พระอาจารย์
6/26 (550106D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 มกราคม 2555
(ช่วง 2)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 6/26 ช่วง 1
พอจะละความเห็น พอจะทิ้งความเห็น..เสียดายอีก
...ไม่เสียดายก็กลัว..กลัวไปไม่ถึง กลัวไม่ได้อะไร กลัวไม่เหมือนครูบาอาจารย์
กลัวไม่เหมือนคนอื่น กลัวไม่เท่าคนอื่น
เห็นมั้ย แค่เรียนรู้ที่จะให้มันละ
เรียนรู้เพื่อให้มันวาง ยังต้องเคี่ยวกรำนะ นี่รู้ละรู้วางนะ ...แล้วเพียรที่จะรู้อยู่...เบื้องต้นนี่ต้องเพียรที่จะให้มันรู้อยู่
ให้มีรู้อยู่เสมอ ให้ตั้งมั่นอยู่ที่รู้
และเมื่อตั้งมั่นอยู่ที่รู้
มันจึงค่อยเพียรละเลิกเพิกถอน ...เพียรทั้งนั้นนะ ไม่ใช่เล่นๆ
ไม่ใช่ปล่อยให้มันเลยตามเลย หรือว่าลอยไปลอยมา แล้วมันจะสุกงอมได้เอง
ไม่มีเลยนะ
ไม่มีหรอกสติสมาธิปัญญามันจะสุกงอมเอง ...จนกว่ามันจะเพียรเข้าไปจนถึงเรียกว่ามหาสติ
มหาปัญญา จึงวางใจได้ระดับหนึ่ง
แต่ขณะนั้นมหาสติมหาปัญญายังไม่หยุดทำงานเลย
มันก็ทำงานไป..ไม่มีใครทำงานหรอก มันทำงานของมันเอง …แต่ไอ้ตอนนี้ มันยังไม่ทำงาน เราก็ต้องพามันทำงาน
ต้องอาศัยเรา จิตเรานั่นแหละ ทำงาน
ระลึกขึ้นมา น้อมไว้บ่อยๆ อยู่ที่รู้บ่อยๆ ตั้งมั่นลงไปที่ใจดวงเดียว
อย่าเผลออย่าเพลิน อย่าเห็นอะไรสำคัญกว่างานอันนี้ แค่นั้นแหละ
หรือว่าถ้ามันมีกิจอันควร จำเป็น
ก็อย่าลืมกายลืมใจ รู้ไว้ว่าทำอะไร กำลังอยู่ยังไง ท่าไหน อิริยาบถใด
จิตเป็นอย่างไร มีความคิดไหม มีกุศล มีอกุศลไหม มีรู้อยู่ตรงนั้นมั้ย
สอบสวนทวนพยานอยู่เสมอในปัจจุบัน
เมื่อออกมาห่างมาจากกิเลสภายนอกหรือโลก
มาอยู่ในที่อันสงัด อยู่ในที่อันวิเวก อยู่ในที่อันควร
ก็ให้จำแนกแยกแยะลงไปในของสองสิ่ง แล้วก็ตั้งมั่นลงไปในของสิ่งเดียว
คือใจดวงเดียวเท่านั้น
จนมันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ส่ายแส่
ไม่ไปไม่มา ...จึงอาศัยใจดวงนั้นน่ะเป็นผู้สังเกตการณ์
เห็นกาย รู้กายเห็นกาย รู้จิตเห็นจิต รู้ธรรมเห็นธรรม
อ๋อ นี่เป็นธรรม อ๋อ นี่เป็นจิต อ๋อ
นี่เป็นเวทนา อ่อ นี่เป็นกาย ...รู้ไป ยืนพื้นอยู่ที่รู้กายเห็นกาย
ระหว่างนั้นในนามทั้ง ๔ เดี๋ยวมันก็ผุดๆ โผล่ๆ ขึ้นมาให้รู้เองน่ะ
ไม่ทำอะไรเกินจากนี้เลย ...สติต้องระมัดระวัง
ต้องเท่าทันอยู่เสมอ เพราะความอยากมันจะสอดแทรกขึ้นมาตลอดเวลา
ทั้งอยากในทางโลกและก็อยากในทางธรรม
