พระอาจารย์
6/27 (550106E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 มกราคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – ขึ้นชื่อว่าใจเป็นใหญ่
พระพุทธเจ้าท่านว่าใจเป็นใหญ่นะ อะไรจะใหญ่กว่าใจ หา อะไรจะสำคัญกว่าใจ
อะไรมีค่าควรที่จะทิ้งใจเพื่อไปหามัน หือ
พระพุทธเจ้าว่าใจเป็นใหญ่นะ ไม่มีอะไรใหญ่กว่าใจ ไม่มีอะไรสำคัญกว่าใจนะ ...ทำไมยังหาอะไรกันจัง
แล้วก็ทิ้งใจกันจัง ...ทิ้งใจก็คือทิ้งผู้รู้น่ะ เอาอย่างนั้น ผู้รู้ไม่ใช่ใจ
แต่ว่าผู้รู้เป็นเครื่องหมายหนึ่งของใจ เอ้า
ในความเวียนว่ายตายเกิด
นับภพนับชาติไม่ถ้วนนี่ เห็นใจแค่ ๔ ครั้งเท่านั้น ...แต่ว่าผู้รู้ผู้เห็นนี่
เป็นนิมิตหนึ่ง เครื่องหมายหนึ่งของใจ ที่จะเข้าให้ถึงใจ เห็นใจที่แท้จริง
อยากเห็นใจ อยากอยู่กับใจ
เห็นว่าใจเป็นใหญ่เป็นสำคัญจริงนี่...ทิ้งให้หมด ยกเว้นใจ...ต้องมีๆ ต้องอยู่
ต้องมีรู้อยู่
เพราะฉะนั้น สติสมาธิปัญญานี่
จะพูดยังไงก็ได้ มันเป็นแค่สมมุติธรรม หรือว่าเป็นเจตสิกธรรมหนึ่งเท่านั้นแหละ ...แต่มันเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ใจดวงนี้อยู่ ปรากฏ ในฐานะผู้รู้ผู้เห็น
นั่นน่ะใกล้เคียงใจที่สุดแล้ว ...อุปมาใจนี่ คืออากาศในห้องนี้ เอ้า
ผู้รู้นี่คือประตูห้อง ห้องนี้มันปิดสี่ด้าน เอ้า ใจอยู่ตรงนี้
ผู้รู้อยู่ตรงนั้น ...ผู้รู้เป็นประตู ถ้าอยากจะเห็นใจ รู้ว่าใจคืออะไรนี่
มันต้องเข้าทางเดียว นี่ ประตูนี้
ไอ้บ้านทั้งหลังที่มันก่อห่อหุ้มมาเป็นห้อง
ดูเหมือนเป็นห้องนี่ เสนามาร ขันธมาร กิเลสมาร คืออาสวะน้อยใหญ่ อนุสัยน้อยใหญ่
มันห่อหุ้มจนเป็นห้องหับขึ้นมา
แต่ว่ามันเปิดได้ เพราะใจนี่เป็นผู้ควบคุมทั้งหมดของขันธ์ เป็นประธาน ...ถ้าไม่มีใจนี่
พวกนี้ก็ทำงานไม่ได้ มันเนื่องกันอย่างนี้
แต่เมื่อใดที่ไม่มีสติสมาธิปัญญานี่ พญามารทั้งหลายนี่ หรืออาสวะ โมหะนี่ มันก็มาปิดประตู
มืดตึ้บ ไม่เห็นใจ ...จริงๆ มันก็ไม่เห็นอยู่แล้ว แต่เห็นประตูเปิดคือผู้รู้
นี่ ก็ไม่ได้อยู่ในใจ ยังเข้าไม่ถึงใจหรอก ...แต่ต้องอาศัยนี่ ประตูนี้ประตูเดียว
เพื่อให้กลับมาอยู่ตรงนี้ ...ถ้าอยู่ตรงนี้ได้เมื่อไหร่นี่
หรือว่าเห็นตรงนี้ได้เมื่อไหร่นี่ ไอ้ที่ห่อหุ้มนี่มันหมดกำลังไปตามลำดับเอง
