พระอาจารย์
6/11 (541231C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2554
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แบ่งโพสต์เป็นสองช่วงค่ะ)
พระอาจารย์ – ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก ...รู้อย่างเดียว ไม่ต้องหา พอหาก็รู้ว่าหา อยากก็รู้ว่าอยาก
สงสัยก็รู้ว่าสงสัย กลัวก็รู้ว่ากลัว กังวลก็รู้ว่ากังวล คิดก็รู้ว่าคิด ...รู้อย่างเดียว ไม่ต้องทำอะไรน่ะ
รู้อย่างเดียว ...ช่างหัวขันธ์ ช่างหัวมัน ...
ช่างหัวมัน มันก็คือขันธ์ ขันธ์ก็คือมัน ...ช่างหัวมัน
ถ้าว่าช่างหัวมันแล้วก็อย่าไปหามัน ...อย่าไปหามัน
แล้วก็อย่าไปปลูกต้นมัน อย่าไปปลูกมัน ...ก็ให้ช่างมัน ทิ้งมัน ปล่อยมัน ไม่เอามัน ละมัน
วางมัน ... ทั้งหมดน่ะคือมัน
อย่าไปหามัน
อย่าไปเห็นมัน อย่าไปดูมัน อย่าไปกังวลกับมัน อย่าไปเอาจริงเอาจังอะไรกับมัน
อย่าเอามันมาเป็นธุระ อย่าไปแบกมัน อย่าไปหาบมัน เห็นมั้ย มันทั้งนั้นแหละ ก็เลยบอกว่าวิธีการคือ...ช่างหัวมัน
ถ้าอยู่ในมรรคนะ...ช่างหัวมัน
ทิ้งหัวมัน ทิ้งมัน วางมัน ปล่อยมัน ละมัน ไม่เอามัน ไม่หามัน
ดูสิว่าใจของเรา จิตของเราตอนนี้ มันทำในแง่ไหนล่ะ ... มันทำในแง่ที่ว่า...กูจะเอากับมัน กูจะหามัน กูจะรักษามันไว้ กูจะทำให้มันมันมากขึ้น
... นี่ มันตรงข้ามกันเลยรึเปล่า
ถ้ามรรคนี่...ช่างหัวมัน ทิ้งมัน วางมัน
ปล่อยมัน ไม่เอามัน ละมัน ไม่แบกมัน จนถึงว่าไม่หามัน ...เอาให้หัวมันนี่เต็มโลกไปเลย ...ทิ้งมัน
หู้ย แต่ตอนนี้มันมีแต่คนขุดหาหัวมัน
ขุดไม่เจอยังปลูกอีก เอ้า กลัวไม่อิ่ม หือ ... มันกลัวไม่อิ่ม มันกลัวไม่อร่อย
ไอ้คนนึงไปขุดได้นี่ หูย โชว์...ได้หัวมันก้อนเท่านี้ ไอ้เราได้ก้อนนี้...อุ้ย อาย มันเทียบกันไม่ติดเลย เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำไมมึงได้หัวมันเยอะกว่ากู หัวมันกูนิดเดียว
ใครได้หัวใหญ่ก็แบกหนักหน่อยนะ
ใครได้หัวเล็กก็แบกน้อยหน่อย แต่มันมีความกระสัน
ทะเยอทะยาน อยาก ...เอาเขามาเปรียบเทียบน่ะ เมื่อไหร่จะได้มันเท่าเขาวะ
ดูเขาเดินแบกหราๆ เลย หน้าเขาบานเป็นเท่าหัวมันนั้นเลย ...แต่ว่าเหงื่อนี่ซ่กเลยนะ มันไม่เห็นหรอก
มีแต่ครูบาอาจารย์น่ะเห็น
ไอ้คนแบกหัวมันกับไอ้คนขุดหัวมันนี่มันไม่รู้เรื่องหรอก
ต่างคนต่างขุด ต่างคนต่างแบก อื้อ มันทำงานนี่กันเป็นกิจวัตรเลย ...แล้วก็แบกมันมารายงานอาจารย์ “อาจารย์ ผมได้หัวมันเท่านี่แน่ะ”
