พระอาจารย์
6/9 (541231A)
31 ธันวาคม 2554
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงค่ะ)
พระอาจารย์ – ฝึกมา 5 ปี เป็นไงมั่ง
โยม – ก็ล้มลุกคลุกคลาน ...ตอนแรกก็เหมือนจะติดเพ่งเยอะน่ะค่ะ แต่ก็มีช่วงปี-สองปีหลังรู้สึกว่าจะกลายเป็นหลงไปเยอะน่ะค่ะ
แล้วก็ตอนนี้ ก็พยายามดึงเข้ามาในทางมากขึ้น ก็รู้สึกว่าเป็นธรรมชาติขึ้น ...แต่รู้สึกเหมือนจิตไม่มีกำลัง ก็พยายามทำความสงบอยู่เรื่อยๆ
น่ะค่ะ
พระอาจารย์ – พอตั้งใจก็เพ่ง พอปล่อยสบายก็หลง
สุดโต่งทั้งสองข้าง ... ธรรมดา เริ่มต้นมันยังหาสมดุลไม่เจอ
ฝึกสติเยอะๆ พยายามรู้ตัว
รู้สึกตัวไว้...กับกาย รู้กาย ยืน เดิน นั่ง
นอน พยายามรู้ไว้มากๆ นิดนึงก็เอา หน่อยนึงก็เอา
พยายามรู้ไว้บ่อยๆ ขยับนี่ก็รู้
นั่งอยู่ก็รู้ ..ให้มันชิน ให้มันชินกับสติกับกาย เจริญสติในกายให้มากๆ
เพราะฉะนั้นการที่เจริญสติในกายมากๆ
บ่อยๆ จนชำนาญดี มันจะแยก
มันจะเห็นเป็นสองอาการ ...มันจะเห็นเป็นสองอาการคือกายอันนึง
แล้วก็คนที่รู้กายอีกอันนึง เห็นมั้ย
โยม – เห็นเป็นบางครั้งน่ะค่ะ
พระอาจารย์ – นั่นแหละ เพราะเราสติมันอ่อน ...เจริญสติเยอะๆ เพื่อให้เห็นสองอาการนี่ชัดเจน เพราะนั้นเมื่อเห็นสองอาการนี่ชัดเจน
หมายความว่า กายเป็นอันนึง รู้เป็นอันนึง
เมื่อมันชัดเจนในรู้แล้วนี่ ให้พยายามน้อมกลับมาที่รู้ กลับมาที่รู้ ...แล้วก็กลับมาให้ตั้งอยู่ที่ตัวรู้
หยั่งลงที่รู้ ที่ดวงจิตที่รู้ที่เห็นอยู่นั่นน่ะ ... มันจะแก้หมดน่ะ แก้อาการเพ่ง แก้อาการหลงได้
เพราะถ้าเจริญสติยังไม่เป็น ยังไม่คล่องแคล่วนี่
มันก็จะติดเพ่ง เพ่งหาอะไรดู เพ่งหาอะไรกำหนด
ดูความคิดก็หลงไปในความคิด
ดูอารมณ์ก็หลงกับอารมณ์ ดูกายก็หลงในกาย ดูลมก็หลงลม อย่างนี้ มันเพ่งออกไปหมด
มันเพ่งออกไปข้างนอกหมด ...เพราะมันไม่มีฐาน ไม่มีฐานใจ
ฐานรู้
เพราะฉะนั้นการที่เจริญสติไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องเอาอะไร ไม่ต้องหาอะไรหรอก ... รู้เพื่อให้มันสังเกตเห็นสองอาการชัดเจน อาการนึงคือกาย...คือสิ่งที่ถูกรู้ อาการนึงคือรู้...คือใจรู้ใจเห็น
เมื่อมันเห็นสองอาการชัดเจนแล้วนี่ มันจะได้จับอาการใจได้ถูก
จับอาการผู้รู้หรือตรงที่รู้อยู่ที่มันอยู่ข้างหลัง แล้วก็หยั่ง...แล้วก็ต้องตั้งมั่นตรงนั้น
