วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แทร็ก 6/25


พระอาจารย์
6/25 (550106C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 มกราคม 2555


โยม –  พระอาจารย์คะ อย่างรู้สึกความเคลื่อนไหวน่ะค่ะ  เรารู้สึกถึงความเคลื่อนไหว แล้วเรามีตัวรู้ที่ไปรู้ กับตัวที่เราเห็นอาการใหญ่ๆ อย่างนี้ มันต่างกันไหมคะ

พระอาจารย์ –  ไม่ต่างกันหรอก ไอ้สิ่งที่ถูกรู้คือสิ่งที่ถูกรู้ มันไม่ต่างกันหรอก ...คือหน้าหนึ่งมันเป็นพระเอก อีกหน้ามันอาจจะเป็นผู้ร้ายก็ได้

คือตัวละคร ในวงละครนี่ มันจะเป็นตัวไหนก็ได้ หน้ามันไม่เหมือนกันหรอก ...เพราะนั้นไอ้รู้สึกเล็ก รู้สึกน้อย หรือรู้สึกว่ามันใหญ่มันเล็กนี่ มันก็คือสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้เหมือนกัน มันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

แต่ “รู้” ไม่เปลี่ยน ให้จำไว้เลย อันอื่นนะเปลี่ยน นอกจาก “รู้” ไปนี่...เปลี่ยนหมด เอาแน่ไม่ได้ ไม่มีถูกไม่มีผิด ...มันมีถูก มันมีจริงอยู่ที่เดียวคือรู้ คือผู้รู้ผู้เห็น มันมีเท่านั้นน่ะ แล้วมันไม่ไปไม่มา ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่มากไม่น้อย


โยม –  แต่ว่าสิ่งที่ถูกรู้มันจะเปลี่ยนไป

พระอาจารย์ –  เออ พอมันเริ่มสงสัย รู้ไหมว่าสงสัยๆ ...ทำไมรู้มั้ย ถ้าไม่มีสติเท่าทันนะ สงสัยนี่ไหลไปแล้ว เมื่อไหลไปแล้วหมายความว่ายังไง ...โมหะครอบงำใจทันที ใจหาย

ใจผู้รู้นี่ หาย มันหลงไปในความคิด มันหลงไปในความสงสัย มันหลงไปในการตามหาสมบัติพระศุลี มันคิดเอาเองนะใจ มันมีสมบัติหายไป แล้วกูกำลังหาอยู่ ...คือมันกำลังหาออกไป

ระหว่างนั้นน่ะไม่มีใจนะ สติ-สมาธิไม่มีแล้ว ...สติกลายเป็นมิจฉาสติแล้ว สมาธิเป็นมิจฉาสมาธิ คือตั้งหน้าตั้งตาหาอะไรอยู่ ปัญญาก็คิดไป ปรุงไป พิจารณาไป ...ก็เป็นจินตามยปัญญาเลอะๆ เทอะๆ ไม่มีลิมิท ไม่มีประมาณ 

เพราะนั้นถ้าระลึกขึ้นมาใหม่ ตั้งสัมมาสติขึ้นใหม่ รู้ตรงนั้นเลยว่ากำลังทำอะไรอยู่ ...กำลังสงสัย รู้ว่าสงสัย อยู่ที่รู้ว่าสงสัย นี่ สติทันอาการที่มันจะหลงไป

เมื่อมันทันกับอาการไหน รู้ทันอาการที่หลงไปกับอาการนั้น ...แล้วกลับมาตั้งมั่นอยู่ที่รู้ว่ากำลังทำอะไร กายกำลังทำอะไร เอาง่ายๆ เลย กลับมารู้กายนี่

รู้ปั๊บ...กายกำลังทำอะไร ชัดเลย รู้ก็อยู่ตรงที่นั้น...นั่ง เดิน นิ่ง ร้อน เย็น อ่อนแข็ง  ...เพื่ออะไร  เพื่อไล่กลับเข้ามาสู่ใจผู้รู้ผู้เห็นอยู่ ...ไปอีก..รู้อีกๆ ...นี่ สติทำงาน...นั่นน่ะก็ทำงาน

