พระอาจารย์
6/10 (541231B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
31 ธันวาคม 2554
พระอาจารย์ – ทั้งหมดนี่ การภาวนาทั้งหมดนี่
สำคัญที่สุดคือใจ ... เป็นการภาวนาเพื่อให้กลับมาสู่ใจดวงเดียวเท่านั้น อย่างอื่นไม่สำคัญเลย
ถ้าโยมคิดว่าความสงบสำคัญ
โยมก็จะทิ้งใจ ไม่สนใจในการจะใส่ใจ ตั้งใจ รักษาใจ อยู่ที่ใจ ... เห็นมั้ย
มันจะไปตั้งใจ ใส่ใจ อยู่ที่สงบ
ทั้งๆ ที่ท่านบอกว่าทั้งหมดมันเรื่องของใจล้วนๆ
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จที่ใจ ใช่มั้ย ...พระพุทธเจ้าพูดนะ
เราไม่ได้พูด เราจำพระพุทธเจ้ามาพูด
ก็ยังมาบอกอีกว่าความสงบ
ต้องทำความสงบก่อน ... แล้วถ้าชาตินี้มันไม่สงบ...จะทำยังไง
แล้วถ้าชาตินี้สงบแล้วมันไม่พอกับที่เราต้องการให้มันสงบ...จะทำยังไง
... ก็ไปรอภาวนาเอาชาติหน้าล่ะกัน ใช่มั้ย
ถ้าชาตินี้พิจารณาแล้วไม่เห็นอสุภะ แล้วกูจะทำยังไงต่อวะนี่ เขาบอกว่าต้องเห็นอสุภะก่อนถึงละกายได้ ก็ดู ดู๊ ดู ดูแล้วดูอีก มันก็ไม่เป็นกระดูก
ก็ยังเต็มอยู่อย่างนี้ จะทำยังไง แปลว่าไม่มีวาสนาบารมีพอมั้ง... นี่
มันนึกเอาเองอีกต่างหาก
บอกแล้วว่าทุกอย่างสำเร็จที่ใจ...ใจเป็นใหญ่ ยังให้ความสำคัญกับอย่างอื่นจนลืมใจน่ะ ...เหมือนเซลแมนเขามาขายของ
เขาก็โอ้อวดโฆษณาสรรพคุณของน่ะ ...เราก็หลงไปตามคำโอ้อวดแอบอ้างต่างๆ นานา
มันเอายาหม่องมาขายแล้วก็บอกว่า "นี่
แก้มะเร็งได้นะ ต้องทาเยอะๆ ให้มันร้อนเข้าไปถึงเชื้อมะเร็งเลย รับรอง มะเร็งตาย" ตานี่แหกตื่นเลย เชื่อหมดเลย อีกคนนึงบอกว่า "ของผมดีกว่า ของผมเคาน์เตอร์เพน แรงแบบเย็นๆ นี่ ไอ้นี้ซึมเข้าถึงเนื้อเร็วกว่า
ยาหม่องมันร้อนข้างนอก ไม่ถึงหรอก"
เนี่ย สำคัญกว่าใจทั้งสิ้นเลยนะนี่
เก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย ... พระพุทธเจ้าพูดอยู่เต็มๆ ว่าใจเป็นใหญ่ ใจนี่เป็นใหญ่นะ ... ถ้าพูดว่าใจนี้เป็นใหญ่ มันจะมีอะไรใหญ่กว่าใจ
มันจะมีอะไรสำคัญกว่าใจ
แต่พอเขาพูดอะไร เขาแนะอะไร เราอ่านอะไร
เราวิเคราะห์ความเห็นอะไรมานี่ ... ทุกอย่างสำคัญกว่าใจทันทีเลย
พร้อมที่จะทิ้งใจ...เพื่อไปหาอะไรมาก่อน
โดยข้ออ้างของมันว่า “ถ้าไม่มีสงบ
ก็ไม่เห็นใจสิ” อื้อ “ถ้าไม่มีปัญญารู้อย่างนั้นอย่างนี้ก่อน มันก็ไม่ถึงใจสิ”
นั่น ข้ออ้าง ...มันก็เลยไปยึดมั่นถือมั่นในอุบายว่านี่คือหลัก
หลักคือหลัก อุบายคืออุบาย ... หลักมีอยู่แล้ว ใจก็มีอยู่ตลอด อย่างที่เราพูดตอนแรกน่ะ ...แต่ถ้าไม่ตั้งใจค้นหาลงที่ใจเลยตรงๆ