คือมันจาง ...ไอ้ที่หนาแน่นมืดตึ้บเลยนี่
มันจาง ...แต่เห็นครั้งหนึ่งก็แล้ว เข้าไปถึงข้างในก็แล้ว มันก็มีแรงดึงดูดพรวดออกไป อยู่ไม่ได้
...อนุญาตให้อยู่แค่ผู้รู้ ผู้เห็น
เพื่ออะไร ...เพื่อให้มึงรู้ซะ
มึงเห็นซะว่าอะไรเป็นอะไร ...มันจะได้ทำให้ไอ้พวกนี้ที่ห่อหุ้มนี่ หมดกำลังไป
หาความจริงจังไม่ได้ในทุกสิ่ง
ก็รวมจิตรวมใจให้เป็นหนึ่งเสมอ
เหลือแค่หนึ่งเดียวคือผู้รู้ นั่นแหละจิตมันหยุดทำงาน ...เมื่อจิตมันหยุดทำงาน ก็เหมือนว่ามันกลับมาคืนสู่สภาพเป็นแค่ประตูที่ตั้งอยู่แค่นี้
ถ้าจิตทำงาน...ก็คือเหล่ามารที่ล้อมรอบนี่
มันออกไปหากิน มันกำลังจะไปลักวิ่งชิงปล้นเขา เอาบุญบ้างมาเป็นสมบัติ
เอาบาปบ้างมาเป็นสมบัติ
หรือไม่ก็เดินเล่นลอยชายหาอะไรมาเป็นสมบัติ ...ไม่ได้อะไรหรอก แต่กูเหงาอ่ะ เดินไปงั้นน่ะ เดินไปเรื่อยเปื่อย ...จิตมันก็เรื่อยเปื่อยไป นั่นประมาท เผลอเพลิน เลินเล่อ
นั่งก็ใจลอย เดินก็ใจลอย กินข้าวก็ใจลอย
กินไปกินมาเอาช้อนเข้าไม่ตรงปากน่ะ เคยมั้ย หรือกำลังคุยๆๆ เอาเข้าปาก เอ้า เข้าไม่ถูกปาก ...ไปถูกตรงไหน มันไปไหน
มันลอย เลื่อนลอย ร่อนเร่เลื่อนลอย
นั่น ผู้รู้หาย กิเลสมาร อาสวะมันทำงานแทนใจรู้ใจเห็น ...แล้วก็เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งสิ้น บอกแล้วมันโจร สันดานโจร โจรทั้งนั้นน่ะ
ไม่ได้ว่าใคร ตัวเองก็มี เต็มไปหมดนี่
โจร...จิตสังขารนั่นน่ะ เอะอะมะเทิ่ง ...ขนาดไม่ได้มีผัสสะภายนอกนะ มันอยู่คนเดียว
มันยังขโมยออกไปจี้ไปปล้นเขาต่อหน้าต่อตากูเลย
มันหน้าด้านหน้าทนไหมนั่นน่ะ บอก..หยุดนะๆ ตำรวจมา..ไม่หยุด ดื้อขนาด ...นี่ เห็นมั้ย มันหน้าด้าน ดีไม่ดีมันยกหางให้ตัวเองอีกนะ
บางทีก็เออออห่อหมกกับมันด้วยนะ
เขาเรียกว่าสมรู้ร่วมคิด
ให้กูรับของโจร...นี่ คือมันขโมยมานี่ ติดสินบน มึงเอาไปเลย นี่สุข นี่ทุกข์นะ
ไอ้นี่สุขมากขึ้นนะ ...ก็ เออ เหรอๆ ตามน้ำไปสิ
นี่สมรู้ร่วมคิดนะ รับสินบน
รับซื้อของโจร ...ติดคุกนะ เป็นบุญเป็นบาป คือติดคุกนะ...โลกคือคุก จักรวาลนี้คือคุก
แล้วไปเห็นดีเห็นงามกับมันน่ะ
แต่พอเป็นทุกข์ เอาของร้อนมาให้ แล้วดันเก็บของร้อนไว้ “เนี่ย เราไม่ได้ทำเลยอ่ะ คนนั้นน่ะมันทำ โลกมันไม่ดี ก็ฝนตกน้ำท่วมทำไม” นั่น โทษ ตำหนิไปเรื่อย