แต่ถ้าไม่มีปัญญานะ มันก็แค่นั้นน่ะ ...ต้องแยบคายลงที่รู้ ผู้รู้ ให้ชัด ให้มาก ให้เน้นๆ ...ไม่งั้นก็ตีนลอย หรือว่าเดินในโคลนน่ะ มันก็จะเป็นเหมือนปรอทน่ะ แพล้บๆๆๆ ...นี่ มันจะตั้งมั่นขึ้นไม่ได้เลย

ถ้ารู้ไปเรื่อยน่ะ รู้..อะไรเกิดขึ้นก็รู้ๆๆ ...แต่ถ้าไม่จับภาวะรู้อยู่ ตั้งมั่นลงที่ใจ...จิตไม่ตั้งมั่น สติมันก็ลุ่มๆ ดอนๆ  เดี๋ยวก็เป็นสัมมาสติบ้าง เดี๋ยวก็เป็นมิจฉาสติบ้าง สลับกัน แยกไม่ออก

อาศัยความรู้ความเข้าใจนี่ คือปัญญาพื้นฐาน เพื่อแยกให้ออกระหว่างสติ สมาธิ ปัญญา และศีลคืออะไร  เข้าใจคำว่าศีลคืออะไรไหม ...ศีลคือปกติ กายปกติ ...ตอนนี้ก็ปกติ

แต่ถ้าอย่างไปนั่งยกมือ...อย่างนี้ไม่ปกติ ...นี่ตั้งใจนะ ถือว่าตั้งใจนะ ถ้าว่าปกติโยมลองไปทำตอนขับรถสิ  เห็นมั้ย มันต้องตั้งใจทำนะ ถ้าไม่ตั้งใจทำ มันไม่เกิดอาการนี้

แต่ว่าถ้าขับรถนี่ถือว่าปกติกายนะ มันก็ทำไปตามเหตุอันควร กายก็ทำของมันไป ขยับ จับ เคลื่อนไหว แข็ง ตึง นี่ปกติกายนะ ก็ให้ปล่อยให้กายเขาเป็นปกติ ...นี่คือศีลนะ

ใจก็รู้ว่ามันปกติน่ะ ไม่รู้เกินนี้ ...ไม่ไปบังคับกดข่ม เพื่อให้มันเป็น เพื่อให้มันไม่เป็น เพื่อให้มันมี เพื่อให้มันไม่มีอะไร นอกจากปกติกายนี้ และก็ปกติกิเลส

กิเลสก็ปกติ ...ยึด ถือ ยังเห็นว่ามันเป็นมือ ยังเห็นว่ามันเป็นของเรา ก็ให้เห็นว่ามันเป็นปกติของจิตที่มันแสดงอาการคิด อาการนึก ปรุง ...นี่ปกติหมดเลยนี่

สิ่งเหล่านี้มันครอบคลุม...แต่สติก็มี สมาธิก็ตั้งมั่น มีรู้อยู่ ...ภาวนาวนเวียนอยู่แค่นี้แหละ หมายถึงว่ากลมเกลียวเป็นเชือกเส้นเดียวกัน

สุดท้ายสติสมาธิปัญญา ศีลสมาธิปัญญา มันก็รวมอยู่ที่ใจรู้เพียงดวงเดียวนั่นแหละ ...แล้วจากนั้นไป ใจรู้นั่นแหละเป็นผู้ทำงานหมด เป็นแค่ผู้รู้ผู้เห็น สำเหนียกในอาการในโลก

เหมือนเรานั่งเก้าอี้อย่างนี้ เราไม่ไปไหน โยมมาก็มา โยมไปก็ไป ...นี่เขาไป ก็เห็นว่าเขาไปแล้ว จะตามเขาไปดีไหม ถ้าตามไปมีเรื่องนะ ไม่จบใช่ไหม