มันก็ไปกังวลอยู่กับฟ้าฝนดินน้ำอากาศ ...ขี่ม้ารอบเมืองอยู่นั่นน่ะ
แม่ทัพสั่งให้ตีก็กลัวตาย กลัวไม่ชนะ ...ก็แม่ทัพบอกแล้วว่าตีได้ ตีเลย มันดันเก่งกว่าแม่ทัพอีกนะ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายนี่
พวกไพร่ทหารเลว มัวแต่พิจารณาว่าเอาเอง “แม่ทัพสั่งตี เราดูแล้ว มันตีไม่ได้หรอก
ต้องดูไปก่อน ต้องหาช่องตอนที่มันเผลอ และช่องตรงไหนที่มันผุๆ พังๆ กูจะตีตรงนั้น”
แต่กูก็วนมาหลายชาติแล้ว กูยังหาช่องไม่เจอสักที (หัวเราะกัน) ...ก็แม่ทัพสั่งว่า ตีๆๆ ตรงไหนก็เหอะ...ตีเข้าไป เข้าใจรึเปล่า
คือรู้ตรงไหน
ระลึกขึ้นได้...รู้ตรงนั้น เออ เป็นปัจจุบันไหนก็ปัจจุบันนั้นน่ะ ตีมันเข้าไป ...เอากายเป็นปัจจุบัน หลงออกไปๆ ก็รู้ลงที่กายๆ มันก็อยู่ตรงนั้นแล้ว...รู้น่ะ ...ไม่ชนะก็ตีซ้ำตีซากมันลงไป แน่ะ
ภาวิตา พาหุลีกตา...บ่อยๆ เนืองๆ เป็นนิจ
แต่เดี๋ยวๆ มันก็จะถอยอีกแล้ว พวกไอ้เสือถอยๆ ดูท่าทีมันก่อน ...ยังไม่เห็นอะไรเลย กำแพงก็ยังไม่พังเลย ถอยๆๆ อีกแล้ว เดี๋ยวเดินรอบค่ายรอบเมืองต่ออีกสักสามรอบก่อน เนี่ย ...มันเป็นอย่างนั้น
มันไม่ซ้ำลงไปนี่...ดูซิ กำแพงมันจะหนาซักเท่าไหร่
ตีมันซ้ำซากลงไปน่ะ ...รู้ซ้ำรู้ซากลงไป กับไอ้ที่มันหลง เผลอ เพลิน
หรือจะแสวงหาด้วยอำนาจตัณหาอุปาทาน ที่มันคาด มันเดาเอาว่า
เวลานั้นเวลานี้ ยังงั้นยังงี้...จะเหนือกว่า
จะถูกกว่า
มันยังไม่มีอะไรถูกกว่าหรอก
มันเป็นแค่ความปรุงขึ้นมา ...เป็นแค่ตัณหามันพาท่องโลกท่องจักรวาลอยู่
ที่ขี่ม้ารอบเมืองนี่ อำนาจของตัณหาทั้งนั้นแหละ... ความอยาก ความเพอร์เฟ็ค จะให้สมบูรณ์ จะให้ดีที่สุด จะให้เร็วที่สุด
ไม่ผิดพลาดเพี้ยนเลย ...คือแบบกะว่าตีทีเดียว แล้วกูเข้ายึดเมืองได้เลยน่ะ
ตรงร่องตรงช่องเลย ...ก็บอกแล้วว่า เดินมาหลายชาติแล้ว
มันยังไม่เจอช่องนั้นเลยน่ะ
ครูบาอาจารย์เหมือนแม่ทัพ
มีแม่ทัพหลวงคือพระพุทธเจ้า ก็บอก ตีๆๆๆ ... มันก็เงอะๆ งะๆ หงึๆ หงะๆ ... มันไม่ทำ มันไม่ทำจริงๆ ไม่รู้จริงๆ ...มัวแต่รู้เล่นๆ รู้ปลอมๆ รู้ไปเรื่อย หาไปเรื่อย รู้ไปเรื่อยก็หาไปเรื่อย ... อื๋อ ของมีก็รู้ลงไป อะไรก็ได้ ก็รู้ลงไป อะไรเดี๋ยวนี้
อะไรก็ช่าง
เพราะไม่ได้เอาความหมายในสิ่งที่ถูกรู้ แต่ต้องการรู้ ...แม่ทัพของมันน่ะคือรู้ มันแสดงตัวอยู่ตลอด ต้องตีตรงนั้น
แล้วก็จับตัวจับหัวแม่ทัพมันไว้ ... จับมันทำไม จับมัน...เพราะมันจะเป็นตัวสั่งการ
สั่งให้ลูกน้องทำงาน “เฮ้ย มึงไปปล้น มึงไปจี้ มึงไปตี มึงไปเผาเมือง
มึงไปขโมยเขามา มึงไปฆ่ามันให้หมด”