ความอยากในทางโลกก็มี เกี่ยวกับการงาน
ผู้คนรอบข้าง การไปการมา การใช้ชีวิตอยู่ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในสังคม ...พวกนี้ก็เป็นกิจการงานทางโลก
พอกิจการในทางธรรม จะได้อะไร
จะเห็นอะไร จะได้ความรู้อะไรขึ้นมา อยากได้อะไร อยากเห็นอะไร อยากมีปัญญาขั้นไหน
ภูมิไหน ...พวกนี้ก็เป็นสิ่งที่มันจะผุดโผล่ขึ้นมา
ก็ให้สติเท่าทันแล้วก็ละมัน ปล่อยมัน ...อย่าไปตามมัน อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปฟังมัน อย่าไปหาความเป็นจริงกับมัน
อย่าไปหาเหตุหาผลกับมัน
ทำงานเดียว เอากายเป็นหลักไว้
รู้ไปดูไป อยู่กับกายไป นั่งก็รู้ว่านั่ง เดินก็รู้ว่าเดิน เฉยๆ ก็รู้ว่าเฉยๆ ในขณะนั้นมันเย็นมันอ่อนมันแข็ง ก็รู้ตรงนั้นเห็นตรงนั้น
แล้วก็ทำความรู้ตรงนั้นให้ชัด ด้วยรู้
อยู่กับรู้ไว้ให้ชัด เสมอ ...เพราะอะไร ...ในระหว่างที่สติสมาธิยังไม่ตั้งมั่นเพียงพอ
ระหว่างที่จำแนกสำเหนียกในกายด้วยโยนิโสนี่ เดี๋ยวมันจะคล้อยออกไป
มันจะเคลื่อนออกไป จดจ่อจดจ้องจนกลืนเข้าไป แต่กายใจจะหายไป ...สติจะต้องทำความสมดุลรักษารู้ไว้ อยู่ไว้ เห็นไว้ อยู่ตรงนี้
ข้างในนี้ ...มีรู้มีเห็นไว้เสมอ อย่าให้หาย อย่าให้จาง อย่าให้เลือน
ทำงานรู้กายเห็นกาย
ดูกายเห็นกายไป จำแนกกายไป ชัดเจนในกายไป แยกแยะสิ่งที่มันไม่ใช่กายออกไป ...อันไหนนอกเหนือจากกาย
เอาออกไป
ไม่ว่าจะความเห็น ความรู้สึกว่าเป็นเรา
ความเห็นว่าเป็นของเรา ความรู้สึกความคิดว่ามันสวย มันดี อย่างนี้
หรือมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องทำยังไงกับมัน
ถ้าปล่อยให้มันคิดขึ้นมานะ
เดี๋ยวจะต้องทำยังไงกับมันดีนะ เดี๋ยวจะต้องหาทางทำยังไงกับมัน...ไม่เอา ไอ้พวกนี้มันนอกเหนือจากกายแล้ว
มันเป็นความคิดความเห็นที่ขึ้นมาทาบทากาย...ไม่เอา
ปุ๊บ ก็กลับมา...ดูกายซื่อๆ เฉยๆ
เดี๋ยวมันชัดเจนขึ้นมาเอง กายก็ชัดใจก็ชัดคู่...กันอยู่อย่างนี้
นี่อย่างนี้เรียกว่ามันจะชัดอย่างนี้ ระหว่างมันทำงาน มันก็จะชัดเจนในของสองสิ่ง
เพราะมันสมดุลกันพอดี
แต่เบื้องต้นน่ะ สติระลึกยังทำงานไม่ค่อยเต็มที่เต็มฐาน ต้องตั้งให้มั่น สมาธิต้องมั่น ...ไม่งั้นมันจะรู้แบบหลงๆ น่ะ รู้แบบแอบจำแอบคิด แบบเคยได้ยินครูบาอาจารย์บอก มันก็แอบมาทาบทากับสิ่งที่มันเห็นน่ะ
