วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แทร็ก 6/17 (1)



พระอาจารย์
6/17 (550102A)
2 มกราคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ :  แทร็กนี้แบ่งโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  นี่ ทำงานอะไร

โยม –  เป็นจิตแพทย์น่ะค่ะ

พระอาจารย์ –  อ้าว เป็นจิตแพทย์ ต้องมาให้พระรักษาโรค (หัวเราะกัน)


โยม –  พอแนะนำคนไข้แล้วก็รู้สึกว่ามีติดอยู่หลายประเด็น ...ติดที่ตัวเองด้วยน่ะค่ะ ต้องเรียนรู้จากตัวเองก่อน

พระอาจารย์ –  พระพุทธเจ้ารักษาโรคใจ ...จิตแพทย์คอยเยียวยา แต่ยังรักษาไม่ขาดหรอก แค่ทุเลา  พระพุทธเจ้าให้ยาแรง รักษาขาด...ขาดแบบไม่ต้องกลับมาเกิดเลย ไม่ต้องมีจิตให้ใครรักษาอีก

จำไว้  ใจนี่สำคัญที่สุด ...ถ้าตั้งฐานตั้งมั่นอยู่ที่ใจได้ ตั้งอยู่ที่นั้นที่เดียว รักษาใจไว้...ให้มาก ...ใจคือผู้รู้นั่นแหละ

ส่วนจิตไม่ต้องไปรักษามัน ปล่อย ดับ วาง ...รวมจิตให้เป็นหนึ่ง เหลือเป็นใจผู้รู้ผู้เห็น ...นอกนั้นไปนี่ ให้มันเห็นความดับ ความไม่เที่ยง ความแปรปรวน ความชั่วคราว  

นอกจากใจผู้รู้ผู้เห็นนี้ไปนี่ มันไม่มีสาระหรอก มันหาสาระไม่ได้ ...เพราะอะไร ...เพราะมันไม่มีอะไรคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความเห็น อารมณ์ ความรู้สึก อะไรก็ตาม

มันเป็นอะไรแค่ประเดี๋ยวประด๋าวน่ะ อย่าไปจริงจัง อย่าไปให้ค่าให้ความสำคัญ ...ก็พยายามตั้งมั่นอยู่ที่ใจดวงเดียว ตรงนั้นน่ะ มันเป็นแก่นของชีวิต 

แก่นของคำว่า ไลฟ์ น่ะ  Life คือตัวใจ ...นอกนั้นมันไม่มีชีวิตหรอก มันเป็นซาก มันเป็นของไม่มีความเป็นสัตว์ ไม่มีความเป็นบุคคล แล้วก็เป็นของแค่ชั่วคราว

เมื่อกลับมาตั้งมั่นอยู่ที่ใจผู้รู้ผู้เห็นบ่อยๆ ก็จะเห็นเองว่า นอกจากดวงใจดวงนี้ไปแล้วนี่ มันมีแต่ความเสื่อม มีแต่ความดับไป มีแต่ความไม่เสถียร จับต้องไม่ได้ ...มันก็เห็นความเป็นไตรลักษณ์ 

มันก็เกิดความเบื่อหน่ายเอง มันเบื่อ มันเป็นของน่าเบื่อ เดี๋ยวก็มี...เดี๋ยวก็หายๆ ใจมันก็จะทุเลาจากความอยากที่มันห่อหุ้มปิดบัง มันก็คลี่คลายออกไป เหลือแต่ใจที่เป็นผู้รู้ สว่างแจ้ง ชัด แน่วแน่อยู่ที่เดียว

เพราะนั้นน่ะ สร้างให้เป็นนิสัย สร้างฐานกายใจขึ้นมา ด้วยสติระลึกรู้บ่อยๆ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ไม่ต้องไปตามหาตามดูอะไรหรอก สภาวะสภาแวะ ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปอะไรทั้งนั้นแหละ

เอาง่ายๆ สั้นๆ น่ะ รักษากายใจไว้ให้อยู่ได้ทุกกาลเวลาสถานที่ ลืมเมื่อไหร่ก็รู้ใหม่ๆ ทำความรู้ตื่นอยู่ แค่นั้นแหละ ไม่เอาอะไรนอกเหนือจากความรู้สึกตัว ธรรมทั้งหลายทั้งปวงรวมเป็นที่เดียวนั่นแหละ 

แต่พวกเรานี่มันติดความรู้การศึกษามาก มันจะติดความรู้ภายนอก คอยมาอ้างอิง มีเหตุมีผลมารองรับสนับสนุนอยู่เรื่อย  ...ก็ต้องหัดโง่เข้าไว้ รู้อย่างเดียว รู้ตัวเดียว 

