วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 6/17 (2)


พระอาจารย์
6/17 (550102A)
2 มกราคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ :  ต่อจากแทร็ก 6/17  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แค่นี้ รักษาอาการอยู่แค่นี้ เป็นกลางอยู่แค่นี้พอแล้ว ...ไม่ต้องไปอะไรมากกว่านั้นแล้ว 

อย่าไปจดจำสภาวะคนอื่นที่เคยได้ยินได้ฟังมาว่าสภาวะนั้นดี ต้องเป็นสภาวะนี้ก่อน ต้องเป็นสภาวะนั้นก่อน อะไรอย่างนี้ ปวดหัว แล้วก็เครียด ก็เลยจะไปบังคับให้มันเกิดสภาวะนั้น เห็นสภาวะนี้ 

ไม่มีอะไรหรอก ...มันก็เห็นแค่นี้ รู้แค่นี้ เบาๆ อยู่ข้างใน  แต่มันชัดเจนในสองอาการ อาการนึงก็ตั้งอยู่ อาการนึงก็ไปๆ มาๆ แค่เนี้ย มันเห็นไตรลักษณ์ในตัวของมันเองน่ะ เป็นสันทิฏฐิโก มันเห็นไตรลักษณ์โดยที่ไม่มีภาษาด้วย

แต่มันคลาย มันเบาลงไป การใช้ชีวิตก็...ทำอะไรได้ทุกอย่างน่ะ แต่มันเบา เป็นเหมือนกับตีนมันลอยอยู่ในอากาศน่ะ เดินเหินไปมา มีเรื่องอะไร มันเหมือนกับว่ามันสำเร็จเสร็จสิ้นไปในขณะๆ นั้นน่ะ

มันก็ผ่านไปโดยที่ว่า...ไม่แบกไม่หามมันน่ะ เช่นเขาพูดอะไร ก็ไม่เก็บคำพูดนั้นมาเวลาที่เขาพูดเสร็จแล้วอย่างนี้  มันก็วางซะตั้งแต่ที่มันได้ยินอันนั้น ก็ผ่านไป ไม่มีสัญญาอารมณ์ไปนั่งนอนคิดต่อเนื่องไป

เพราะนั้น ถ้ารู้ไป อยู่รักษาสภาวะอย่างนี้ เป็นกลางๆ เห็นคู่กันอยู่ตลอดเวลาแค่เนี้ย มันเปลี่ยนไปโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย มันเกิดความจางคลายไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่า..เอ๊ะ มันเป็นไปได้ยังไงวะ บางทียังงงตัวเอง

บางคนมาบอกเราว่า...ผมว่าผมไม่ได้ภาวนาเลยนะ หนูว่าหนูไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แต่ทำไมมันเปลี่ยนไปหมดเลย อย่างนี้ ...เออ ไอ้อย่างนั้นน่ะใช่แล้ว ไอ้ที่ทำแทบตายน่ะ...โหย ติดเต็มๆ เลย

บางทีก็บอกว่า...ผมไม่เห็นทำอะไร หนูไม่ได้ทำอะไรเลย ก็แค่เห็นมันไปธรรมดาๆ อย่างนี้ รู้มันไป เห็นไปธรรมดานี่ ไม่ได้คิด ไตรล้งไตรลักษณ์ก็ไม่รู้อะไร แต่รู้สึกว่ามันรับอะไรก็ได้มากขึ้น ผ่านได้ง่ายขึ้น

มันไม่ค่อยมีอารมณ์ผูกโกรธ หรือว่าอารมณ์หงุดหงิดรำคาญในเรื่องที่น่าจะหงุดหงิดรำคาญอย่างนี้ ...โดยที่เขาก็บอกไม่ได้ทำอะไร แต่มันเปลี่ยนไปน่ะ

นั่นแหละดีแล้ว อย่างนั้นน่ะ ผลของมันจะเป็นอย่างนั้น ...ไม่มีใครทำหรอก จิตมันรู้เอง เห็นเอง ละเอง  ท่านเรียกว่าสันทิฏฐิโก แปลว่ารู้เองเห็นเอง ใจมันรู้เองเห็นเองด้วยความเป็นกลาง พอดี