เหรอ...อาจารย์ก็ตาตื่น เนี่ย ลูกศิษย์กู (หัวเราะ) ... “กูสั่งให้มึงแบกเหรอ
กูสั่งให้มึงทิ้งหัวมัน ช่างหัวมัน มึงเสือกแบกมันมาอวดกูซะอีก จะเอามาทำซากทำไม
หือ นู่น เอาไปทิ้งในป่านั่นไป๊”
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เอาอะไรนะ...แค่รู้มัน เห็นมัน เข้าใจมัน...แล้วก็ละมัน ...นะ
กิเลสความอยากได้ อยากมี อยากเป็น...ก็ละมัน กิเลสอวดเนื้ออวดตัว...ก็ละมัน ขี้อวด ขี้โอ่ อยากดีอยากเด่น...ละมัน
ไม่ได้สอนสนับสนุนให้เอาอะไรเลยน่ะ เพราะนิพพาน...อนุญาตได้แค่ใจดวงเดียวเท่านั้น อย่าว่าแต่หัวมันเลย
แค่เปลือกที่ห่อหุ้มใจอยู่ ยังเข้าไม่ได้เลย ...แค่อาสวะเยื่อใยบางจนแทบเสมือนเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับใจนี่...ยังเข้าไม่ถึงเลยนิพพาน
นี่พ่อเล่นแบกมันเป็นกุรุสนะ
มันคิดว่าจะเข้านิพพานได้มั้ง หรือจะเอาไปกินชาติหน้า ... อื้อ นี่พอได้อยู่
เอาไว้เป็นเสบียงชาติหน้าได้น่ะ...บุญ-บาปนี่ นี่คือบุญ-บาปนะ นี่คือบารมีนะ ... แต่ถ้าใช้จนโง่งมงาย ก็จะติดบุญ ติดบาป ติดบารมี
ถ้าผู้มีปัญญา ฉลาดแล้ว
มองแล้วว่าไม่มีค่า...เห็นว่ามันไม่มีค่าแล้ว มีโทษมากกว่าคุณ ทำให้ติดข้องมากกว่าการที่จะหลุด ปล่อยออก ... เพราะเห็นว่าเป็นเครื่องหน่วงรั้ง
เป็นเครื่องหน่วงเหนี่ยว ก็ละได้โดยไม่ใยดี จึงเรียกว่าอนาลโย...ไม่หวนคืน
เสียดายมั้ย ...ไม่เสียดาย ไม่หวนคืน
ไม่เอากลับอีก ทิ้งแล้วทิ้งเลย ... ใครจะมาเสนอให้เอาใหม่
ใครจะมาบอกว่า อันนั้นดีกว่า อันนี้ดีกว่า แล้วก็ทำอย่างนี้จะได้ของที่ดีกว่า ...ไม่เอาเลย รู้อย่างเดียว เหลือแค่รู้อันเดียว เหลือแค่รู้ล้วนๆ
นอกนั้นไม่สน
ไม่ไปคา ไม่ไปข้อง ไม่ไปติด ไม่ไปขุดค้น ไม่ไปครอบครอง ไม่ไปแบก ไม่ไปหาม
ไม่ไปเป็นเงื่อนเป็นปมกับตรงอะไรเลย นั่นแหละรู้ล้วนๆ
…ขนาดเหลือแต่รู้ล้วนๆ ยังไม่รอดเลย บอกให้
ยังต้องมะงุมมะงาหรากับตัวของมันเองอีก
ไอ้พวกเราเบื้องต้นนี่ ใจอยู่ไหนก็ยังไม่รู้ ...ไอ้อยากหาธรรมข้างหน้าก็อยากหา...แต่ก็ยังไม่เห็น ไอ้ใจอยู่ไหน บอกให้อยู่ที่ใจ
ใจกูอยู่ไหนกูก็ยังไม่รู้เลย ... ธรรมท่านบอกให้ละ ไม่ให้ทำอะไร ก็ว่า “แล้วกูจะได้อะไรๆ” นี่ เลยกลายเป็นของยากไปทั้งสองอย่างเลย
เพราะนั้นตัดปัญหา ไม่สนใจ