ก็อยู่เนี่ย ...จะพอใจ จะดีใจ จะเสียใจ ทนไว้ มันก็จบแค่ตรงนี้ ...นี่เรียกว่าสมาธินะ ใจมันอยู่ ใจไม่ไป จิตไม่ไป ใจมันอยู่ จิตมันก็มารวมเป็นหนึ่งกับใจ ก็ตั้งมั่นอยู่ในที่นี้

เมื่อตั้งอยู่อย่างนี้ไม่ขยับเขยื้อน เดี๋ยวก็เห็นว่างตรงนี้ที่เคยมีคนนั่ง ตอนนี้ไม่เห็นแล้ว ไม่มี ว่าง ...อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว ...อันนี้ไม่ใช่เราว่านะ ใจมันว่า..อ้อ เข้าใจแล้ว ...ปัจจัตตัง สุดท้ายก็แค่นี้

อ่ะ เดี๋ยวคนใหม่มานั่งอีก ดูอีก ...ไม่หวั่นไหว ไม่ไปดูที่อื่น ไม่พูดไม่คุย ไม่วิเคราะห์วิจารณ์ ...มันก็ไปเองอีกแล้ว ไม่ตามดูนะ ไม่หันไปดูนะ ...อยู่อย่างนี้ หน้าตรง ยืนตรง บล็อกหัวบล็อกตา..ตรง

รู้ตรง เห็นตรง รู้ที่เดียว อันเดียว ตรงนี้ ...มันมีอะไร นั่ง..รู้ กำลังลุก..รู้ ลุกไปแล้ว..รู้  มันมีอีกตัวหนึ่งมา “อยากหันไปดูเว้ย” ...ไม่หัน...แถวตรง รู้ตรงเห็นตรง รู้ชัดเห็นชัดอยู่นี่ตรงหน้า ...นี่สมาธิ

เดี๋ยวเอาอีกแล้ว จิต ส่ายอีกแล้วๆ จิตสังขาร จิตปรุงแต่ง มันเริ่มคิดถึงอดีต ...ดึงมาตรง ตรงนี่ไม่มี ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว ไม่เคลื่อนจากตรงนี้ ไม่ออกนอกนี้ ไม่ออกนอกธรรมอันนี้

ไม่ใช่ธรรมนั้น ไม่ใช่ธรรมโน้น ไม่ใช่ธรรมที่ยังมาไม่ถึง ไม่ใช่ธรรมที่ดับไปแล้ว ...ตรงนี้ที่เดียว ธรรมนี้ธรรมเดียว ใจนี้ใจเดียว จิตหนึ่ง ธรรมหนึ่ง

ตอนนี้ว่าง เดี๋ยวไม่ว่าง ก็รู้ว่าไม่ว่าง อ้าว มันว่างไม่จริงนี่ ...มันมี เอ มันมีไม่จริงนี่ เดี๋ยวก็ว่างอีก มันยังไงกันแน่วะ  ...อ๋อ เข้าใจแล้ว ไม่คิดไม่หา หน้าตรง แถวตรง

สัมมาสติสัมมาสมาธิรวมในที่เดียว เท่านี้  ไม่ได้ทำอะไร ...มีงานเดียว งานเป็นรูปปั้นมองตรงอย่างนี้ ...มึงอย่ามาลากกูออกไปเชียว กูไม่ไป อย่ามาชักชวนกูนะ กูไม่ออก

"ที่นั้นน่าเที่ยวนะ" ...ไม่ไป "ตรงนั้นน่ะ เหมือนนิพพานเลยนะ" ...ไม่ไป นิพพานกูก็ไม่ไป “น่าเบื่อนะ หาอะไรมาตั้งตรงนี้หน่อยสิ” ...ไม่เอา เท่านี้ เท่าที่ปรากฏ ไม่มีก็ไม่มี ทำไม มึงจะตายรึไง...ให้มันตายไป 