มันพอดี มันก็เข้าใจในตัวของมันเองเป็นปัจจัตตัง ...ไม่ใช่เรารู้นะ  ใจเขารู้ ใจเขาเห็น แล้วเขาก็วาง แล้วเขาก็ซึบซาบสภาวะของไตรลักษณ์โดยปริยาย

โดยที่เราไม่ต้องบอกว่านี่คือเที่ยง นี่คือไม่เที่ยง นี่คืออนัตตา นี่คืออัตตา มันไม่สนหรอก ไอ้นั่นเป็นแค่สมมุติธรรม สังขารธรรม ภาษาธรรม เท่านั้นเอง

แต่เวลาเราพูดนี่ เราต้องใช้คำพวกนี้ แค่นั้นเอง ...แต่เวลาไปปฏิบัติจริง ไม่ต้องไปบอกมันมากหรอก เดี๋ยวเครียด ...เอ๊ะ ทำไมไม่เห็นเป็นไม่เที่ยง ทำไมไม่เห็นเป็นอนัตตา 

ไปนั่งกำหนดให้มันเห็นอนัตตาอีก หรือกำหนดให้เห็นความไม่เที่ยง คอยจ้องความไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ เกร็ง เครียดอีก จะเอาสมมุติไปทาบทากับความเป็นจริงของธรรมชาติ มันเป็นแค่สมมุติภาษาเท่านั้นเอง

จริงๆ น่ะอยู่ในความเป็นกลาง ใจเป็นกลาง รู้อยู่ เฉยๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ...แต่ที่มันไม่ค่อยเป็นกลางเพราะมันจะเคลื่อนออกไปข้างหน้า มันเคลื่อน มันเลื่อน ...ก็เลยต้องพยายามรักษาสติ สมาธิ ต้องมั่นไว้ที่ฐานใจ

แล้วคราวนี้ส่วนมากคนมาหาเรา ก็จะมาถามว่าฐานใจอยู่ที่ไหน เพราะอาจารย์เขาบอกว่า นี่ยังไม่ถึงฐานใจ ...เอาแล้ว มีปัญหา เป็นปัญหาโลกแตก หาก็ไม่เจอ  แล้วไปกี่ทีๆ เพิ่นก็บอกยังไม่ถึงฐานใจ ก็หาอีก

เอ้า จะไปหามันทำซากอะไร ... ถามตัวเองดู..รู้มั้ย ถามตัวเองก่อนว่า ตอนนี้...รู้มั้ย ว่าทำอะไร รู้มั้ย  ...ก็รู้ลงไป แค่นั้นแหละ ...ตรงที่รู้นั่นแหละ รู้ว่านั่ง รู้ว่ากำลังหาน่ะ รู้มั้ย ...ก็อยู่ตรงนั้นน่ะ 

ฐานก็อยู่ตรงที่รู้นั่นแหละ ...ถ้าหาอีกก็รู้อีก เอ้า กำลังหา ก็รู้อีก ดูซิ มันจะไม่ลงฐานยังไง ...แล้วก็หยั่งลงไปไอ้ตรงที่รู้จริงเห็นจริงตรงนั้น ถ้ามัวแต่หาน่ะมันลืมรู้ไปแล้ว ...มันออกนอกใจรู้ไปแล้ว 

แล้วยิ่งไปเอาคำพูด ...บอกแล้วว่าถ้าติดคำครูบาอาจารย์นะ มันจะเป็นตัวบังปัญญาเลยนะ มันจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความลังเลสงสัย แล้วเกิดความกลัว ไม่กล้า ไม่แน่ใจ แล้วกลายเป็นวิจิกิจฉา

เพราะนั้นฟังแล้วก็อย่าไปจำมาก อย่าไปยึดเป็นมาตรฐาน ยึดจนเกินไป ...ถ้ายึดแล้วเนี่ย มันจะเป็นตัวที่ทำให้ปิดบังปัญญา คือใจที่รู้เห็นตรงๆ ใจที่รู้เห็นตรงๆ