รู้อย่างเดียว รู้โง่ๆ ... รู้โง่ๆ นั่ง-รู้ ยืน-รู้ อะไรก็รู้ไว้ก่อน ถามตัวเอง...รู้มั้ย ถามบ่อยๆ...รู้มั้ย รู้อยู่รึเปล่า... แล้วก็รู้ซะ...ว่าสภาวการณ์ตรงนั้นเป็นยังไง เห็นอะไร ได้ยินอะไร มีความรู้สึกอย่างไร
กายอยู่ท่าไหน นั่นน่ะ รู้มั้ย ให้รู้แค่นั้น...พอแล้ว
เตือนตัวเองให้กลับมารู้แค่นั้น...พอแล้ว ... นอกนี้ไป...มันจะเสนอแนะอะไรขึ้นมาเป็นจิตสังขาร ด้วยความอยาก
ความทะเยอทะยานใดๆ ก็ตาม...ไม่เอา ต้องหัวแข็ง ทวนมัน ...เอาแค่นี้ รู้แค่นี้
เท่าที่ตาเห็น เท่าที่หูได้ยิน เท่าที่อากาศสัมผัสเดี๋ยวนี้ อุณหภูมิขณะนี้
มันรู้สึกยังไง เย็นร้อนอ่อนแข็งยังไง ...รู้เท่านี้
กายอยู่ในท่าไหน...รู้ท่านั้น ไม่ต้องคิดถึงกายข้างหน้า-กายข้างหลังแล้ว 'เดี๋ยวเราจะไปไหน เดี๋ยวเราจะทำอะไร' นั่น ข้างหน้า...ไม่เอา เอากายนี้
เอากายนี้กายเดียว กายอื่นไม่เอา ไม่เอาคนอื่นมาเป็นความคิด
ความว่าเรื่องคนนั้น เรื่องคนนี้...ไม่เอา ...เอากายนี้กายเดียว
นั่น
เอาให้มันเด็ดลงในปัจจุบัน รวมลงเป็นหนึ่งในปัจจุบัน ...เตือนสติตัวเอง เตือนไว้บ่อยๆ
พอมันเริ่มค้น เริ่มหา
เริ่มลังเล เริ่มสงสัย ในธรรมที่ยังไม่ปรากฏ ...ไม่เอา ไม่หาแล้ว ไม่มีประโยชน์
เสียประโยชน์ เสียเวลา ...กลับมาอยู่ตรงนี้ รู้ตรงนี้พอแล้ว รู้ที่นี้พอแล้ว
รู้เดี๋ยวนี้พอแล้ว ...เท่าที่เดี๋ยวนี้มันมี
นั่นแหละเป็นธรรมทั้งแท่งเลย
เป็นธรรมล้วนๆ เลย ธรรมอยู่ต่อหน้าต่อตา ... อย่าไปเชื่อมัน
จิตสังขารน่ะ จิตที่มันเกิดจากความปรุงแต่งน่ะ
คือออกมาจากความไม่รู้ทั้งสิ้นน่ะแหละ มันจะบังคับ
มันจะเสนอให้เราไปหานั่นทำนี่อยู่เรื่อยน่ะ
มันจะให้หาธรรมอันนั้น หาธรรมอันนี้ ทั้ง ทำ...ท-อำ ทำ และธ-ร-ร-ม...ธรรม มันหาสองธรรมนี่แหละ ทำไปเรื่อย
เพื่อให้ได้ธรรมที่ดีกว่า ถึงดีที่สุด ...มันไม่มีหรอก ไม่มีเจอหรอก ถ้าจะเจอต้องเจอตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ... เพราะนี่คือสัจธรรม
เป็นธรรมตามจริง
ร้อนจริง แข็งจริง ปวดจริง นี่
มันจริงนะ มันปรากฏอยู่ตรงนี้ ... ข้างหน้าเป็นไง...ไม่รู้ไม่สน ดูตรงนี้ รู้ตรงนี้
รู้ที่นี่ ที่เดียว ...ให้มันสั้นลงอยู่แค่นี้แหละ หดลงมา
ให้มันเหลือแค่ขณะปัจจุบันเท่านั้น รวมลงให้ได้
ไม่ได้ก็ต้องได้ ...เพราะนี่คือต้นธรรม
ต้นทางธรรม ต้นองค์มรรค ... ถ้าไม่เดินเริ่มต้นจากต้นแล้วนี่
จะไปหาปลายไม่เจอหรอก ผิดทาง ไม่ใช่ปลาย ... ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาเริ่มก็จะเอาปลายเลย...ไม่ได้