แต่เบื้องต้นน่ะ สติระลึกยังทำงานไม่ค่อยเต็มที่เต็มฐาน ต้องตั้งให้มั่น สมาธิต้องมั่น ...ไม่งั้นมันจะรู้แบบหลงๆ น่ะ รู้แบบแอบจำแอบคิด แบบเคยได้ยินครูบาอาจารย์บอก มันก็แอบมาทาบทากับสิ่งที่มันเห็นน่ะ
มันยังแยกไม่ออกเลยว่ามันเห็นจริง รู้จริง หรือว่าจำ ...อาจจะเห็นนิดนึง แวบนึง แต่ต่อจากนั้นไป จำเอามาหมด คิดเอาเองหมด
เชื่อเอาเองด้วยซ้ำ
เชื่อที่ว่า...ถูกแล้ว
ต้องเห็นอย่างนี้ถูกแล้ว ...เออ มันก็พยายามจะให้มันเห็นอย่างนั้นน่ะ
รู้ไปเพื่อให้เห็นอย่างนั้นแหละ ...นี่ มันยังไม่เห็นจริง
โยม – หนูไม่แน่ใจว่าบางช่วงเหมือนเราพยายามจะให้เห็นอย่างที่พระอาจารย์ว่า
พระอาจารย์ – นั่นแหละ มันรู้จำ มันพยายามรู้จากความจำ
จะให้เห็นไปตามความจำ ที่เคยได้ยินได้ฟังมา เป็นสัญญาจำได้ ...มันเป็นความรู้ที่เกิดจากจิตมันส่ายแส่
เมื่อใดที่จิตมันส่ายแส่
มันจะมีอำนาจความปรุงแต่งเกิดขึ้น มันส่ายแส่เพราะว่าความปรุงแต่งนั่นแหละ ...เพราะนั้นต้องเอาให้มั่น ตั้งที่ใจให้มั่น เอาผู้รู้ให้ชัด ตั้งมั่นให้ดี
แล้วจากนั้นไปการเห็นกายกลางๆ
ก็จะเกิด...สักแต่ว่ากาย เรียกว่าเห็นกายตามจริง รู้กายและเห็นกาย เห็นว่าเป็นกาย
ไม่ใช่กายใคร ไม่ใช่กายของใคร
มันก็จะเห็นกายสักแต่ว่ากาย เป็นธรรมดาปกติของมันอยู่อย่างนั้น
มันเป็นปกติกายของมันอย่างนั้นน่ะ เย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็นปกติ
ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ในเย็นร้อนอ่อนแข็ง ...มันก็เห็นอยู่ตรงนั้น
แต่มันจะมีเราสุข-เราทุกข์ ขึ้นมาเป็นระยะๆ ...ก็ไม่เอา รู้ไว้ เมื่อรู้แล้วก็ทิ้งมันซะ ตั้งมั่นอยู่ที่รู้กายเห็นกายต่อไป ...ความเห็นแจ้งเห็นจริง เห็นกายเป็นจริงตามธรรม มันจะมากขึ้นตามลำดับลำดาเอง
ซึ่งมันจะเป็นไปในอัตราที่ปกติ ไม่ได้หวือหวาอะไร ...ไม่ได้เหมือนกับนั่งสมาธิแล้วก็เห็นกายพังลงไปต่อหน้าต่อตา หรือเห็นกายแตกสลายกลายเป็นผุยผง หรือเป็นอสุภะให้เห็นคาหูคาตาอย่างนั้น
มันเป็นไปตามปกติ ...คือค่อยๆ เลือนไปจากความเห็นผิด แล้วก็ชัดเจนขึ้นในกาย ชัดขึ้นๆๆ ใจก็มีความรู้สึกภายในที่เบา เป็นอิสระมากขึ้น มันเป็นผลอยู่ตรงนั้น ค่อยๆ เบา..กายเบาจิตเบา
แต่มันจะมีเราสุข-เราทุกข์ ขึ้นมาเป็นระยะๆ ...ก็ไม่เอา รู้ไว้ เมื่อรู้แล้วก็ทิ้งมันซะ ตั้งมั่นอยู่ที่รู้กายเห็นกายต่อไป ...ความเห็นแจ้งเห็นจริง เห็นกายเป็นจริงตามธรรม มันจะมากขึ้นตามลำดับลำดาเอง