มันไม่ได้เป็นฐานแบบ อู้หู เป็นแผ่นดิน เป็นเกาะหรืออะไรหรอก แล้วก็ไม่ได้ลึกซึ้งลึกลับซับซ้อนอะไร ...ธรรมดามากเลย ฐานใจ...คือฐานรู้น่ะ คือการรู้การเห็นที่ตรง ที่เป็นจริงในปัจจุบันที่จริงน่ะ แค่นั้นเอง

กำลังทำอะไรอยู่ ถามเลย หรือไม่ก็ถามว่า รู้ป่าว ตอนนี้รู้มั้ย ...ถามตัวเองบ่อยๆ ตอนนี้รู้รึเปล่า รู้มั้ย ...เนี่ย ก็ให้มันรู้ซะ ให้มันตื่นรู้ตรงนั้นซะ แค่นั้นเอง

แล้วไม่ต้องซีเรียส เดี๋ยวมันก็หาย เดี๋ยวมันก็หายไป ...รู้ใหม่ดิ หายไปก็รู้ใหม่ อย่างนี้  เอารู้บ่อยๆ รู้บ่อยๆ ...จนมันชัดเจนในตัวของมันเอง เข้าใจมั้ย

อย่าไปอยากทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นด้วยความอยาก ไม่ได้หรอก มันเป็นความโลภแล้ว เป็นความอยากเข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว ...ไม่เอาอ่ะ รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ รู้อีกรู้ซ้ำๆ รู้แล้วรู้อีกๆ อยู่อย่างนั้นน่ะสติ

เอาความบ่อยๆ รู้บ่อยๆ แล้วมันจะชัดเจนขึ้นๆ ตามลำดับในตัวของมันเอง ...แล้วเราก็พยายามสังเกต ให้เกิดความสังเกต หรือการหยั่งลงที่ฐานนั้น ตรงที่รู้นั้น แค่นั้นเอง นิดเดียว

แล้วมันจะค่อยๆ ชัดเจน ...ไอ้คำว่าชัดเจนนั่นคือคำว่าตั้งมั่น มันตั้งมั่นคือความชัดเจนที่ว่าเป็นของสองสิ่งชัดเจนน่ะ มีรู้ชัดเจน ...แต่ว่าเวลาเราเห็นแรกๆ มันก็เห็นชัดแค่ชั่วขณะนึง แป๊บนึง 

ต่อไปมันจะชัดเจนมากขึ้นๆ ...ต่อไปก็ทำอะไรโดยที่ว่าไม่เครียดไม่เกร็ง เป็นสบายๆ แต่มันก็...มันดูเหมือนมีเชื้อไวรัสอยู่ข้างในติดอยู่น่ะ ...คือติดรู้ติดเห็นอยู่ข้างใน 

มันมีรู้เห็นติดอยู่ข้างในอยู่ตลอด...นิดนึงน่ะ ไม่ว่าตั้งใจดูหรือไม่ตั้งใจ มันก็เห็น มันมีรู้อยู่ ...คล้ายๆ กับมีผีสิงอยู่ข้างในตัวนึง แต่ว่าเป็นผีผู้รู้อยู่ข้างในนั้นน่ะ

แค่นั้นน่ะพอแล้ว ...แล้วมันจะค่อยๆ เรียนรู้ด้วยตัวของมันเองไป ...อะไรๆ ก็รับได้ อะไรๆ ก็ไม่มีปัญหากับอะไร มันจะเป็นกลางมากขึ้นๆ

แล้วส่วนมากที่มันจะหายไปก็กับไอ้ที่เกิดความยึดมั่นถือมั่นมาก หรือว่าเข้าไปจริงจังกับมันมาก ...นี่ ภาวะไอ้รู้จางๆ รู้เห็นอยู่ข้างในภายในที่มันมีติดอยู่ มันจะหายไป 