หรือเริ่มแล้วก็จะเอาตรงกลางทางเลย...ไม่ได้
ต้องเริ่มต้นที่นี่
ระหว่างเดินก็เดินอยู่ที่นี่ แล้วสุดท้ายที่สุดสายปลายทางก็อยู่ที่นี่ เข้าใจมั้ย
ไม่มีที่อื่นเลย
การปฏิบัติมันสั้นนิดเดียว ...ไอ้ที่มันยากเยอะแยะเพราะมันทำตามจิตปรุงแต่ง
ทำตามความจำได้ ทำตามความคาดคะเน ทำตามความเชื่อ ...ผลมันเลยได้ไม่เสมอกัน
ไม่เห็นธรรมอันเดียวกัน เห็นธรรมคนละแบบ
เพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากความปรุง
เป็นธรรมที่เรียกว่าสังเคราะห์ขึ้นด้วยตัณหาอุปาทาน ...เพราะนั้นธรรมนั้นจึงแปรปรวน
คลาดเคลื่อน เป็นยังไงก็ได้ ...ไม่จริง ไม่ตรง เทียม ปลอม ธรรมปลอมๆ
แต่ธรรมเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้น่ะจริง...เป็นธรรมดา ... ถ้าธรรมจริงน่ะเป็นธรรมดา ไม่มีสีสัน
ไม่แต่งแต้ม ไม่มีอะไรแต่งแต้มเจือปน ...เพียว(pure)
นั่งก็นั่งเพียวๆ รู้จักนั่งเพียวๆ
มั้ย...ไม่มี "เรา" ในนั่ง สุดท้ายไม่มีแม้กระทั่งนั่ง ...นั่นน่ะเพียว เป็นอะไรที่ไม่มีคำพูด เป็นอะไรที่ไม่มีภาษา
เป็นอะไรที่ไม่มีสมมุติ เป็นอะไรที่ไม่มีบัญญัติ...นั่นน่ะเพียว
แล้วพวกเราอยู่กับธรรมเพียวๆ มั้ย ... เพราะมันอดไม่ได้ที่จะแต่งแต้มเติมสีสันวรรณะ
สถานะ ความน่าจะมี ความน่าจะเป็น นั่นแหละ มันแต้ม จิตไม่รู้นี่มันคอยเข้าไปแต้ม
เอาสมมุติไปแต้มบ้าง เอาทิฏฐิไปแต้มบ้าง ...มันจึงคลาดเคลื่อนจากธรรมเพียวๆ
หรือธรรมบริสุทธิ์
เพราะนั้นกายตรงนี้ก็คือกายธรรม ...ถ้าเรารู้ตรงๆ
รู้แบบไม่ต้องไปหือหาอืออา เอะอะมะเทิ่งอะไรกับมัน มันก็จะเห็นกายตรงๆ เลย
มันจะตรงเข้าไปเรื่อยๆ ลงที่กายอันเดียว...ที่เป็นกายล้วนๆ ที่ไม่ใช่กาย
กายก็เหลือเป็นกายที่ไม่ใช่กาย
เป็นอะไรอย่างหนึ่ง ไม่มีภาษา จริงๆ นั่นแหละธรรม ...มันก็เห็นธรรมตามจริง เพราะนั้นไอ้ตัวที่เห็นธรรมตามจริงที่สุด คือที่ไม่มีอะไรออกมาในความหมาย ความเห็นในตัวของมันเลย
ใจที่มันเห็นสภาพธรรมตรงนี้ เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ ... ที่ท่านเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
ที่ท่านบอกว่าสัมมาทิฏฐิ คือรู้ชอบเห็นชอบ ใช่มั้ย เพราะนั้นความเห็นนี้จึงเป็นความเห็นที่ชอบที่สุด จึงเรียกว่าสัมมาทิฏฐิ
เพราะมันเห็นธรรมตรงๆ เลย
ไอ้ที่เราเห็นว่า "เรานั่ง" นี่
ยังเห็นไม่ชอบ ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ว่าเรานั่ง