มึงนะแหละรับซื้อของโจร จะไปโทษใคร มันซ่องโจรทั้งนั้นน่ะ ...สบายดีไหมล่ะ กินดีอยู่ดีมั้ง อยู่ไปวันๆ
เดี๋ยวโจรมันโตขึ้นมา ก็ออกไปหากินให้เองน่ะ
จะปราบปราม มันต้องล้างรังโจรน่ะ ...สติสมาธิปัญญาเหมือนตำรวจจับขโมย แน่ะ มันไปอีกแล้ว แน่ะอีกแระ แน่ะ ไม่ไป...จับ มันก็ไปไหนไม่ได้
พอไปไหนไม่ได้แล้วเป็นไง หือ ...มันไม่มีเสบียงกรัง
มันหิว หาเงินไม่ได้ ซื้อของไม่ได้ อาหารก็ไม่มีกิน ...มันก็อ่อนระโหยโรยแรงลงไปเรื่อยๆ
ก็ไปทำมาหากินไม่ได้
มันไปหาทรัพย์สมบัติมาซื้อแลกเปลี่ยนไม่ได้แล้วนี่ ...มันก็อดๆ อยากๆ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง
เป็นง่อยเปลี้ยเสียขา งานการไม่ได้ทำ
บอกให้คิด..กูก็ไม่ยอมคิด บอกให้ไป..กูก็ไม่ไปตามมึง บอกให้กูไปหานั่นมาให้
บอกให้กูไปแสวงหานี่มา..ก็ไม่ไป ก็ไม่ทำ แล้วกูจะกินอะไรดี นั่น
เดี๋ยวกูก็ตายเองแล้ว หมดฤทธิ์หมดแรง มันก็ตาย ...มันก็อ่อนแรง
หมดแรงไป มันก็คลี่คลายในตัวของมันเองไป ...แค่นั้นแหละการภาวนา อยู่ตรงเนี้ย
แค่นี้แหละ
ไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย
ไม่ได้อยู่ที่เมืองจีน ไม่ได้อยู่ที่ปีไหน พ.ศ.ไหน ...ไม่ได้อยู่กับเรา ไม่ได้อยู่กับหลวงปู่หลวงตา
ไม่ได้อยู่ที่ไหน ...อยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้นี่เอง
นั่น ไม่เห็นไกลเลย ...แล้วยังมาหาความก้าวหน้าตรงไหน
มาถามอยู่เรื่อย “หนูก้าวหน้ารึเปล่า ผมก้าวหน้ารึเปล่า ผมดีขึ้นรึเปล่า” ...มึงจะไปไหน หือ
สันดานโจรนะนั่นน่ะที่พูดน่ะ
สันดานโจรนะมึง (หัวเราะกัน) กูไม่สนับสนุนความเป็นโจรหรอก มึงจะไปหาจี้ปล้นเขามา แล้วก็มาบอกว่าเป็นของกูๆๆ
เหรอ ...ขโมย
มีอะไรเป็นของมึง หือ
ตั้งแต่หัวยันตีน ใช่ไหม ...เอ้า ก็ตายแล้วเอาไปสิ ถ้าว่าของเราน่ะ ทำไมฝากไว้อยู่ในผอบ กระบอก สถูป ...ดูดิ
มาบอกว่าของเรากายเรา ขโมยเขาหน้าด้านๆ เลยนี่
ก็ไม่เห็นเอาไปได้สักอย่าง...ลูกของเรา แม่ของเรา พ่อของเรา หมาของเรา
บ้านของเรา รถของเรา ...เอาไปดิ ของเราจริงเอาไปดิ มาฝากคนอื่นเขาไว้ทำไม
เห็นมั้ย ใจมันขโมยอ่ะ ขโมยทุกอย่างที่อยู่ตรงนี้ ...ก็เขาตั้งอยู่บ่ดาย ก็ว่าจีวรของเราอีกน่ะ เอ้า เฮ้ย มาถวายเราอีกน่ะ จีวรตั้งอยู่ ไม่ใช่ของเรา ก็ของมันตั้งอยู่