ก็ต้องเรียนรู้ แยบคายกับอารมณ์ กับสิ่งนั้น กับอาการนั้น อาการของขันธ์เช่นนั้น

เพราะนั้นว่า แต่ละคนนี่ อย่าทิ้งการภาวนาในรูปแบบ ต้องฝึก นั่งสมาธิให้ได้ อย่างน้อยวันละชั่วโมง-สองชั่วโมง รวมจิตรวมใจไว้ ...แล้วก็เรียนรู้ดูอาการ 

ไม่ได้เอากำลังนะ ...แต่เพื่อรวมจิตรวมใจ แล้วแยกจิตแยกใจ ให้เห็นจิต ให้เห็นใจ ให้เห็นกายชัดเจน แค่นั้นเอง

เพราะอะไร เพราะว่าโดยปกติเราทำงาน เราไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการปฏิบัตินี่ แล้วเจริญสติแบบสติธรรมชาตินี่ มันมักจะติดความเผลอเพลิน ...รู้ตัวได้น้อย 

มันทำความชัดเจนกับรู้ได้น้อย ทำความชัดเจนกับอารมณ์ กับขันธ์ แยกกายแยกขันธ์ แยกกายแยกใจได้น้อย ...มันรู้อยู่น่ะมันเคยแยกได้ แต่เวลาจริงแล้วมันจะหลงเผลอเพลินมาก

ก่อนนอน ตื่นนอน หรืออะไรก็ตาม ต้องทบทวนใจ ...ที่ให้นั่งนี่ ให้นั่งในรูปแบบนี่ ไม่ได้เอาอะไรหรอก ...นั่งเพื่อทบทวนใจ อันไหนเป็นใจ อันไหนเป็นกาย อันไหนเป็นรู้ ให้มันเกิดความแม่นยำ ชัดเจน 

ไม่ใช่เอาความสงบเป็นกำลังหรืออะไร หรือรูปแบบเป็นกำลัง ...แต่นั่ง เพราะอะไร ...คือมันนั่งแล้วมันตั้งท่าตั้งทางแล้วมันควบคุม มันสามารถจะตั้งอกตั้งใจรู้ได้ หรือว่าจำแนกแยบคายได้โดยชัดเจน อย่างนี้

จะอะไรก็ได้ จะพุทโธก็ได้ จะลมหายใจก็ได้ หรือจะไม่เอาอะไรเลยก็ได้ แล้วก็รู้เฉยๆ กับกายที่นั่งเฉยๆ ก็ได้ มันแล้วแต่กุศโลบาย ...แต่เพื่ออะไร ...เพื่อให้แม่นยำ แม่นยำว่าเป็นของสองสิ่ง 

ตรงไหนเป็นของสองสิ่ง อันไหนเป็นสิ่งที่ถูกรู้...อันไหนเป็นรู้ ...ไม่เอาอะไรมากกว่านั้นหรอก เอาความแม่นยำชัดเจน ...อ๋อ นี่ใจ มันจะได้จดจำสภาวะใจ จดจำสภาวะขันธ์...ที่มันต่างบุคลิกกัน แค่นั้นเอง

แล้วจากนั้นไปน่ะ เราก็ใช้ชีวิต ก็พยายามไปเติมเต็มสติในอิริยาบถปกติให้ได้ ให้มากที่สุด นั่นถือเป็นกำไร ...นั่นถือเป็นกำไรแล้ว...ในชีวิตจริงน่ะ

เพราะว่าสติมันต้องใช้กับชีวิตจริง สมาธิต้องใช้กับชีวิตจริง ปัญญาต้องใช้กับชีวิตจริง 

ไม่ใช่มาอยู่ในที่...สถานที่ว่าห่างไกลสุดกู่จากรูปเสียงกลิ่นรสผัสสะ ...ไม่มีประโยชน์หรอก สำหรับคนที่ไม่เจริญทางสมถะกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานนี่

เพราะนั้นตัวสมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานนี่ จึงเหมาะสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง ไม่ใช่คนเมือง ไม่ใช่คนที่ยังต้องสัมผัสสัมพันธ์กับโลกโดยตรง