ซึ่งมันจะเป็นไปในอัตราที่ปกติ ไม่ได้หวือหวาอะไร ...ไม่ได้เหมือนกับนั่งสมาธิแล้วก็เห็นกายพังลงไปต่อหน้าต่อตา หรือเห็นกายแตกสลายกลายเป็นผุยผง หรือเป็นอสุภะให้เห็นคาหูคาตาอย่างนั้น
มันเป็นไปตามปกติ ...คือค่อยๆ เลือนไปจากความเห็นผิด แล้วก็ชัดเจนขึ้นในกาย ชัดขึ้นๆๆ ใจก็มีความรู้สึกภายในที่เบา เป็นอิสระมากขึ้น มันเป็นผลอยู่ตรงนั้น ค่อยๆ เบา..กายเบาจิตเบา
ไม่ใช่กายเบาจิตเบาด้วยอำนาจของปีติสมาธิ
หรือเอกัคคตา ...แต่กายเบาจิตเบาด้วยความเป็นอิสระออกจากกาย
มันเป็นอิสระออกจากความเห็นผิดในกาย มันก็จะเห็นกายเบา
เวลาเดินไปเดินมา
ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว มันเห็นร่างกายเหมือนลอยๆ เป็นความรู้สึกลอยไปลอยมา
หาทรวดทรงสีสัน สัณฐานไม่มี หาความสวยความงามไม่มี หาความไม่สวยไม่งามไม่มี
มันเหลือเพียงแค่ความรู้สึกเบาๆ
ลอยวูบไปวูบมา เคลื่อนไปเคลื่อนมา ไหวไปไหวมา อย่างนั้นเอง นั่น...มันก็จะซึมซาบลงไปจนถึงที่สุดของธรรมนั้นๆ
การรู้การเห็นก็ตรงลงไป จนเรียกว่า...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ...สัพเพ ธัมมา อนิจจา ...สัพเพ ธัมมา ทุกขา ...สัพเพ ธัมมา
อนัตตาติ
หลังจากนั้นเมื่อมันเห็นความเป็นอนัตตามากขึ้นๆ
ในแต่ละครั้งที่มันเห็นกายดับหรือจิตดับ ...แต่ละครั้ง แต่ละขณะนั้น มันจะเข้าใจถึงความหมาย ว่าขันธ์ห้าเกิดดับ
ในการดับแต่ละครั้ง
มันไม่ได้ดับแค่จิต ไม่ได้ดับแค่รูป ไม่ได้ดับแค่กาย ไม่ได้ดับแค่นาม ...แต่มันจะเข้าใจว่า
ขณะที่มันดับตรงนั้นน่ะ มันดับทั้งหมด มันดับทั้งขันธ์ห้า
ตรงนั้น ขันธ์ห้าจะดับ ...แล้วมันเห็นความดับของขันธ์ห้านี้บ่อยขึ้น
ไม่ว่ารูป ไม่ว่านาม มันก็เห็นกลายเป็นขันธ์ห้าเกิดดับๆๆ
อยู่ทุกขณะ
จิตที่ไม่รู้นี่มันจะพาไปก่อภพ
โดยอาศัยรูปธรรมบ้างนามธรรมบ้าง ...พอมันทัน พอมันพอดี พอมันทันพอดีปุ๊บ มันก็ดับ ก็เห็นขันธ์ห้านั้นเกิดดับ
แรกๆ นี่เห็นเกิดดับธรรมดา
เหมือนเกิดดับธรรมดา ...แล้วไอ้การเกิดดับนี่มันจะหนักขึ้นๆๆ คือ มันจะแรงขึ้นๆ
บางทีนี่ถึงกับขันธ์สะเทือนน่ะ เหมือนตก สะดุ้ง วูบเลย แต่ละครั้งแต่ละคราว
มันดับไปเรื่อยๆ
แล้วต่อไปไม่ใช่ขันธ์ห้าดับ โลกธาตุดับอีกต่างหาก ในขณะที่ขันธ์ห้าดับน่ะ ...จนบางทีมันสะสม
เห็นความดับไปเรื่อยๆ นี่ บางครั้งจนเห็นโลกนี่สะเทือนเลย