ถามก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใครของใคร นี่
ใจมันเห็นน่ะ ...เพราะนั้น ถ้ามันเป็นของที่ตั้งอยู่ มองเห็นไม่รู้ของใคร
เดี๋ยวโยมก็เอากลับไปเลย ไม่ทุกข์ ใช่ไหม
พอตาย เอ้า ใครตายวะนี่ ไม่มีใครตาย
มีแต่ก้อนอะไรไม่รู้กำลังแตก น้ำมันกำลังกระจาย อุณหภูมิมันกำลังเปลี่ยนแปลง เออ
มีใครตาย มีใครแตก มีใครดับ...ไม่มี
คือมันไม่มีใครตั้งแต่เกิดแล้ว
อย่าว่าแต่ตายเลย ไม่มีใครนั่ง ไม่มีใครไป
ไม่มีใครมา ไม่มีใครอยู่ สุดท้ายไม่มีใครตาย ...มีแต่ก้อนอะไรก็ไม่รู้ ที่ยืมเขามา
ทำสัญญาชั่วคราว เขากำลังเอาคืนอยู่
เพราะนั้นเวลาเอาคืนนี่ ...ธาตุเวลามันแตก ธาตมันกำลังสลายนี่ โดยเหตุโดยผล โดยเหตุและปัจจัย ...มันจะเกิดภาวะหนึ่งที่เรียกว่าเวทนา ในขณะที่ธาตุมันแยก
ก็เสือกไปเอาเขามารวมกันทำไม จะโทษใคร ...จริงๆ มันไม่ได้เป็นหน้าตารูปร่างสีสันอย่างนี้หรอก ไปรวม พั้บ ด้วยวิบาก
ด้วยอำนาจราคะตัณหา หลงใหลได้ปลื้มกรรมวิบาก
พอเวลามันจะคืนเดิม
ทุกขเวทนาแสนสาหัสจะเกิดในภาวะนั้น...ทนได้ไหม รับได้ไหม ...หรือมองเห็นเป็นแค่ ฮื่อ
ของสิ่งหนึ่ง กำลังทำอาการหนึ่ง เพื่อไปสู่อาการหนึ่ง
นี่ ด้วยใจที่ตั้งมั่นเป็นกลาง
ไม่มีใครเป็น ไม่มีใครไป ไม่มีใครมา ไม่ได้เป็นเรื่องของใคร ...นี่ ภาวนามา ฝึกมาก็เพื่อการนี้แหละ...ให้รู้อยู่เห็นอยู่
มีพระอยู่องค์หนึ่ง
ลูกศิษย์หลวงปู่น่ะ อายุมากกว่าเรา แต่พรรษาน้อยกว่าเรา
ทันกันตั้งแต่หลวงปู่ยังอยู่ หลวงปู่ตายก็ไป ก็ไม่ค่อยได้เจอะเจออะไรกัน
แต่ก็นับถือ มันนับถือเรามาก่อน
คือสองอาทิตย์มานี่มันก็โทรมา
แต่ไม่ใช่ตัวมันโทร คนที่อยู่ด้วยกันโทร
เป็นพระที่เคยอยู่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เหมือนกัน ก็ว่า “อาจารย์เทศน์หน่อย
เทศน์ให้มันฟังหน่อย”
คือประเภทว่าเป็นมะเร็งที่สมองขั้นสุดท้าย หัวใจตีบ ความดันหัวใจสูงจนเส้นเลือดนี่แตกเปราะ
เส้นเลือดใหญ่ที่ขานี่ ลงไปจากเอวนี่ ใช้พลาสติกเป็นท่อแทน เพราะมันแตกหมด
อยู่อย่างนั้นน่ะ
นึกถึง ระลึกถึง ก็ให้คนโทรมา ขอฟังหน่อย ...คือมันตอบโต้อะไรไม่ได้หรอก แต่รู้ตัว ...ถามว่ารู้ตัวไหม
คนทางนั้นบอกว่ารู้ พยักหน้าหงึกหงักๆ ก็เปิดเสียงลำโพงโทรศัพท์ให้ฟัง
(ต่อแทร็ก 6/27 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น