เพราะนั้นตัวสมาธิ... สัมมาสมาธิ หรือสมาธิจิตตั้งมั่นนี่ คือต้องมาตั้งมั่นที่ใจ ตั้งมั่นอยู่ที่รู้ ... มันไม่ได้ตั้งมั่นที่กาย
มันไม่ได้ตั้งมั่นที่อารมณ์ มันไม่ได้ตั้งมั่นกับทุกข์สุขอะไร ...แต่ให้มาตั้งอยู่ที่รู้
เพราะนั้นถ้าตั้งมั่นอยู่ที่รู้นี่มันจะแก้หมด มันก็ไม่ได้เพ่ง มันก็ไม่หลง ...อยู่ที่รู้ก็คือมันรวมลงอยู่ที่รู้นั่นแหละ
แต่คราวนี้ว่าถ้าสติเราไม่ค่อยถี่ถ้วน
หรือว่าไม่ค่อยเจริญสติบ่อยๆ เนืองๆ นี่ มันก็กำหนดสภาวะรู้ได้ไม่ค่อยชัดเจน
ใช่มั้ย ...พอไม่รู้มันก็กลายเป็นหารู้อีก...ว่ารู้อยู่ตรงไหน
เพราะนั้นเมื่อเริ่มหารู้ก็ต้องรู้อีก...ว่ากำลังหารู้ ... สติมันต้องเป็นอย่างนั้น...คือรู้ทันทุกอาการ
ก็แค่รู้ไป รู้ไปก่อน อะไรก็ตามเกิดขึ้น...รู้ๆๆ ไม่ต้องสนใจ
ไม่ต้องไปหารู้ ...จนมันชัดเจน
จนมันชัดเจนเองว่า...อ๋อ นี่รู้อยู่ รู้จริงๆ น่ะ รู้อันนี้ ... แล้วมันถึงจะจับรู้ได้ คือหมายความว่าสมาธิมันจะตั้งมั่นอยู่ที่ตรงจุดนั้น ... จากนั้นมาก็รักษาใจไว้
คือรักษาจิตผู้รู้ไว้ ความเป็นกลางก็อยู่ตรงนั้นน่ะ
ความเป็นกลางนี่ มันไม่ใช่ว่าไปทำให้มันกลาง ... ความเป็นกลางก็คือจิตก็คือใจรู้นั่นแหละ
ตัวรู้นั่นแหละคือตัวกลาง เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ที่รู้แล้วนี่ มันจะกลาง
ถ้าอยู่นอกรู้...ไม่กลาง
อยู่ที่อื่นออกไปนี่...ไม่กลาง
อยู่ที่คิด อยู่ที่หาเหตุหาผล อยู่ที่จะทำยังไงดี
อยู่ที่ถูกมั้ย ผิดมั้ย ใช่มั้ย ...มันไม่กลางแล้วแหละ ทำยังไงก็ไม่กลาง ...มันจะกลางได้ต้องตั้งมั่นลงที่ใจรู้เฉยๆ ใจที่มันรู้เปล่าๆ รู้อยู่ข้างใน
นั่นแหละ พอตั้งรู้อยู่ตรงนั้นปุ๊บ
อาการที่มันเห็น อาการที่มันได้ยิน
อาการที่มันรับ อาการที่มันปรากฏขึ้นภายในนี่ มันจะเป็นกลางโดยปกติของมันเอง
เมื่อมันอยู่ในลักษณะเป็นกลาง อยู่ที่ใจแล้ว เป็นกลางแล้วนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ผ่านไปผ่านมา เพื่อให้ใจนี่มันเรียนรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของขันธ์อีกทีนึง
ตั้งอยู่บ้าง มากขึ้นบ้าง น้อยลงบ้าง ดับไปบ้าง เกิดขึ้นเองบ้าง นะ ...มันก็เห็นตอนที่เป็นกลางนั้น
ไม่ต้องไปค้นไปหาไตรลักษณ์อะไรหรอก ... แค่อยู่ที่ใจ ตั้งมั่นอยู่ที่ใจรู้ใจเห็นนั่นแน่ะ
อาการมันก็แสดงความเป็นไตรลักษณ์เอง
ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ...อะไรจะเกิดก็ช่าง
อะไรจะดีก็ช่าง อะไรจะร้ายก็ช่าง รู้ไว้ อยู่ที่รู้ ตั้งมั่นอยู่ที่รู้ไว้ ...อย่าขยับ อย่าไปส่าย อย่าไปออกจากรู้ เมื่อมีอะไรปรากฏอยู่ข้างหน้ามัน
เนี่ย เขาเรียกว่าสัมมาสมาธิ กอปรกับสติ ที่มันจะตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ภายในกับสิ่งที่มันปรากฏ
คือขันธ์ คือผัสสะ
แต่ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นแล้วนี่
มันจะส่าย ... ใจมันจะส่าย
ส่ายออกไปเป็นจิตปรุงแต่ง ปรุงแต่งไปเรื่อย ให้ความเห็นไปเรื่อย
หาถูกหาผิดกับสิ่งนี้อยู่เรื่อย ...สงสัยกับมันอีก อะไรอีก ใช่มั้ย ถูกมั้ย ผิดมั้ย
จะทำยังไงกับมันดี จะแก้ดีมั้ย หรือจะปล่อยมันดี อย่างนี้ ... จิตมันปรุงแต่ง เพราะไม่ตั้งมั่น
ไม่มีสมาธิ
เพราะงั้นคำว่าสมาธินี่มันไม่ใช่นั่งหลับตาหรือว่าความสงบ
เข้าใจมั้ย สมาธิคือจิตตั้งมั่น
คือตั้งมั่นที่ใจ ตั้งมั่นอยู่ที่ผู้รู้ ตั้งมั่นอยู่ที่เห็นภายใน เข้าใจมั้ย
เพราะฉะนั้น ไอ้ที่ฝึกที่ว่ากำลังไม่พอๆ
แล้วจะไปทำความสงบอยู่น่ะ ...มันไม่เกี่ยวกันหรอก มันไม่เกี่ยวนะ เข้าใจไม่ถูกนะ
สงบคือสงบ
คือขณะนั้นมันระงับจากสุข จากทุกข์ จากความปรุงแต่ง นิวรณ์ระงับไป จิตก็เกิดความสงบ
แค่นั้นเอง จิตมันสงบชั่วคราวๆ ...ไม่เกี่ยวอ่ะ
โยม – มันไม่ได้ทำให้มีแรงขึ้น
พระอาจารย์ – แรงมันอยู่ที่ใจ...ใจที่ตั้งมั่น ใจนี่
คือตัวใจนี่มันสงบโดยธรรมชาติ เข้าใจมั้ย
เพราะฉะนั้นไอ้ตัวผู้รู้นี่
มันเป็นตัวที่เป็นธาตุรู้ ธาตุรู้นี่มันเป็นความสงบโดยตัวของมันเอง ... ไม่ต้องไปทำให้มันสงบ มันสงบในตัวของมันเอง
เข้าใจมั้ย
แต่ไอ้ความสงบที่เกิดจากจิตระงับความปรุงแต่งเนี่ย
เขาเรียกว่าจิตมันสงบ ... จิตสงบคือจิตมันไม่กวัดไม่แกว่ง ด้วยอุบาย มันก็หยุดอยู่ในที่อันนึง ... เหมือนกับเสือหมอบอ่ะ มันก็หมอบไว้ก่อน
คือถูกควบคุมไว้ด้วยอุบาย เช่นลมหายใจบ้าง ...มันก็ต้องอยู่ที่ลมหายใจ
ต้องอยู่ที่พุทโธ อย่างนี้ มันก็หมอบราบคาบไม่ไปไม่มา อาการนี้เรียกว่าจิตสงบ จิตไม่ไปไม่มา ...ชั่วคราวนะ
แต่พอเราทิ้งคำบริกรรม
หรือว่ามันหมดกำลังของมัน มันก็ออกไปเพ่นพ่านต่อ ...กำลังมันอยู่ตรงไหน ฮึ
มันจะได้กำลังตรงไหน
เพราะงั้น ถ้าอยากได้กำลังจากความสงบ...สงบเสือหมอบ จิตมันหมอบ