เวลามันดับที โลกสะเทือนเลย ...เอ๊ะ
แต่คนรอบข้างไม่เห็นสะเทือนเลย ...มันกระเทือนที่ใจ มันสลัดออก
สลัดความยึดมั่นถือมั่น มันสลัดออก มันกระเทือนทั้งโลกธาตุเลย
แค่นี้แหละภาวนา ไม่เห็นยากเลย ...ถ้าออกนอกนี้ไปล่ะยาก
ถ้าอยู่ตรงนี้..ไม่ยาก แล้วก็ต้องพยายามอยู่ตรงนี้ด้วย อย่าไปทำให้มันยาก
ยิ่งทำยิ่งยาก ...ยิ่งไม่ทำยิ่งง่าย
ยิ่งไม่ทำเท่าไหร่ ไม่ทำอะไรเลย ยิ่งง่ายเลย ...รู้อย่างเดียว ไม่ทำอะไรเลย ...เหมือนกับมันไม่ใช่โคตรพ่อโคตรแม่เราน่ะ
นั่นแหละ
มึงไม่ใช่ญาติกู มึงไม่ใช่เพื่อนกู
มึงไม่ใช่อะไรของกูทั้งนั้น ...รู้อย่างเดียว นั่นแหละ เอามันจนขาดกันลงไป สะบั้นออกจากรู้ตรงนี้ เห็นตรงนี้ รู้เดี๋ยวนี้ ...ไม่เอา นิดนึงก็ไม่เอา หน่อยนึงก็ไม่เอา
ไอ้พวกเรานี่...ไม่เอาไม่ว่า แต่เป็นวันๆ นี่น่ะ
ไม่รู้มันหายไปไหน มัวแต่เข้าไปสวนสัตว์อยู่มั้ง หรือไปวิมาน
หรือไปเยี่ยมหาพระอริยะอยู่ ...ร่อนเร่พเนจรไปในโลกกว้าง
แล้วก็บอกว่าเปิดหูเปิดตา..มีความรู้ดี ...มันติดข้องมากกว่ามั้ง รู้มากยิ่งติดมาก เห็นมากยิ่งติดมาก เห็นมากยิ่งอยากมากมั้ง คิดมากยิ่งอยากมากขึ้นมั้ง ...ทำไมไม่มองในแง่กลับกัน
แล้วก็บอกว่าเปิดหูเปิดตา..มีความรู้ดี ...มันติดข้องมากกว่ามั้ง รู้มากยิ่งติดมาก เห็นมากยิ่งติดมาก เห็นมากยิ่งอยากมากมั้ง คิดมากยิ่งอยากมากขึ้นมั้ง ...ทำไมไม่มองในแง่กลับกัน
ในความไม่มีอะไรไม่ได้อะไร
แต่มันรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอยากได้อะไรเลย มันไม่เห็นว่าอะไรน่าติดน่าหา ไม่มีอะไรน่าค้นหาหรอก ...กลับมาค้นหาที่กายใจแค่นี้ นอกนั้นไม่มีอะไรน่าค้นหาหรอก
แม้กระทั่งความรู้ แม้กระทั่งธรรม ...ถ้าหาออกนอกนี้ไปไม่เรียกว่าธรรม มีแต่ที่เรียกว่าสังขารธรรม ซึ่งเดี๋ยวมันจะได้เป็นกระบุงเลยล่ะ เป็นกระตัก กระบุง
แล้วมันจะหนัก อุ้ยอ้าย เหมือนลิเกหลงโรง แล้วยังใส่ชฎาครอบไปอีกห้าอัน บ้ารึเปล่าก็ไม่รู้ ...มันหนักมั้ยนั่นน่ะ เออ แต่มันก็เดินยิ้มแป้นของมันได้
แล้วมันจะหนัก อุ้ยอ้าย เหมือนลิเกหลงโรง แล้วยังใส่ชฎาครอบไปอีกห้าอัน บ้ารึเปล่าก็ไม่รู้ ...มันหนักมั้ยนั่นน่ะ เออ แต่มันก็เดินยิ้มแป้นของมันได้
สำคัญว่ามันเดินยิ้มแป้นคนเดียวไม่ว่านะ...ไอ้คนรอบข้างยังยกมือไหว้มันอีกต่างหากนี่สิ มันยิ่งไปกันใหญ่น่ะ
มันเลยไม่ยอมถอดหัวโขนลิเกออก ...บางทีมันก็รู้นะ แต่ไม่ถอดหรอก