มันสั่งการ...แม่ทัพนี่ สั่งอะไร...สั่งจิตสังขาร ความปรุงแต่งต่างๆ นานา ... เหมือนขโมย
ร่อนไป ท่องไป ทำนั่นทำนี่ คิดนั่นคิดนี่ สร้างเรื่องนั้นสร้างเรื่องนี้ ... แน่ะ
ก็ถ้าไม่จับหัวแม่ทัพมันไว้นี่ มันก็สั่งการแบบสบาย
ดีไม่ดีเรากลับรู้เห็นเป็นใจกับมันด้วย
ใช้มันด้วย อาศัยมันด้วย ... มันไปปล้นมา
กูได้ทรัพย์สมบัติ สบาย มีความสุข ...แน่ะ รู้เห็นเป็นใจกับโจร สนับสนุนมันด้วย ... นี่เขาเรียกว่าแปรพักตร์ ให้ไปตีดันแปรพักตร์เฉยเลย
แต่ถ้าจับหัว จับตัวใจ
หรือว่าผู้รู้ไว้ ...เพราะไอ้ผู้รู้ตอนนี้ มันยังเป็นผู้รู้ที่เป็นข้าศึกห่อหุ้ม
คืออาสวะมันยังห่อหุ้มอยู่ เข้าใจมั้ย ... แต่พอจับหัวมันคือจับใจตรงนี้ที่มีอาสวะห่อหุ้มแล้ว เวลามันใช้ลูกน้องมันออกไปทำงาน
นี่ เราเห็น เราทัน มันออกมาก็ฆ่ามันทิ้งเลย ไม่เลี้ยงไว้...โจร ฆ่าลูกสมุนทิ้ง
มันใช้เท่าไหร่กูก็ฆ่าเท่านั้นน่ะ
เข้าใจมั้ย ... ไม่ตาม ไม่ใช้มัน ไม่เอา
ไม่หวังผลประโยชน์จากมัน ทิ้งเลย
มันเป็นตัวก่อกวน มันเป็นตัวทำให้โลกนี้ไม่สู่ความสงบสันติ ... ฆ่าอย่างเดียว โจร มันมีเท่าไหร่
มันออกมาเท่าไหรนี่ฆ่าให้หมด ...กำลังมันก็น้อยลงๆ ใช่มั้ย
เพราะนั้น ไอ้ที่ห่อหุ้มใจดวงนี้นี่
มันก็จางลงไป อำนาจความปรุงแต่งมันก็จะน้อยลงไปตามลำดับ คือจิตที่มันคิดนั่นคิดนี่ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ อดีต-อนาคตยาวไกล
คิดถึงผลลัพธ์ที่ควรได้ ไม่ควรได้ คิดแทนคนอื่น คิดเรื่องคนอื่น
ห่วงกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะได้ธรรมเห็นธรรม ...นี่ ปรุงทั้งนั้น นี่ ลูกน้องโจร
พอฆ่าทิ้ง พอรู้ทัน เห็น...ละ
ไม่ตามมัน ไม่หวังผลอะไรกับมัน นั่น ท่านเรียกว่าปหานตัพธรรม
ประหารทิ้งลูกเดียว ไม่เสียดาย ไม่อาศัยมัน
มันเป็นข้าศึก ...นี่ จะได้ปลดแอกออก
พอปลดแอกออกนี่ คือที่อยู่ข้างใน...แม่ทัพเหมือนกัน คนเดียวกัน พวกเดียวกัน ใจดวงเดียวกัน ใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เอ้า
นี่หน้าที่ของนักภาวนา ...ไม่ใช่ให้ภาวนา
ดันไปแปรพักตร์ซะเฉยเลย ...ขยันคิด ขยันปรุง ขยันหา ขยันสมรู้ร่วมคิดกับโจร
เพราะนั้นในขณะที่รักษาใจให้เป็นกลางอยู่
ไม่ตามออกไป ไม่เชื่อมัน ... อยู่กับความเป็นปกติ
ทำความเป็นปกติอยู่ รู้อยู่เสมอ นั่นแหละคือศีลวิสุทธิ เป็นศีลวิสุทธิ
เป็นวิสุทธิศีล เป็นวิสุทธิจิต มันเกื้อกูลกันในตัวของมันเองโดยปริยาย ...พูดตรงไหนก็ลงธรรมอันเดียวกันนี่ บอกให้