เพราะนั้นระหว่างที่นั่งอยู่ตรงนี้ ไม่ทำอะไรเลย ตรงนี้  ไม่กระดิกกระเดี้ยอะไรเลยนี่ สติสมาธิปัญญา ศีลสมาธิปัญญารวมลงในที่อันเดียว สมบูรณ์ พอดี 

พอดีเป๊ะเลย...เป๊ะ คือไม่เคลื่อนจากธรรม “นี้” ...ถ้าเคลื่อนก็เป็นนี้...มีจุดทศนิยม นี้.5 นี้.6 นี้.8  จนเป็นนั้น ...นั่น เคลื่อนแล้วนะ เคลื่อนจากธรรม

เพราะนั้นถ้าเคลื่อนจากธรรมนี่ ...คำว่าเคลื่อนนี่คือคลาดเคลื่อนจากธรรม ถ้าคลาดเคลื่อนจากธรรมนี่ เราถามก่อนว่าจริงไหม ถ้าคลาดเคลื่อนจากธรรมนี่ก็แปลว่าธรรมมันเคลื่อน มันก็ปนความไม่จริงเข้ามา

เพราะนั้นแค่หันไปตาม...ว่าเขาไปไหน จะไปไหนดีล่ะหือ จะไปบ้าน  จะไปแวะที่บ้านคนนี้ก่อน หรือไปส่งแม่เขาก่อน หรือจะไปเข้าวัด หรือจะไปกินข้าวก่อน หรือไปแวะถ้ำก่อน

เห็นมั้ย ถ้ามันเคลื่อนออกไปจากนี้นะ มันจะเป็นอะไรจริงไหม ความจริงมันจะมีไหม ...เริ่มมีอะไรที่ไม่แน่ใจ เริ่มลังเลสงสัย เริ่มมัวๆ มึนๆ แล้ว เริ่มซึมๆ เบลอๆ แล้ว

แต่ถ้าอยู่ตรง "นี้"...จริง ทุกอย่างจริงหมด ...มันจะมีเท่านี้ มีเท่าที่เห็นตรงนี้ ...แล้วเห็นอะไร ก็ดูไปสิ ...ดูยังไง  ดูเฉยๆ รู้เฉยๆ  อ่ะ เป็นผู้หญิงนั่งอยู่ ๔ คน ...เอ้า มันจริงอย่างนั้นรึเปล่าล่ะ

ก็ดูเฉยๆ สิ ...อืม มันเห็นอะไรตั้งอยู่ ๔ อัน ...เออ อันนี้จริงกว่าเว้ย ใช่ไหม อันนี้จริงกว่า  ก็มันไม่ได้บอกว่านี่ ๔ คนนี่เป็นผู้หญิงนั่งนี่  เออ มันเริ่มเห็นจริงขึ้นแล้วโว้ย

นี่ขนาดไม่ไปไม่มานะ ว่าเห็นตรงนี้นะ ...เอ้า เฮ้ย ไม่ได้เป็นผู้หญิง เป็นคนรึเปล่า เอ้า ไม่ใช่คนนี่ ดูไป มันไม่มีอะไรแวบๆ ออกมาเลยว่าหนูเป็นคน

ก็เห็นอยู่เนี่ย อ่ะ เป็นอะไร ...เป็นรูป เออเฮ้ย เป็นแค่รูปภาพที่เห็น เออ อันนี้จริงกว่าเว้ย ...นี่ เห็นมั้ย เห็นความจริงที่มันลึกลงไปๆ ในธรรมที่ปรากฏไหม ...อันไหนที่ไม่จริง มันคัดออกนี่

อะไรที่มีความเห็นที่มาทาบกับความจริงตรงนี้...คัดออก ...ไปบอกเขาได้ยังไงว่าเป็นหญิง ไปบอกได้ยังไงว่าสวย ไปบอกเขาได้ไงว่าขาว ไปบอกได้ไงว่าดำ ...ไม่มีอะไรตรงนี้นี่