คือมันราบคาบ นี่ คือสงบ...แล้วใครรู้ว่าสงบ ...ต้องย้อนถอยกลับมาอีก เข้าใจมั้ย
ย้อนถอยกลับมาที่...ใครเป็นคนที่รู้ว่าสงบ
สงบมันก็เหมือนก้อนหินน่ะ
มันไม่มีชีวิตจิตใจหรอก ใช่รึเปล่า ...ดูดีๆ นะ สงบก็คือสงบ แต่ตัวที่รู้ว่าสงบมันมีอีกตัวนึง ...ต้องถอยกลับมาดูอย่างนั้น
เพราะนั้นไอ้ตัวที่รู้ว่าสงบ
ไอ้ตัวนั้นน่ะสงบจริง ...เป็นน้ำ น้ำเย็น เป็นน้ำใสน้ำเย็น นั่นน่ะคือธรรมชาติของใจ
สติ ที่เป็นสัมมาสติเท่านั้นแหละ
จึงจะเข้าถึงใจที่สงบ ...ไม่ได้ทำให้ใจสงบ แต่สัมมาสตินี่จะเข้าถึงใจที่สงบ
แต่ตอนนี้ว่าสติเขามี ระลึกขึ้นมาเพื่อให้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ แต่ว่าปัญญาอ่อน ...พอปัญญาอ่อน มันไม่สนใจในสิ่งที่รู้
มันกลับไปสนใจในสิ่งที่ถูกรู้ ...เพราะฉะนั้นสตินี่ก็เรียกว่าเป็นมิจฉาสติ ก็ยังไม่ใช่สัมมาสติ เข้าใจมั้ย
เพราะฉะนั้นถ้าจะพัฒนาสติให้เป็นสัมมาสติ
คือต้องกลับมาอยู่ที่รู้ ... เพราะหน้าที่ของสติ สัมมาสติ
หน้าที่ของมันคือกลับมาสู่ใจที่รู้ สู่ใจที่สงบ
เมื่อกลับมาตั้งอยู่ที่ใจที่สงบแล้ว ตรงนั้นน่ะ
มันจึงจะเกิดสัมมาสมาธิ ระงับจากความปรุงแต่ง...ด้วยตัวของมันเอง ...แต่ไม่ได้ห้ามความปรุงแต่ง
แต่ถ้าอยู่ที่จิตสงบนี่ มันจะห้ามความปรุงแต่ง
ใช่มั้ย ... ต่างกันนะ ... เพราะฉะนั้นถ้าห้ามความปรุงแต่งในลักษณะของทำให้จิตสงบนี่
เขาเรียกว่าเป็นสมถะ คือระงับ...ชั่วคราว
แต่ถ้ากลับมาเป็นสัมมาสมาธิ
ตั้งมั่นอยู่ที่ใจรู้ใจเห็น มันจะปรุง-ไม่ปรุง...ไม่สน ... แต่ตั้งมั่นอยู่ตรงนี้ ...แล้วด้วยปัญญาญาณ สังเกตเท่าทันอาการปรุงแต่งที่มันเกิด
ว่า...อ๋อ ปรุงอีกแล้วๆๆๆ ...ไม่ว่า แต่รู้ว่าปรุงอีกแล้วๆๆ ... เห็นมั้ย มันจะต่างกับสมถะนะ มันจะต่างกัน
เพราะฉะนั้น เมื่อมันกลับมาตั้งมั่นอยู่ที่รู้เฉยๆ
รู้อยู่ แล้วมันมีตัวที่เห็นอาการของจิตที่มันจะโลดแล่น
หรือกำลังจะโลดแล่นไป หรือโลดแล่นไปแล้วนี่ ...นั่นแหละ มันจะเห็นความเป็นไตรลักษณ์
ความไม่มีตัวไม่มีตนที่แท้จริง ความเกิดๆ ดับๆ ของจิต
มันก็จะศึกษาสำเหนียกอาการของขันธ์ที่มันเป็นอย่างนี้ ...เนี่ย ปัญญาจะเกิดอย่างนี้ คือเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของอาการของขันธ์ ... แล้วก็สุดท้ายก็ดับไป ไม่เห็นมีอะไรเลย