เห็นว่านั่งบ่ดาย นั่งซื่อๆ แล้วก็รู้อยู่ ...ก็เริ่มสัมมานิดๆ
แต่ยังไม่เป็นสัมมาทิฏฐิที่สุด เพราะมันยังมี “นั่ง” อยู่ เข้าใจมั้ย ...กายนี้ไม่ใช่นั่ง ยังไม่ใช่นั่งโดยตรง
พอมันลบบัญญัติลบสมมุติออก
ทะลุเข้าไปถึงกายตรงๆ ที่ไม่มีภาษา ไม่มีความหมาย ไม่มีคำว่าสัตว์บุคคลชายหญิงปั๊บ
สัมมาทิฏฐิปรากฏ แล้วอาศัยที่ใจดวงนี้รู้เห็นสัมมาทิฏฐิต่อเนื่องไป บ่อยๆ จนต่อเนื่อง
จนไม่แปรปรวน จนไม่คลาดเคลื่อนจากธรรม
ตรงนี้ จึงจะเป็นสมุจเฉท ...สมุจเฉท
คือประหารความเห็นผิดที่เคลื่อนออกมาจากธรรมนี้
เข้าใจคำว่า “ธรรมนี้” มั้ย ...คือถ้าเคลื่อนออกจากธรรมนี้ ก็เป็นธรรมนั้น
ธรรมโน้น คือธรรมที่เกิดเนื่องด้วยความเห็นผิด
ธรรมที่เกิดเนื่องด้วยความอยาก ธรรมที่เนื่องออกมาด้วยความเห็นใดความเห็นหนึ่ง ...ไม่ใช่ธรรมนี้
ถ้าเคลื่อนออกจากธรรมนี้ปุ๊บ
มันเคลื่อนเลย เป็นธรรมที่ถูกอำนาจของความไม่รู้เข้ามาสังเคราะห์สอดแทรกปรุงแต่ง
เคลื่อนจากความเป็นจริงเลย ...มันจะมีผลพวงตามมา คือมันจะมีแอบความยึดมั่นถือมั่นนิดๆ
ออกมานิดนึง คือมีความเศร้าหมองออกมานิดนึง
ถ้ายังไม่รู้อีกนะ
ยังขยันปรุงขยันแต่งออกไปนะ อุปาทานยิ่งหนาแน่นขึ้น ความเศร้าหมองขุ่นมัวในธรรมยิ่งมากขึ้น
ยิ่งมืดขึ้นไปตามลำดับ เข้าใจมั้ย ... เพราะนั้นยิ่งค้นยิ่งหาเท่าไหร่ ยิ่งไกล
ยิ่งออกห่างธรรม ไม่ได้ใกล้ธรรมเลย
ไอ้รู้โง่ๆ รู้แบบไม่เห็นอะไร
ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่มีความหมายใดๆ ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเลย ...นั่นแหละรู้มันเข้าไป
เพราะมันเป็นแค่อาการใดอาการหนึ่ง ...ไม่อย่างนั้นท่านไม่พูดว่าสักแต่ว่ากาย เห็นกาย...สักแต่ว่ากาย เข้าใจมั้ย มหาสตินี่ จิตสักแต่ว่าจิต ธรรมสักแต่ว่าธรรม เวทนาสักแต่ว่าเวทนา
เมื่อใดที่เห็นกายเป็นสักแต่ว่านี่
มันไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าหญิง-ชายเลย ไม่ต้องพูดว่าสวย-ไม่สวยเลย มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรทั้งสิ้น ...เพราะว่าโดยความเป็นจริงมันไม่ได้ว่าอะไรสักอย่าง
เพราะนั้นเมื่อใดที่เห็นกายสักแต่ว่ากาย
หมายความว่าขณะนั้นเข้าไปถึงภาวะที่เรียกว่า กายวิเวก และผู้ที่เข้าไปเห็นกายวิเวกนั้น ก็คือจิตวิเวก เข้าใจมั้ย ... เคยได้ยินมั้ย มันมีสามวิเวกน่ะ กายวิเวก จิตวิเวก แล้วก็อุปธิวิเวก
นั่นคือปัญญา เห็นด้วยปัญญาล้วนๆ