ให้มันจบให้เร็วที่สุด ให้มันจบเรื่องราวให้เร็วที่สุด อย่าให้มันยืด ยืดออก ...รู้ให้มันแน่ ให้มันขาดลงในปัจจุบันๆ แล้วมันเห็นเองน่ะ ...ขันธ์ห้าน่ะไม่มีหรอก 

ขันธ์ห้าก็ดับในปัจจุบัน เหลือแค่รู้เท่านั้น ...ถ้าไม่ได้ไปใส่ใจสนใจกับมันนี่ ขันธ์ห้าไม่มีหรอก ไม่มีความเป็นอะไร มันเป็นแค่สิ่งหนึ่งเท่านั้นเอง

มันก็จะขาดออกจากขันธ์ ความหมายมั่นในขันธ์..ขาด ...ที่ว่าขันธ์เรายังมี ขันธ์เรายังมีอยู่นี่ คือความหมายมั่นทั้งหมด เป็นความเชื่อว่ามันยังมี แล้วก็จะมีต่อไป ...มันเป็นเรื่องของความเชื่อทั้งหมด

ถ้าหมดจากความเชื่อนี้แล้วนี่ ขันธ์ห้าดับ ...แล้วไอ้ที่มีอยู่นี่ไม่ใช่ใคร ของใครนะ เป็นธรรมชาติหนึ่งเท่านั้นเอง ที่ดำรงอยู่เนื่องด้วยเหตุและปัจจัย

เพราะนั้นดูไปดูมา ถ้ากลับมาอยู่ที่ใจแล้ว หมดการให้ค่าในขันธ์แล้วนี่ มันเหลือแค่รูปกับนาม เป็นแค่รูปกับนามเกิดดับสลับกัน ...ซึ่งรูปกับนามนี่ รูปนามนั้นไม่ใช่ใครของใคร มันเป็นอย่างงั้น

เพราะนั้นอยู่ที่ใจตรงนั้นน่ะ มันไม่มีความสุขอย่างที่เราเข้าใจหรอก แต่มันมีความเต็มอิ่ม ความพอดี ความไม่ทุรนทุราย ความไม่กระวนกระวาย แค่นี้ ก็เรียกว่าเป็นสุขสงบสันติ ภายใน เป็นความผ่องใส

มันไม่ใช่สุขแบบนั่งสมาธิแล้วก็ปีติ แล้วก็มีความยินดีพอใจอยู่ในความสงบนั้น ...มันไม่มี มันไม่มีความอะไร มันเป็นความสะอาด สะอาดบริสุทธิ์

ไม่มีตัวไม่มีตน ปราศจากตัวตนใดๆ เหมือนอยู่ในอวกาศแห่งรูปและนาม หรือว่าอวกาศของจิตกับธรรม มันเป็นอวกาศที่มันไร้แรงดึงดูดใดๆ ทั้งสิ้น หมดสิ้นซึ่งแรงดึงดูด

เหมือนเราอยู่ในโลกนี่ เราอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของกระแส ...พอเราขาดจากกระแสแรงดึงดูด มันก็เหมือนกับไร้แรงดึงดูด เป็นสภาวะที่ไร้น้ำหนัก นั่นน่ะภาวะที่เรียกว่าสูญ ...สุญญตา 

ใจมันเป็นสุญญตาอยู่แล้ว ใจที่แท้จริง ธาตุรู้นี่ ธรรมชาติของธาตุรู้นี่

การภาวนา...ที่มันเนิ่นช้า เพราะเรามัวไปทำ ไปหาอะไรกันอยู่ ไม่กลับมาอยู่ที่อันเดียว ...ก็ละความเสียอกเสียใจ เสียดาย ในธรรมทั้งหลายทั้งปวงซะ 

ทิ้งธรรมทั้งหลายทั้งปวงซะ ที่มันกำลังหา กำลังจะเข้าไปเห็น กำลังจะไปมี...ไม่เอา  ละให้หมด ให้มันโล่งน่ะ ให้มันขาดสิ้นน่ะ...จากใจ พอละหมดแล้ว มันก็จะเหลือแต่ใจดวงเดียว 

เหมือนอย่างโยมเมื่อวานที่เขาถามว่า ถ้ามันดับหมดแล้ว มันจะเหลืออะไร เดี๋ยวก็รู้เองน่ะ ...มันมีที่มันไม่ดับ มันมีอยู่ แต่มีในความไม่มี มีเหมือนไม่มี มันเป็นภาวะนั้น นั่นคือใจ

ไอ้ที่ว่าดวงเดียวๆ นี่ ถ้าเรานึกก็ไปนึกว่าเป็นดวง แต่ดวงเดียวที่ว่านี่ครอบอนันตาจักรวาลนะ นั่นน่ะคือดวงเดียว นั่นน่ะใจดวงเดียว ...ซึ่งไม่ได้แบ่งแยกว่า พระพุทธเจ้า อริยสงฆ์สาวก