ก็ไม่ได้เอาอะไร ไม่ได้เพื่ออะไร
ไม่ได้เป็นอะไร ...แต่มันเห็นความเป็นจริงของอาการนี่ มันเป็นอย่างนี้
หมายความว่า
ตัวญาณทัสนะที่มันเห็นจากจิตที่มันตั้งมั่นดีแล้ว มันเห็นอะไร ... มันเห็นขันธ์เป็นไตรลักษณ์ เห็นขันธ์เป็นของไม่เที่ยง เห็นขันธ์เป็นของแปรปรวน
เห็นขันธ์เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ...มันเห็นของมันอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น จะสงบไปทำไม ... ถ้าไม่เข้าใจ แล้วก็ไปหาความสงบ
มันเอามาต้มแกงกินได้มั้ย ... คิดเอาเองแค่นั้นเองนะ ว่ามันสงบแล้วมันจะดีขึ้น
มันไม่ดีขึ้นหรอก ... มีแต่เลวลง โง่ลง รึเปล่า เพราะเขาบอกว่าทำแล้วดี ก็เชื่อเขาอีก โดนหลอกอีก เนี่ย อ่านตำราเอา คิดเอาเอง ก็ว่าใช่แระ ... ก็เลยตำหนิตัวเองว่าเนี่ย ขาดอันนั้น ขาดอันนี้ ...ก็เลยต้องวิ่งมาอยู่วัด เพื่อจะมาทำความสงบ
ดูดีๆ ... ใจนี่สงบอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำความสงบที่ใจ ใจเขาเป็นธาตุที่สงบ
เป็นธาตุนิ่งธาตุเย็น มันไม่หวั่น มันไม่ไหว มันไม่ติง ... นั่นแหละ มันมีความระงับในตัวของมันเองอยู่แล้ว ...ใจรู้น่ะ ดูดีๆ
สติมีไว้เพื่อการนี้ เพื่อระลึก..รู้ ระลึก..รู้
เข้าใจมั้ย นั่ง ..รู้ ยืน..รู้ ... ตอนแรกนี่ต้องรู้บ่อยๆ
มันจะได้จดจำสภาวะรู้ได้...ว่า อ๋อ นี่ตรงนี้รู้ รู้ๆๆ มันรู้อยู่ตรงนี้
ไม่รู้ตรงไหนอ่ะ
ตรงนี้...มันมีรู้อยู่ตรงนี้ มันมีรู้อยู่ทุกครั้งที่ระลึกขึ้นมา
มันรู้ แน่ะ ...มันก็รู้เหมือนเดิมใช่มั้ย มันก็รู้เท่าเก่าน่ะ มันรู้เฉยๆ น่ะ
เดี๋ยวก็หายไป ...ช่างหัวมัน รู้ใหม่
รู้อีก บ่อยๆ ... เพื่ออะไร ...เพื่อให้มันชัดเจน ว่า...อ๋อ มันรู้อยู่ตรงนี้ ข้างในนี่
แต่ไม่รู้ตรงไหน ...เวลาหยั่งจะได้หยั่งถูกที่ เพื่อให้เกิดความตั้งมั่นขึ้นภายใน
ให้ใจมันตั้ง ไม่ล้ม ไม่หายตายจากไป
จริงๆ ใจน่ะมันไม่หายหรอก ... ไอ้ที่มันหายเพราะมันถูกโมหะครอบ ความไม่รู้ครอบ
ความคิดครอบ ความสงสัยครอบ ความเผลอเพลินครอบ ... พอมีสติทีมันก็ตัดออกที...รู้ก็ปรากฏ พอสติหายปุ๊บโมหะครอบอีก
แต่รู้ไม่หาย เข้าใจมั้ย ...มันถูกบัง เหมือนเมฆบังพระอาทิตย์น่ะ ... ถ้าสติมาก สติต่อเนื่อง ท้องฟ้าก็แจ่มใส ... ถามว่าถ้าไม่มีสติ
มีเมฆปกคลุมปุ๊บ ถามว่าพระอาทิตย์หายมั้ย...ไม่หาย มีอยู่นะ แต่มองไม่เห็น