ไม่ต้องหาอะไรมากน่ะ...รู้เดียว ไอ้ที่ถูกรู้น่ะล้านแปด ช่างหัวมัน ... มันมีรู้เดียว เอารู้อันเดียว อย่ารู้ตามมัน ...พอมีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ พอไอ้รู้นี้มันจะไปคิด
ไปหา ไปออกความเห็น อย่าไปรู้ตามมัน ให้รู้อยู่อันเดียว ว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ มันเป็นแค่นั่งอย่างนี้
ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์มัน ไม่ต้องไปออกความเห็นกับมัน ไม่ต้องไปมีอารมณ์กับมัน ...พอมันเริ่มจะมี เริ่มจะเป็น เริ่มจะหากับอะไร...ฆ่าทิ้ง ประหารซะ จิตสังขารนั้น
จิตปรุงแต่งนั้น
เพราะจิตปรุงแต่ง จิตสังขารนี่ มันปรุงออกมาเป็นสามแง่...กุศล อกุศล
แล้วก็อัพยากฤต ไม่บุญก็บาป ไม่บาปก็เฉยๆ
มีอยู่สามตัว ... เพราะนั้นการปรุงแต่ละครั้งแต่ละคราว แล้วเราไม่รู้ไม่เห็นมันและให้ค่ามัน
ตามมัน ทำตามมัน ตามอำนาจของมัน ...มันจะไปก่อเกิดทำให้เกิดวิบากกรรม กุศลบ้าง
อกุศลบ้าง
เพราะนั้นก็มีกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ... ถ้ากุศลก็ได้สุข ถ้าอกุศลก็ได้ทุกข์ ถ้าเฉยๆ ก็เผลอเพลินหายไป
ไม่มีอะไรแต่ว่าเพลินออกไป ...มีอยู่สามตัวนี้ โจรทั้งนั้นน่ะ ทำให้โลกนี้ไม่สันติ
ทำให้จิตไม่สันติ
มันจะสันติได้ยังไง ก็มันไปหาทรัพย์สมบัติที่เป็นของโจรมาน่ะ ...สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ๆๆ ... แล้วสุขทุกข์ก็เกิดๆ ดับๆ เดี๋ยวสุขน้อย เดี๋ยวก็สุขมาก
เดี๋ยวก็ทุกข์มาก เดี๋ยวก็ทุกข์น้อย เดี๋ยวก็ทุกข์แป๊บเดียว เดี๋ยวก็สุขมากๆ
เดี๋ยวก็สุขนาน เดี๋ยวก็ทุกข์นาน
มันมีอยู่แค่นี้ นี่คือผลงานของโจร ... แล้วมันเดือดร้อนมั้ยล่ะ ของโจร ... ไปทำมาด้วยความยึดมั่นถือมั่น ...เพื่อให้ได้มา เพื่อให้มี เพื่อให้เป็นไป
แต่ถ้าเรารู้เท่าทันมันเสียตั้งแต่ต้น
จับหัวไว้ จับใจไว้ให้มั่น ไม่ไปไม่มากับมัน มันจะไปก็ไม่ไปกับมัน มันจะมาก็ไม่มากับมัน อยู่ที่เดียว ...อดทนนะ ต้องอดทนนะ ถ้าไม่อดทนก็เสร็จมัน
เพราะเราก็มีนิสัยโจรอยู่ลึกๆ อยู่แล้ว...คือเห็นดีเห็นงามกับมันด้วยบางครั้ง
หรือดีไม่ดีบางครั้งโจรไม่ออกมา ก็ไปเคาะประตูเรียกมัน
“เฮ้ย ตื่นๆ ทำงาน คิดหน่อย หาหน่อย วันนี้ไม่เห็นอะไรเลย ทำยังไงให้มันเห็น เฮ้ย มึงออกไปหาความคิดมา” นี่ ไปสร้างความคิดขึ้นมาอีก
อยู่ดีๆ
ก็ปรุงขึ้นมาด้วยความอยากได้อะไร อยากถึงธรรมอันไหน
อยากได้ธรรมอะไรเอามาครอบครองซะหน่อย เอามาประดับประดา เอามาสวมเป็นชฏา เอามาห้อยเป็นอุบะ
โดยเอาพวกธรรมที่เขาพูดกันในโลกว่ารู้นั้นเห็นนี่ เอามาประดับประดาซะหน่อย