ก็อาศัยที่กายวิเวก จิตวิเวก บ่อยๆ ... รู้เฉยๆ จิตวิเวก คือใจรู้ ดวงจิตผู้รู้...รู้เฉยๆ
ไม่มีความปรุงแต่งต่อขันธ์ที่ปรากฏ ไม่เข้าไปปรุงแต่งกับขันธ์ที่ปรากฏ มันปรากฏยังไง...รู้ยังงั้น
คิดก็ช่าง สุขก็ช่าง ทุกข์ก็ช่าง มันปรากฏเป็นยังไง...แค่นั้น ไม่ไปปรุงต่อกับมัน นี่เขาเรียกว่ากายวิเวกกับจิตวิเวก อยู่แค่นั้นน่ะ ...มันมากขึ้นก็มาก
น้อยก็น้อย จนกว่ามันจะดับไปเอง ตามธรรมอันควร ...สมควรแก่ธรรม
พอมันดับปุ๊บ จิตวิเวกดับ
รู้นั้นก็ดับ พร้อมกับขันธ์ที่ดับ เข้าใจมั้ย ...นั่นแหละมันจึงเข้าสู่ที่เรียกว่าปริสุทธิ วิเวกที่สุด คือใจมันเห็นความไม่มีอะไรในของสองสิ่ง คือเห็นความเป็นอนัตตา...ทั้งขันธ์และใจ
ใจรู้ ผู้รู้ ...ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลในทั้งสองสิ่ง
ก็รู้เห็นอยู่เสมอ ด้วยความพากเพียร
ไม่ออกนอกนี้ ... เพราะนั้นถ้าออกนอกนี้
ตกองค์มรรคแล้ว อย่าไปงมงาย
อย่าไปงมหาอะไรอยู่กับมัน อย่าไปหาธรรมในความมืด ...ไม่มีหรอก
ให้มันแจ้งอยู่เดี๋ยวนี้ …มันไม่มีอะไรตรงเดี๋ยวนี้ด้วย บอกให้ เพราะตัวมันก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว ... ไอ้ที่ว่ามีว่าเป็นน่ะ มันว่าเอาเองด้วยจิตปรุงแต่ง...จำ กับปรุง กับคิด แค่นั้นแหละ ก็มีความเห็นขึ้นมา ...แต่ถ้ารู้เฉยๆ กับมัน มันก็ไม่ได้ว่าอะไร
ดีก็ไม่ว่า ร้ายก็ไม่ว่า เป็นใครก็ไม่ว่า
ของใครก็ไม่ว่า
รู้ไปตรงๆ รู้แบบโง่ๆ
รู้แบบไม่มีความเห็นกับมัน ไม่เดือดร้อนกับมัน...เรื่องของมึง ... นี่ เขาเรียกว่ารู้แบบ “ช่างหัวมัน”
ไม่ใช่คอยแต่จะเอาอะไรกับมัน จะหาอะไรกับมัน หือ ... จะเอามาทำพันธุ์รึไง
จะเอามาต้มแกงกินรึไง จะเอามาแพร่เชื้อรึไง หรือจะเอามาเก็บไว้กินในภายภาคหน้า...ไม่เอ๊า
ช่างหัวมัน...ดูแบบช่างหัวมัน
ไม่เอาอะไรกับมัน ... เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของใคร
เป็นเรื่องของขันธ์ ... ขันธ์ก็เรื่องของขันธ์ ไม่ใช่เรื่องของใครน่ะ ...ดินก็เป็นดิน น้ำก็เป็นน้ำ ลมก็เป็นลม เนี่ย
ต่อไปมันไม่มีใครนั่ง
ไม่มีใครเดินแล้ว ...สบาย พอจะตายก็...ไม่มีใครตาย ... ไอ้ที่มันกลัวตาย เพราะกลัว “เรา” ตาย
พอดูไปดูมา เอ้ย ใครตาย ... ไม่มีใครตาย มีแต่ดินตาย ลมตาย ไฟตาย อากาศตาย
อากาศแตก ดินแตก ไม่เห็นมีใครตาย ... มันจะไปทุกข์อะไร
(ต่อแทร็ก 6/11 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น