เหมือนใจ ที่ถูกปกปิด ปิดบัง
ด้วยความหลงลืมเผลอเพลิน ... หลงลืมเผลอเพลินพวกนี้คือโมหะ
ความคิดความปรุงความแต่งไปในขันธ์ ไปในเรื่องอดีตอนาคต เรื่องราวต่างๆ ภายในโลก ...พวกนี้เป็นจิตทะยานออกไปด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน พวกนี้เป็นเมฆหมอกบดบังใจหมด
หน้าที่ของสติเพื่อการนี้ ...เพื่อให้เห็นของสองสิ่งว่ามันมีอยู่ ใจก็มีอยู่แล้ว สิ่งที่ถูกรู้ก็มีอยู่แล้ว นี่ อาศัยสติบ่อย ๆ
เพราะฉะนั้นตัวสติเองก็ยังไม่เกิดปัญญา แต่มันเป็นอุปกรณ์แรกที่ทำให้เห็นใจกับขันธ์ เป็นคนละส่วนกัน
เห็นใจกับขันธ์คนละส่วนกันนี่ ก็เรียกว่ามันยังละยังวางอะไรไม่ได้หรอก
กิเลสก็ยังเท่าเดิม ความหลงก็เท่าเดิม
ความยึดมั่นถือมั่นก็ยังเท่าเดิม บอกให้
แต่มันเป็นเครื่องมือแรก...ในการที่จะทำให้สัมมาสมาธิตั้งมั่นขึ้น ...ญาณทัสนะหรือปัญญาญาณก็เกิดขึ้นตามมาอีกทีหนึ่ง นะ
เพราะฉะนั้น ตัวปัญญาจริงๆ
คือตัวที่เห็นขันธ์เป็นไตรลักษณ์ เห็นขันธ์เกิดดับเป็นธรรมดา
เห็นขันธ์เป็นแค่สิ่งหนึ่ง เห็นขันธ์เป็นแค่อะไรอย่างหนึ่ง
เห็นขันธ์เป็นแค่อะไรที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล...เกิดขึ้นเอง
ตั้งอยู่โดยเหตุปัจจัยของมันเอง แล้วก็ดับไปเมื่อหมดเหตุปัจจัย แค่นั้นเอง
ถ้ามันเห็นขันธ์ในลักษณะเช่นนี้บ่อยๆ
ผลจะเกิด … ผลคือความจางคลาย จางคลาย...จากความหมายมั่น
จากความยึดมั่นถือมั่น จากการเข้าไปครอบครองในทุกสิ่ง ...เบื้องต้นตั้งแต่กายขึ้นไป
มันจะจางคลายจากกายนี้ก่อน
รู้บ่อยๆ รู้กายบ่อยๆ ...ไม่ได้เอาอะไรหรอก
รู้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้มันเป็นนิสัย ...จากนั้นก็แยบคาย
สังเกต ในขณะที่รู้แต่ละครั้ง มันมีอะไรเกิดขึ้นตรงนั้น ...แยบคายลงไป
โยนิโสมนสิการ คือแยบคายในของสองสิ่ง ...ขณะที่รู้ ขณะที่ปัจจุบันรู้นั้น มันมีอะไรในขณะที่รู้นั้น ...มันก็จะเห็น มันมีแค่สองอย่าง...ในขณะที่รู้จริงๆ รู้ตรงๆ น่ะ
เช่นตอนนี้ ขยับอันนึง...รู้อันนึง ได้ยินอันนึง...รู้อันนึง เห็นมั้ย ตรงหน้ามันจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้ามีสติ...มันจะต้องเห็นเป็นของสองสิ่ง ...เอาแค่นั้นก่อน
(ต่อแทร็ก 6/9 ช่วง 2)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น