อย่างที่เราเปรียบเทียบว่า...เหมือนกะลาครอบ ถ้าเปิดกะลาออกก็ท้องฟ้าอากาศเดียวกัน ...แต่ตอนมาอยู่ในกะลานี่มันก็ของใครของมันน่ะ เขาเรียกว่ากบในกะลา แล้วก็มาติดกะลาที่ครอบอยู่

ขันธ์ห้ามันครอบ ...สัตว์ก็เป็นขันธ์ อินทร์พรหมก็เป็นขันธ์ มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ก็คือตัวครอบอวกาศ ความว่าง ท้องฟ้า อะไรที่มันเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด

แล้วพอมาจำเพาะเจาะจงลงไปปุ๊บ มันก็เกิดความหมายมั่นขึ้น เกิดความครอบครองถือครอง ความเป็นเจ้าของเกิดขึ้น ...จากความไม่รู้ทั้งสิ้น 

แล้วไม่ยอมทิ้ง ไม่ยอมปล่อย ยังจะเอามันไปหาอะไรมาพอกพูนอีก ถึงเรียกว่าพอกพูนกิเลส กิเลสมันก็พอกพูนกิเลส ความอยากมันก็พอกพูนความอยาก ...คือมันจะไม่จบไม่สิ้น ถ้ายังหา  

จนต้องสอนใจด้วยสติสมาธิปัญญา เพื่อให้เห็นความไม่มีอะไรในการปรากฏขึ้น ...ไอ้ที่คิดว่ามี คิดว่ามีน่ะ เอาจนมันเห็นว่าไม่มีเหลือน่ะ สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเหลือน่ะ

ให้เห็นตัวนี้ เห็นว่าความดับไปของสังขารธรรมหรือขันธ์ห้าทั้งปวงนี่ บ่อยๆ จนมันคลายออก ปล่อย ...ใจมันก็จะคลายออก มันมียางที่มันหุ้มใจไว้ มันมีตัวที่เป็นกระแสดึงเข้าไว้

โลกเขาไม่ดึงเราหรอก โลกไม่ดึงใจหรอก ...แต่อาสวะที่มันห่อหุ้มใจนี่ไปดึงโลก ไปดึงขันธ์เป็นกระแสที่ไปผูกไว้กับขันธ์ ไปยึด เหมือนเป็นแม่เหล็กดูดเข้ามา

โลกนี่เขาเป็นกลาง ขันธ์ก็เป็นกลาง เขาไม่ได้ดี เขาไม่ได้ร้าย เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปกุม ไปติด ไปข้องกับใจดวงนี้หรอก

แต่อาสวะที่มันอยู่หน้าใจ ห่อหุ้มใจนี่แหละ  มันไปดึง คอยดึง คอยเหนี่ยว คอยหา...กับโลกเขา กับอารมณ์ กับผัสสะ กับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่

แล้วมันเกิดความพอใจ-ไม่พอใจ มันไม่ยอมละ เพราะมันติดใจ ติดใจในการตั้งอยู่ของขันธ์บ้าง ของผัสสะบ้าง มันติด ...มันเลยเกิดอาการติดข้อง เหมือนกาวมันไปติดหนึบอย่างนั้น


โยม –  พระอาจารย์คะ ยังสงสัยว่าจิตกับใจ ...ใจนี่เป็นผู้รู้ แล้วจิตล่ะคะ

พระอาจารย์ –  รู้สึกว้อบๆ แว้บๆ มั้ย กระโดดไปกระโดดมาน่ะ


โยม –  คิดไปคิดมาอย่างนี้หรือคะ

พระอาจารย์ –  เออ นั่นแหละจิต ...แล้วผู้รู้ล่ะเป็นยังไง ไม่ไปไม่มาใช่มั้ย  มันรู้อยู่เฉยๆ ใช่มั้ย รู้อยู่กับที่ใช่มั้ย นั่นแหละผู้รู้ นั่นแหละใจ ...เราถึงบอกว่าจิตไป ใจอยู่


โยม –  แต่ก็ต้องใช้คำว่า จิตใจ รวมกันอย่างนี้หรือคะ

พระอาจารย์ –  เนี่ย เรื่องของภาษานะ คือแม้แต่ครูบาอาจารย์บางองค์นะ ท่านก็จะพูด จิตเป็นใจ ใจเป็นจิต ไม่เหมือนกันนะ บางท่านก็พูดว่าจิต แต่ความหมายจริงๆ ของท่านก็คือใจก็มีนะ นี่ ต้องมาแยกแยะ

แต่ถ้าเป็นเรานี่ เราจะแยกออกให้เห็นว่า จิตกับใจนี่มันคนละตัวกัน ...ใจนี่เขาไม่มีลักษณะอาการ มีสภาวะรู้เห็นอย่างเดียว เป็นสภาวะรู้กับเห็น นั่นน่ะเราจะเรียกตัวนี้ว่าใจ