ไอ้นี่มันเป็นแค่...อ๋อ มันมีความเห็นที่เกิดจากจิตปรุงเข้าไปกับรูปนี้นามนี้ ...แต่พอทวนกลับมาอีกที ก็รูปนามนี้เขาไม่ได้มีการบอกว่าเขาเป็นอะไร ...นี่ อันไหนจริงกว่ากัน

มันจะเห็นเลยว่าไอ้นี้ไม่จริง ความเห็นนี้ไม่จริง คิดเอาเอง จำขึ้นมา วิเคราะห์คาดเดาเอา เชื่อเอาเอง อ่านมามาก เขาสอนมาในโลกนี้ ...แต่ความจริงมันมีแค่นี้เอง เป็นแค่รูปที่เห็น เท่านั้นจริงๆ 

ลึกกว่านั้นก็ไม่มีแล้ว ไม่เห็นกระดูก ไม่เห็นเป็นถึงกระดูก ถึงเน่า ...ก็เห็นเป็นปกติของรูป ...เห็นคำว่าปกติมั้ย ปกติของรูปนี่ ทำไมจะต้องให้เห็นไปถึงมันเปื่อย  ถึงจะเห็นเป็นไม่มีใครสวย ไม่มีผู้หญิงสวย

ก็มันเห็นรูปมันมีเท่านี้นี่ ...เอ้า มันก็เห็นอีกแล้วว่า ไอ้นี่คือปรุงต่อในธรรมอีกแล้ว ถลำลงไป  มันเห็นแค่นี้ ก็จะให้เห็นแค่นั้นอีก อันนี้ก็ไม่จริงอีกแล้วโว้ย

ไอ้ตอนแรกว่าเป็นหญิงเป็นชายก็ว่าไม่จริงแล้ว ยังจะให้เห็นไปถึงกระดูกกระเดี้ยวแก่เฒ่าตายไปเลย สูญ ...มันไม่สูญ ก็เห็นมันตั้งอยู่นี่ ไม่เห็นดับ ก็ไม่ดับ

ทำไมจะต้องให้เห็นดับ ก็นี่ปกติเห็นอย่างนี้ ...อ่ะ พอมันอยากเห็นดับ หรือว่าพยายามทำให้มันดับ อ้าว นี่มันปรุงเข้าไปอีกแล้วนี่หว่า...ไม่จริง ก็ทิ้ง อันไหนไม่จริงจะไปเก็บไว้บูชาทำไม ...เอาแต่ความจริงน่ะ 

ปัญญามันก็คัดกรอง ธรรมที่แปดเปื้อนปลอมปน  ที่เกิดจากความปรุงแต่ง จากจิตที่ไปปรุงแต่งในธรรม จากจิตไม่รู้ที่เข้าไปปรุงแต่งกับรูปธรรมนามธรรม

เอ้า แล้วเหลืออะไร ...สักแต่ว่ารู้ ...พูดมาก็สักแต่ว่าเสียง ถ้าพูดมา เอ้าจะบอกว่าเป็นเสียงคนนั้นคนนี้ เสียงผู้หญิงอีก เอ้า ซอยออก ...เข้าใจคำว่าธัมมวิจยะไหม อันไหนไม่จริง คัดออก cut loss

เหลือแต่ธรรมล้วนๆ เป็นแค่คลื่นเสียง กระทบปึ้บ ดับปั้บ ...คือกูตั้งมั่นดูดีแล้ว มึงเป็นแค่เสียง ไม่บอกว่าเป็นหญิงเป็นชายเลย ไม่ได้บอกว่าเพราะหรือไม่เพราะ ไม่ได้บอกว่าชมหรือด่า ปึ้บแล้วปึ้บดับ

เอ้า นี่ความจริงเสียง อันนี้จริงที่สุดแล้ว ...ดูไปดูมา ดูแล้วดูอีก ตั้งมั่นเห็นแล้วเห็นอีก เออเฮ้ย มันมีความจริงแค่นี้เอง ถ้านอกเหนือจากนี้ไป...ไม่จริง