ถอดแล้วไม่มีใครไหว้
พอ Back to be normal
กลับคืนสู่ธรรมดานี่ รู้สึกว่า..แหม น่าเสียดาย อามิสบูชา ...ได้นะ อามิสบูชา...มีนะ
ผลของการปฏิบัติ มีมาเป็นระยะๆ บอกให้ ...แต่จะติดหรือเปล่าแค่นั้นเอง
เพราะนั้น ต้องบูชาธรรม เอาธรรมเป็นเครื่องบูชา
เอาความจริงเป็นเครื่องบูชา เคารพในธรรม ต่อธรรมที่จริงเท่านั้น ไม่จริงไม่เคารพ
เคารพธรรมอันเดียว
อันไหนถ้าเอะใจ สงสัย
ลังเลว่าไม่ใช่ ไม่จริง...อย่าไปเคารพนบนอบมัน เดี๋ยวจะหลง ...ขึ้นชื่อว่าเหล้าน่ะ
ยังไงก็เมา ฮึ้ย ว่าเสือสิบเอ็ดตัว ดองลงไปนี่เป็นยานะ ...ก็เมา
เดี๋ยวตัวที่สิบสองจะมา ...มันกินแค่สิบเอ็ดตัว เดี๋ยวตัวที่สิบสองมันโผล่มา เดี๋ยวรู้เอง ยังไงก็เมา ...โด่ไม่รู้ล้ม กลิ้งกลางดง พญาเสือโคร่ง ช้างกระทืบโรง เห็นมั้ย ตัวยาดีๆ ทั้งนั้น ผสมเหล้าแล้วชูกำลัง
เดี๋ยวตัวที่สิบสองจะมา ...มันกินแค่สิบเอ็ดตัว เดี๋ยวตัวที่สิบสองมันโผล่มา เดี๋ยวรู้เอง ยังไงก็เมา ...โด่ไม่รู้ล้ม กลิ้งกลางดง พญาเสือโคร่ง ช้างกระทืบโรง เห็นมั้ย ตัวยาดีๆ ทั้งนั้น ผสมเหล้าแล้วชูกำลัง
แต่เมาทั้งนั้น ยังไงก็เมา ...ขันธ์ห้าเนี่ย
โลกเนี่ย...เหมือนเหล้า อย่าได้ผสมคลุกเคล้ากินเข้าไปเชียวนะ อย่าได้แตะ อย่าได้เสพเชียวนะ ...นิดนึงก็เมา หน่อยนึงก็เมา
แต่เราบอกให้ เราถามก่อนว่า...เหล้านี่มันไม่มีมือไม่มีตีนเดินมากรอกปากเราใช่ไหม เขาไม่เคยเดินมากรอกปากเจ้าของเลยนะ เราน่ะไปยกเขามากิน
มันพอใจที่จะกิน ชอบรสชาติในการกิน
ชอบผลของการกิน แล้วมันได้อรรถรสคือเวทนา ...มันกินจนเป็นแอลกอฮอลิซึ่มน่ะ คือมันเป็นลิซึมก่อนเราเกิดอีก
ตั้งแต่เรายังไม่เกิด จิตไม่รู้ดวงนี้
มันเป็นแอลกอฮอลิซึ่ม เหมือนคนติดเหล้าเมามายน่ะ ไม่ฟื้นไม่สร่างเลยน่ะ
ไม่สร่างจากความมึนเมาในขันธ์ในโลก …มีหรือมันจะไม่กิน
เหมือนน้ำตาลกับมด น้ำตาลใกล้มด เหมือนขี้เหล้าใกล้ยาดองเหล้าน่ะ
แล้วมันก็จะสรรหาแต่เหล้ารสเลิศขึ้นไปเรื่อยๆ
ไม่มีหรอกที่มันจะถอนตัวมันเองออกมาได้ หรือให้มันกินจนเบื่อ ...ไม่มีน่ะ
มันเมามาตั้งแต่ก่อนมันเกิดอีก ...เพราะนั้นเวลาขี้เหล้ามันอยากกินเหล้าแล้วไม่ได้กินน่ะ มันเป็นไง ...ทรมานนะ มันเป็นทุกข์ มันฝืนใจ
ดูเหมือนมันไม่ค่อยคล่องคอ คล่องหูคล่องตาเลยนะ มันอึดอัด
(ต่อแทร็ก 6/26 ช่วง 3)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น