละ มานะมันจะสูง
ทิฏฐิสูง มานะสูง ...บอกให้เลยว่าแก้ยาก
จนกว่าจะรู้ตัวมันเอง หรือว่าจนกว่าจะเจออาจารย์ที่ลงล็อคกัน ถ้าไม่เจอคู่ปรับนี่ยาก
โยม – เหมือนเป็นกรรมรึเปล่า
พระอาจารย์ – มันก็เป็นกรรมที่ตัวเองทำเป็นอาจิณน่ะ
บอกว่าใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ไม่มีอะไรสำคัญกว่าใจ ...แต่ถ้ามันคลาดเคลื่อนออกจากใจ
คือมันไปหมายเอาที่อื่นว่าเป็นใจ เนี่ย ติดง่ายที่สุด
เพราะความที่ไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิ
ไอ้นั่นก็เป็นใจ ไอ้นี่ก็ใช่ใจ
ไอ้นี่ก็เรียกว่าใจ เลยเห็นสว่างๆ ไสวหน่อย มีความรู้มากมายมหาศาลในนั้นก็ว่าใจ ...แต่ว่าใจเทียม ใจปลอม เข้าใจมั้ย ใจที่เป็นนิมิตมันหลอก
จิตสังขารนี่มันหลอกได้หมด ...เพราะนั้นถ้าเราฝึกสติในอิริยาบถปกติ รู้ตัว
เราจะเข้าใจว่าใจรู้จริงๆ คืออะไร แล้วมันจะไม่ถูกหลอกง่ายๆ
อย่างเวลานั่งสมาธิ เห็นอะไรเป็นสีเป็นสันขึ้นมา เป็นปีติเย็นซาบซ่านขึ้นมา อะไรก็ตาม
ให้รู้ไว้ ...แล้วมันก็จะรู้เลยว่ามันเป็นแค่อาการ
ทั้งหมดเป็นแค่อาการ
ส่วนรู้ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังน่ะ
มันมีคู่ที่รู้อยู่เบื้องหลังนะ ...อันนั้นน่ะใจ ไม่มีสีสัน ไม่มีวรรณะ ไม่มีสถานะ
ไม่มีที่ตั้ง แต่เป็นแค่รู้กับเห็นอยู่เฉยๆ ธรรมดา
เพราะนั้นมันต้องฝึกสติเพื่อให้เห็นใจ
ให้เข้าใจ แล้วก็ตั้งมั่นลงที่ใจดวงนั้น จะได้ไม่เผลอเพลินออกไป
จะได้ไม่หลงในสิ่งที่ไม่ใช่ใจ ...พอไปหลงมันก็จะเห็นว่าอันนั้นน่ะสำคัญกว่าใจ
เพราะมันจะไปแช่...เราบอกว่าแช่เหมือนกับควายแช่ปลักน่ะ
จะไปแช่ ควายกับปลักนี่ ของคู่กันเลย ...พอลุกขึ้นจากปลักนี้ กูก็จะแช่ปลักใหม่
ที่มันคิดว่าดีกว่า …แต่ยังไงก็ควายกับปลัก
จิตที่มันคุ้นเคยกับขันธ์
อาสวะที่มันเคยนอนเนื่องอยู่กับขันธ์มานมนานกาเลแล้ว มันเหมือนของที่เป็นแบบ
วัวเคยขาม้าเคยขี่ มันก็คุ้นเคย เคยชิน เข้าใจคำว่าอนุสัยคือความเคยชินไหม มันอดไม่ได้
เหมือนขี้เมาเจอเหล้า ยังไงก็ยกแก้วกิน
เหล้าไม่เคยเดินมาเข้าปากใครนะ มันน่ะไปกินเอง เพราะมันชิน มันเมาอยู่น่ะ
มันยังกรึ่มๆ มึนๆ อยู่อย่างนี้ มันก็ติดเหล้าโดยปริยาย มันหักห้ามใจไม่ได้
ไม่มีปัญญาพอ
แต่ทว่าถ้าเราฝึกสติ สมาธิ ปัญญา
คอยอบรมรักษาใจไว้...ให้ตั้งมั่นไว้ ให้แข็งไว้ ขืนไว้ อย่าไหล อย่าตาม
อย่าหายไปเมามันไปกับมัน อย่าไปกลืนกินมัน อย่าไปให้ความสำคัญเอามาเป็นที่อยู่ที่อาศัย
มันก็จะค่อยๆ คลี่คลายออกไป มันก็จะค่อยๆ สร่างเมาน่ะ คำว่าสร่างเมาก็คือ มันกินเหล้าน้อยลง
มันก็จะเริ่มสร่างขึ้นๆ พอสร่างขึ้นก็...คนที่กำลังสร่างเมากับคนเมาเดินน่ะ ดูเอา
ใครเดินตรงกว่า
นั่นสัมมาทิฏฐิหรือว่ามรรคมันก็จะตรงขึ้นไป ...คือมันสร่างเมาแล้วมันก็เดินตรงขึ้นๆๆ จนตัวตรงแน่วเดินไม่ผิดไม่เพี้ยนทาง ไม่ไปตกข้างทางนอนแอ้งแม้ง
ก็มองเห็นนี่ ...ไม่ใช่หูตามัวแล้วก็เมาด้วย เดินขาเป๋ไปเป๋มา โซซัดโซเซ อย่างนั้น มันก็ตกร่องตกรูตกข้างถนนไป ...นั่นก็คือเมา ยังไม่หายเมา
เพราะนั้นมันก็ขัดเกลา ขัด ...มรรคมันก็
เพ๊ะๆๆ อยู่แค่นี้ พอดีกับปัจจุบัน โพ๊ะๆ อยู่แค่นี้ ...มันก็ขาดจากความปรุงแต่ง
ละความปรุงแต่งที่จะออกนอกจากปัจจุบันนี้ไป
อะไรที่มันจะมาปรุง มาแต้มสีสันเติมค่าให้ค่าอะไรนิดนึง หน่อยนึง พั้บๆๆ ดับหมด ทัน...พั้บ...ดับ นี่ ตรงต่อองค์มรรคในปัจจุบัน แล้วจากนั้นปัจจุบัน เดี๋ยวก็ดับไปๆ
แต่คราวนี้ว่า ระหว่างนี้ต้องรักษาปัจจุบัน ...เพราะมันดับแล้วมันจะไม่ยอม
มันจะไปหาใหม่อีกน่ะ
พยายามรู้ มันต้องตั้งมั่นไว้ให้ดี ...เมื่อมันดับไปก็ดับ รู้ว่าดับ ไม่ต้องหาอะไรมาให้มัน มาแทนมัน หรือว่าไปตามว่ามันดับไปไหนวะ ...ไม่ต้อง
อยู่อย่างนี้ ...ดับก็เรื่องของมัน ก็รู้ว่ามันดับ มีอะไรเกิดก็รู้ใหม่
อย่างงั้น ดับก็ดับไปซิ เกิดก็เกิด ไม่เกิดก็ไม่เกิด ไม่ต้องไปหาอะไรอีก
แต่ถ้ายังไม่ชำนาญกันนี่ พอมันดับแล้ว
ใจนี่ดับด้วย ...คือใจรู้มันหายไป ญาณก็หายไป ใจรู้หายไป ญาณทัสสนะก็หายไป
(ต่อแทร็ก 6/18 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น