แล้วสังเกตดู ถ้านอกเหนือจากนี้ไปไม่จริงแล้วนะ แล้วมันไปเชื่อว่าจริงนะ ก็ทุกข์ เสียดแทงใจ หรือดีใจ ผิดปกติอีกแล้ว ...แล้วมันจะเก็บไว้ทำไม ก็เอาออก คัดออก get out เหลือสักแต่ว่าเสียง

ทำไมมันถึงจะพิจารณาอย่างนี้ได้ ...ก็เพราะว่าสติสมาธิปัญญาอยู่ในที่อันเดียว คือใจเป็นผู้รู้ผู้เห็น ตั้งมั่นอยู่ภายในนี้แหละ ...นี่ไม่ได้คิดเลยนะ พอเริ่มคิดพอเริ่มหา...รู้อีก 

อ้อ เข้าใจแล้วจิตปรุงแต่ง..ถ้ากูตามมึงทีไรนี่ กูเจ็บทุกที กูตามไปทีไร กูดันหลงไปงมปลาเข็มในมหาสมุทรทุกทีเลย ...ก็ไม่ไปอ่ะ วุ้บ ตั้ง กลับมาตั้ง

ในขณะที่กลับมาตั้ง ไอ้อาการที่จิตปรุงแต่งออกมานี่ คือนามธรรม ๔ นี่ มันจะปรุงมาเป็นความคิดก็ได้ ปรุงขึ้นมาเป็นความจำก็ได้  ปรุงขึ้นมาเป็นความรู้สึกก็ได้

หรือมันจะปรุงขึ้นมาเป็นอดีต-อนาคตก็ได้ ปรุงขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างก็ได้ ปรุงขึ้นมาเป็นวัตถุข้าวของก็ได้ ...เห็นมั้ย มันคือทั้งหมดน่ะของนาม ๔ ก็เกิดจากตรงนี้

ในขณะที่รู้กายอยู่ตรงนี้ กำลังทำงานอยู่ที่กายอันเดียวนี่ ...มันก็ได้เรียนรู้เรื่องของนามธรรมพร้อมกันไปนั่นแหละ ไม่ใช่ไปนั่งจดนั่งจ้องนั่งคอยนั่งเฝ้า นั่งรอนั่งดูจิต

ถ้ามันสมมุติไม่มีอะไรเป็นนามธรรมเด่นชัดขึ้นมา ก็ไม่ได้แส่ส่ายไปหาดูอะไร ...ก็ทำงานเก่า งานเดิม กับของที่มันมี ที่มันตั้งอยู่...กายนี่มันตั้งอยู่จนตายน่ะ

สุดท้ายก็เหลือ...ลมหายใจก็ยังต้องมีน่ะ สืบเนื่องกันไม่ขาดระยะ หรือใครไม่หายใจระหว่างวัน ใครขอพักยก หรือขอเวลานอกไม่หายใจบ้างล่ะ  ลมหายใจมันเคยขอเวลานอกไหม...ไม่มีนะ

กิเลสนี่ยังมีขอเวลานอกนะ ใช่ไหม ...มันไม่ได้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงทั้งวันให้เราดูหรอก มันไม่ได้ดีใจหน้าบานเป็นกะละมังทั้งวันหรอก ก็มาแป๊บๆ ชั่วครู่ชั่วยาม

มันมานี่ ...แหมดีเลย สตินี่ตั้งมั่น เห็นเลยว่ามีกิเลสเกิดขึ้น เดี๋ยวกูก็โบกมือลามึงแล้ว จะดูอะไรดีล่ะ ปล่อยเลย ไม่มีกิเลส สบายดี ...เริ่มเพลินแล้วนะ เริ่มมึนแล้วนะ เริ่มไหลแล้วนะ

มันเริ่มหลงไปในอัพยากฤตธรรมเบื้องต้น เป็นโมหะนะ ...แล้วโมหะก็จะซึมซาบเข้ามา เหมือนเมฆกำลังเคลื่อนคล้อยมาปิดบังพระอาทิตย์...มืด  จากนั้นไปไม่ต้องพูด ...อะไรมา อะไรไป ไม่รู้สักอย่าง 