มันจะได้เหมือนลิเกขึ้น
เคยเห็นลิเกมั้ย
เคยเห็นลิเกเดินในตลาดมั้ย ตลกว่ะ ลิเกเดินในตลาด เยอะแยะเลย นักภาวนานี่
ลิเกทั้งนั้น ลิเกเดินในตลาด ... แต่เขาเดินด้วยความภาคภูมิใจ
ออกโรงในตลาด ภูมิใจขนาด แต่งตัวเป็นลิเกเต็มยศเลย ใครยิ่งประดับเยอะเท่าไหร่
โอ้โห มันยิ่งเดินด้วยความยืด
อย่าไปเป็นอย่างนั้นนะ อายเขา ... เดินเป็นคนธรรมดานี่
เป็นคนธรรมดา ยืนเดินนั่งนอน ไม่รู้ไม่เห็นอะไร รู้เห็นแค่ยืนก็รู้ว่ายืน
รู้เห็นแค่นั่งก็รู้ว่านั่ง คิดก็รู้ว่าคิด สุขก็รู้ว่าสุข ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์ เห็นมั้ย ให้มันเป็นธรรมหนึ่งตรงนั้นพอแล้ว ไม่ต้องรู้มากกว่านั้นแล้ว ไม่ต้องหาเครื่องประดับ
ไอ้เครื่องประดับน่ะเขาเอาไว้หลอกเด็ก
เวลาลิเกเดินในตลาดน่ะ เด็กเดินตามเต็มไปหมด ตามแห่เป็นฝูงเลยนะ ลิเกหลอกเด็ก ...เอ๊ะ หรือเราเป็นเด็กให้เขาหลอกหรือเปล่า อย่าไปบ้าเห่อ บ้ายศบ้าอย่าง บ้าธรรม
บ้าสังขารธรรม บ้าภูมิธรรม บ้ามาเยอะแล้ว นั่งเทศน์กับต้นไม้ยังมี บอกให้ บ้า
หลงกันเข้าไป
ธรรมมีหนึ่ง จำไว้ มีแค่หนึ่ง
ไม่มีสอง ... รู้ก็มีแค่หนึ่ง ไม่มีสอง
นั่นน่ะของจริง ... แล้วธรรมนั้นดับไปเป็นธรรมดา นั่นจริงที่สุด
คือไม่มีตัวตนที่แท้จริง ... นั่นแหละ จะได้หายซ่า เคยเห็นโซดามั้ย ให้มันซ่าจนหยดสุดท้ายนั่นแหละ
กลายเป็นน้ำเปล่า มันไม่มีอะไรหมด มันหมดรสความซาบซ่านเมื่อไหร่ มันก็หมด
จริงๆ ธรรมน่ะ มีแค่นั้นเอง
ไม่มีอะไรหรอก ... อย่าไปบ้าธรรม อย่าไปหลงธรรม อย่าไปหลงสังขารธรรม อย่าไปหลงตำรา
อย่าไปหลงตัวหนังสือ อย่าไปหลงสมมุติธรรมขึ้นมา มันจะเป็นลิเกหลงโรง
ไม่งั้นมันเจอใครมันจะเทศน์ซะหมด พูดสภาวะอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง ยิ่งพูดไม่รู้เรื่องเท่าไหร่มันยิ่งรู้สึกเก่ง ยิ่งถ้าพูดแล้วไอ้คนฟังนี่ อื๋อๆ
เอ๋อไปเลยนี่ โห มันมีความภูมิใจมาก พูดภาษาคนไม่เป็น รู้จักมั้ย
คนพูดภาษาคนไม่เป็น
เราพยายามพูดภาษาคน
ก็พยายามตั้งใจฟังหน่อย ตั้งใจฟังภาษาคนหน่อย ภาษาธรรมคือภาษาคนนี่แหละ
คือภาษาธรรมดานี่ ...คือความธรรมดาที่มันปรากฏอยู่เช้าสายบ่ายค่ำนี่แหละ
ตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมาจนถึงหลับตาลง ทุกอย่างที่มากระทบสัมผัส...ทุกอย่างนั่นแหละธรรมที่ปรากฏ
รูปที่เห็นก็เป็นธรรม
แม้ใจรู้มันจะว่ารูปนั้นร้าย รูปนั้นดี รูปนั้นชั่ว รูปนั้นเป็นคุณ รูปนั้นเป็นโทษ แต่รูปนั้นเป็นธรรม บอกให้ ... เสียงก็เป็นธรรม