คราวนี้ว่าถ้าภาษาหลวงปู่ท่านเรียกว่า ดวงจิตผู้รู้ ...ทำไมถึงเรียกว่าดวงจิตผู้รู้  เพราะจิตมันมารวมอยู่ที่เดียวกัน มารวมอยู่ กลายเป็นใจที่นิ่งสงบ เป็นผู้รู้อยู่เฉยๆ อย่างนี้ 

ท่านก็เลยเรียกว่าดวงจิตผู้รู้ เพราะจิตมันมารวมเป็นหนึ่ง จิตมารวมเป็นหนึ่งอยู่ที่ใจรู้เฉยๆ แค่นั้น

ไม่ต้องคิดมากเลยนี่ ปึ่บ เดินขยับ ก้าวปุ๊บ..รู้ ยกมือหยิบนั่นหยิบนี่..รู้ เคี้ยว กลืน กิน..รู้  ดูสิ ตรงที่รู้นั่นแหละ ตรงที่รู้แป๊บนึงตรงนั้นน่ะ นั่นน่ะใจ ใจมันรู้ มันไม่มีความคิดตรงที่รู้ตรงนั้น ขณะนั้น เข้าใจมั้ย

เพราะนั้น สังเกต ต้องสังเกต รู้ตัวบ่อยๆ รู้ให้ตรงกับกายน่ะ ...ง่ายๆ ธรรมดา ไม่ต้องซีเรียส ไม่ต้องไปค้น ไม่ต้องไปหาใจ ไม่ต้องไปหาจิต ...แค่รู้ลงไป 

แค่รู้ให้ตรงกับอาการของกายนี่ แล้วก็สังเกตดู ...มันจะมีสภาวะที่ชัดขึ้นมาตรงนั้น รู้จะชัดขึ้นมาอยู่ขณะตรงนั้น ...แล้วถ้าหาย ก็ชั่งมันๆ รู้ใหม่ รู้ไป ถี่ๆ

บอกให้เลย อย่างเวลากินข้าวนี่ก็เห็นชัด ยกมือ..รู้ อ้าปาก..รู้ เคี้ยว..รู้ กระเทือน..รู้ กลืนลง..รู้ ...พยายามให้เห็นเป็นขณะๆ ไป รู้มันจะเกิดขึ้นเป็นขณะๆ 

พอจับลักษณะอาการขณะๆ รู้บ่อยๆ ปุ๊บนี่  มันจะชัด รู้ตัวนี้มันจะชัดอยู่ในตัวของมันเอง ...จากนั้นไปนี่ ให้หยั่งลงที่รู้ หยั่งลงในฐานนั้น ฐานที่รู้ตรงนั้น 

หยั่งไว้ ...หยั่งเหมือนลูกดิ่งน่ะ ทิ้งดิ่ง หยั่งลงที่ฐานที่รู้อยู่นั่น  แล้วจากนั้นไปมันจะจับตัวผู้รู้ได้ชัด ไม่หายไปไหน ...แค่หยั่ง มันจะชัดขึ้นเรื่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ

พอมันชัดที่ตัวผู้รู้แล้ว ตัวกายตัวขันธ์นี่จะบาง มันจะไม่ค่อยไปรู้สึกชัดอยู่ตรงนั้น มันจะรู้สึกชัดที่ตัวของใจผู้รู้  

แล้วจากนั้นไปมันก็จะเห็นอาการของกาย อาการของจิตนี่ ย้ายไปย้ายมา เป็นปกติ พึ่บพั่บๆๆ ...มันไม่ค่อยมีอารมณ์ ไม่ค่อยมีความยินดียินร้าย ออกอยู่ในทางเฉยๆ ...จริงๆ มันเป็นปกติ ไอ้ที่รู้เฉยน่ะ

แต่ก็มีเฉยๆ อีกแบบ ถ้าเฉยๆ เลย มันก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่ว่าไปบังคับให้มันเกิดอุเบกขา ข่มไว้ ...แต่ถ้าเฉยๆ ในลักษณะที่เบาๆ นี่ มันจะเป็นปกติ เห็นขันธ์เป็นปกติ


ก็ไม่ได้เอาใจใส่อะไรกับขันธ์ จะทำอะไร จะเกิดอะไร ...ความคิดมันก็มี คิดนั่นคิดนี่ก็มี ลอยไปลอยมา แต่มันดูเหมือนจะไม่ไปจับต้องอะไรมันน่ะ 

มันจะเป็นเหมือนอย่างนี้ ลอยไปลอยมา ...แต่มันจะมีรู้อยู่เห็นอยู่เบาๆ อย่างนี้


(ต่อแทร็ก 6/17  ช่วง 2)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น