เพลินไปกับความคิดความปรุงเลย เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นเสี่ยวสหายกอดคอร่วมเป็นร่วมตาย เป็นพี่น้องร่วมสาบานกันมาแต่ชาติไหนไม่รู้ มีสุขร่วมเสพ-มีทุกข์ร่วมต้าน นั่น สัญลักษณ์ของมัน คือกอดคอกันแน่วลงไป

เพราะนั้น สำคัญนะกาย ...เบื้องต้นน่ะถ้าทิ้งกาย สติสมาธิปัญญาหายหมด บอกให้ ...ยังไม่แน่จริงหรอก 

จนกว่าผู้รู้เด่น ตั้งมั่น แล้วแจ้งชัดในกาย นั่น มันจึงจะไปแยบคายในอรูป ...สามารถจะตั้งรู้กับความว่าง รู้กับความไม่มีอะไร ไม่มีอารมณ์ รู้กับโล่งๆ

อย่างอื่นลืมได้ อย่างอื่นทิ้งได้ทิ้งไป ลืมได้ลืมไป หมดได้หมดไป เกิดได้เกิดไป ไม่สน... ถามอย่างเดียวว่า รู้มั้ย มีรู้อยู่มั้ย  ...ถ้ารู้ไม่มี ถ้ารู้หาย...เรื่องใหญ่ เราถือเป็นเรื่องใหญ่

เพราะนั้นไม่ใช่คิดว่ารู้นะ ไม่ใช่คิดเอาเอง คิดขึ้นมาว่ารู้อยู่นะ ไม่ใช่คิดขึ้นมานะ...ต้องรู้จริงนะ ต้องรู้จริงด้วยสติสมาธิปัญญาจริงๆ เป็นรู้จริงๆ ไม่ใช่รู้เล่นๆ

เพราะนั้นถ้าจะรู้จริงรู้ชัด มันต้องเดี๋ยวนี้ทำอะไร กายทำอะไรรู้มั้ย...ให้รู้ลงไป รู้มันก็กระโดดขึ้นมา มันก็โผล่ขึ้นมาจากความมืด ...ตื่นขึ้นแวบหนึ่ง

แต่ถ้าไม่มีสติต่อเนื่อง หรือว่าไม่มีสมาธิปัญญาต่อเนื่องไปนี่ เดี๋ยวมันก็แวบหายไป เพราะนั้นอย่าไปกลัวว่าจะเพ่งหรือว่าจะจ้อง ...ถ้าไม่มีจิตผู้รู้ ถ้าไม่ตั้งลงที่จิตผู้รู้นี่ มันจะไปรู้เห็นเข้าใจอะไร 

มันจะมีใครเข้าใจ เข้าไปละ เข้าไปวางอะไร ...ก็ต้องอาศัยใจผู้รู้นี่ เห็นจนถ่องแท้ ชัดเจน และเข้าใจ แล้วจึงวาง ...ใครวาง ...ไม่มีใครวาง ไม่มีเราวาง ...ใจผู้รู้นี่มันวาง 

มันรู้มันเห็นแล้วมันจึงวาง มันรู้มันเห็นแล้วว่าไม่มีอะไร...มันก็วาง  มันรู้มันเห็นแล้วว่ามันไม่เที่ยง...มันก็ไม่ยึด  มันรู้มันเห็นแล้วว่ามันมีแต่เรื่องที่เป็นทุกข์ 

มันหาความสงบตั้งมั่นในตัวของมัน หรือว่าความคงที่เสถียรไม่มี  มีแต่ความแปรปรวน ...มันเป็นทุกข์ของมันตลอดเวลา มันบีบคั้นตัวของมันเองอยู่ตลอด ...มันก็ไม่เข้าไปถือครอง


(ต่อแทร็ก 6/26)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น