ก็เลยต้องไล่ให้ไปอยู่ในป่าซะเลย หรือไปอยู่ที่รกร้างว่างเปล่าซะ แล้วก็ไปทำให้เต็มรูปแบบของสมถะกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน ยกกายยกจิตขึ้นมาพิจารณาเป็นนิมิต แล้วก็เห็นนิมิตนั้นแตกดับไป 

จนที่บอกดับว่าหมดแล้วเหลืออะไรน่ะ ก็กลับมาเหลือใจดวงเดียวเหมือนกันน่ะแหละ นั่น พิจารณากาย พิจารณาไป พิจารณายกขึ้นมาเป็นอสุภะๆๆ เน่าๆๆๆ เน่าแล้วเหลืออะไร เหลือกระดูก ดูกระดูกไป 

ดูกระดูกไปดูกระดูกมา กระดูกแตก เอ้า แตกแล้ว แตกๆๆ แตกไปหายไปไหน กลายเป็นผุยผง ผุยผงไปไหน เอ้า เกลี้ยง ว่าง ดับ นั่นน่ะที่สุดของกาย ของการพิจารณาวิปัสสนากรรมฐานน่ะมันจะเป็นอย่างนั้น

เอ้า ถ้ายังไม่ดับๆ เดี๋ยวมันมารวมใหม่ เอ้า สมถะกำลังไม่พอ วิปัสสนาไม่พอ มันจะรวม กลับมารวมใหม่อีก เดี๋ยวเนื้อเดี๋ยวหนังมาเติม เดี๋ยวเครื่องในมันห่อกลับมารวมกันใหม่อีก ไม่เห็นความดับความว่าง

แล้วก็พิจารณาจนแตกๆๆๆ แยกออกๆๆๆ ใหม่ไปเรื่อย ...นี่เป็นเรื่องของจินตาหมดเลย ล้วนๆ ...แต่ด้วยกำลังของสมถะ มันก็เห็นเป็นนิมิตไปเรื่อยๆ จนแตก แตกแล้วแตกอีกๆๆ น่ะ

นิมิตมันแตกนะ กายยังนั่งอยู่ทนโท่เลยนะ แต่ที่เห็นแตกนั่นเป็นนิมิตหมด แต่ว่าเป็นอุคคหนิมิต เป็นปฏิภาคนิมิต โอ้ย ท่านก็อยู่ได้คนเดียวอยู่แล้ว ไม่สนใจโลกแล้ว ไม่มีเสียงไม่มีอะไร 

ท่านก็ง่วนทำของท่านอยู่อย่างนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ อยู่อย่างนั้น จนโลกธาตุแตก คือขันธ์นี่แตก แตกไปแล้วพึ่บนี่ มันเหลือใจ...ผู้รู้นี่ ใจนี่เด่นขึ้นมาตรงนั้นน่ะ 

เหลือใจ ...สุดท้ายก็เหลือใจ ไม่มีอะไรเหลือหรอก นอกจากใจ ...มันก็กลับมารวมที่เดียวกันน่ะ ไม่ว่าจะมหาสติปัฏฐานก็เป็นไปเพื่อกลับมาอยู่ที่ใจ

เพราะใจมันไม่แตก พิจารณายังไงก็ไม่แตก อยู่อย่างนั้นน่ะ มันก็รู้ ทื่อๆ รู้ซื่อๆ รู้ ...เป็นของที่มีมาก่อนโลกน่ะ ใจ ธรรมชาติของความไม่มี ธรรมชาติของความว่าง ธรรมชาติของความไม่มีอะไร 

มันมีมาก่อนโลกอีก ก่อนจักรวาลตั้งอีก นั่น มันทำอะไรเขาไม่ได้หรอก มันก็จะพิจารณาขนาดไหนก็รู้แล้วว่าหัวชนฝา ไม่มีน่ะ ปึ้บ แล้วก็ปล่อยหมด 

แล้วจากนั้นก็มาพิจารณาใจดวงเดียว ใจดวงเดียวแล้วยังไง มันยังมีอะไร...เป็นนามน่ะ วุบๆ วับๆ ออกมา ...กายนี่ไม่สนแล้ว เข้าใจแล้ว

(ต่อแทร็ก 6/18)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น