กลิ่น รส สัมผัส ล้อมรอบตัวกายใจนี่ ก็เป็นธรรม ขันธ์ห้าก็เป็นธรรม กายก็เป็นธรรม
จิตก็เป็นธรรม เวทนาก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นธรรม
จะไปหาธรรมที่ไหนอีก ...ล้นโลก
ล้นครอบหัวอยู่แล้ว แต่มันไม่เห็นค่า
ไม่เห็นคุณค่าของธรรม มันก็เลยละเลยธรรม ด้วยความโง่ ความเข้าใจผิดในธรรม
ความเข้าใจผิดในการปฏิบัติธรรม มันจึงคลาดเคลื่อนจากธรรม ... เมื่อคลาดเคลื่อนจากธรรมนั่นแหละ
คือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
เมื่อใดที่คลาดเคลื่อนจากธรรม
เมื่อใดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง นั่นแปลว่า ไม่เห็นความเป็นจริง ... มันจะไปปฏิบัติทำไม ไม่ต้องไปปฏิบัติหรอก
คนในโลกเขาก็อย่างนั้นอยู่แล้ว
ยังมาปฏิบัติซ้ำเติมลงไปด้วยความคิดปรุงแต่งเจตนาอีกเหรอ
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติคือการสำเหนียก คำว่าสิกขานี่ คือมาจากศึกษา เป็นข้อที่ต้องตั้งข้อศึกษาขึ้น เป็นตัวศึกษา ... สติก็เป็นธรรมอันหนึ่ง สมาธิก็คือธรรมอันหนึ่ง
ปัญญาก็คือธรรมอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านวางไว้นี่ โลกก็คือธรรม กายก็คือธรรม ขันธ์ก็คือธรรม
สติก็คือธรรม สมาธิก็คือธรรม
ปัญญาก็คือธรรม ...แต่ท่านให้ใช้ธรรมสามตัวนี่มาเป็นตัวช่วย มาเป็นอุปกรณ์
เพื่อจะให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม
ก็อาศัยธรรมที่เรียกว่าสติธรรม
สมาธิธรรม ปัญญาธรรม นี่แหละเป็นธรรมเบื้องต้น เรียกว่าไตรสิกขา ...ให้มาควบคุม จำกัด ให้มาสำเหนียกแค่ธรรมต่อหน้า นี่ มันจะไม่สามารถรู้ว่านั่ง
รู้ว่าเดิน รู้ว่าเจ็บปวด รู้ว่าร้อน รู้ว่าหนาว รู้ว่าแข็งได้เลย
ถ้าไม่ครบองค์ของสิกขาสาม คือศีลสมาธิปัญญา
เพราะนั้นในขณะที่มันรู้ว่านั่งนี่
ขณะนี้ ไม่ต้องถามเลย มันครบสามองค์ในขณะที่รู้ตรงนี้แล้วว่านั่ง
คือมีครบทั้งศีลสมาธิและปัญญาพอดี เห็นมั้ย ... แต่มันหายบ่อย เพราะมันไม่สมดุล
มันยังไม่ชำนาญ มันยังไม่เข้าใจโดยถ่องแท้ มันจึงหลุด มันจึงเล็ดลอดออกไป ในธรรมสามตัวนี้
เพราะนั้นแรกๆ น่ะ ต้องอาศัยความขยัน
รู้แบบโง่ๆ เข้าไปเยอะๆ เบื้องต้นรู้ไว้ก่อน ไม่ต้องคิดอะไรมาก ...ให้มันเต็ม
สามตัวนี้ให้มันเต็ม
จากนั้นค่อยมาทำความชัดเจนในองค์ธรรมแต่ละตัวแต่ละด้าน
ให้มันเกิดการสงเคราะห์เกื้อกูลกันตามจริง ตามเหตุอันควร
ไม่งั้นมันก็ตกอยู่ใต้อำนาจความเผลอเพลิน ลงร่องของไตรสิกขาไม่ได้ซักที ...หรือได้ก็แป๊บเดียว
(ต่อแทร็ก 6/11)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น