พระอาจารย์
6/21(550104B)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
4 มกราคม 2555
(ช่วง 1)
(หมายเหตุ : แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความ)
พระอาจารย์ – จากหยาบสุด...สู่ละเอียดสุด นี่
ด้วยสติศีลสมาธิปัญญาเท่านั้น ไม่มีวิธีการอื่นเลย ...เพราะนั้นที่บอกทั้งหมดนี่คือหลัก ...นี่คือหลัก ไม่ใช่วิธี
วิธีไปหาเอาเอง ทำไงก็ได้ จะอยู่ยังไง ...จะเอาหัวทิ่มดิน เอาตีนชี้ฟ้าหรือเอาหน้ามุดน้ำ หรือยืนขาเดียว ทำไปเหอะ
วิธีการของใครของมัน ...แต่บอกแล้ว นี่คือหลัก ถ้าอยู่ในหลักนี้แหละตรง...ไม่ผิด
เพราะนั้นจะไปแก้ผ้าเดินกลางถนน แต่ว่าอยู่ในหลัก...ไม่ผิด ไม่ว่ากัน หรือคนอื่นเขานั่งสมาธิ กูเอาหัวตั้งแล้วเอาตีนชี้ฟ้ามีสมาธิ...ก็ไม่ผิด
ไม่ว่ากัน ถ้าอยู่ในหลัก ถ้าเข้าใจหลักแล้วก็อยู่กับหลัก
แต่ถ้าท่าทางดูดี เคร่งครัดเป็นนักปฏิบัติเต็มร้อย...แต่ไม่มีหลักเลยนี่ เสียหมาเลย หลอกได้แต่หมานะ ...อย่ามาหลอกเรานะ เราไม่เชื่อ จะดูดีขนาดไหนก็ไม่เชื่อ
ถ้ามันยังไม่รู้จักใจ ไม่เห็นใจ ไม่อยู่กับใจ
ไม่เอาใจเป็นที่ตั้ง ...ไปตั้งอยู่กับลมอย่างเงี้ย ไปตั้งอยู่กับซากศพ
อสุภะอย่างเนี้ย แล้วจะให้เห็นทั้งโลกธาตุเป็นอสุภะเดินมา ...กูก็ไม่เชื่อมึง
ไม่เกี่ยว...มันก็คือภาพ ...เพราะนั้นภาพมันจะเป็นสวยก็ได้ เป็นอสุภะก็ได้ มีสุภะก็มีอสุภะ มีราคะก็มีปฏิฆะ
มีพอใจก็มีไม่พอใจ ...คือยังไงมันก็เป็นธรรมคู่อยู่ดีน่ะ
ถ้าเห็นอสุภะยังไงก็คือจิตมันมีราคะ
ไม่งั้นมันจะมาตั้งอสุภะทำซากทำไม ใช่มั้ย ...บอกแล้วว่า ต่อเมื่อใด ถ้าไม่เห็นทั้งสุภะและอสุภะในกาย นั่นแหละจริง...เป็นธรรมจริงๆ
บอกแล้วว่าแค่สติ สัมมาสติโดยตรง
ตั้งมั่นอยู่ที่กายนี่ รู้ไปตรงๆ ไม่ต้องคิด ไม่ต้องหา ...นี่ มันไม่ได้บอกว่ามันสวยหรือไม่สวย
จะไปเชื่อมันทำไม
ถ้าอยากว่าสวยมั้ย ไปยืนหน้ากระจกถาม...นี่
ฉันสวยป่าว ...มันเงียบ เห็นมั้ย ...นั่นแหละ ของจริง ก็เห็นตรงนั้นแหละ
กายมันเป็นแค่นั้นแหละ ไม่ต้องว่ามัน ทั้งในแง่ใดแง่หนึ่ง
ถ้าว่าเป็นสุภะ มันก็ติดอสุภะ ถ้าว่าเป็นอสุภะ มันก็ยังติดสุภะยังติดราคะอยู่ ยังเป็นธรรมคู่อยู่ ...คือถ้ายังไม่เข้าใจหลักนะ
มันก็สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งอยู่ดี
เพราะนั้นทั้งหมดจึงบอกว่าเป็นอุบาย ...ถ้าเข้าใจแล้วว่ามันเป็นอุบาย เมื่อรวมอุบายทั้งหมดมาเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็จะรู้ว่า...ใครเป็นคนเห็นอสุภะ
ใครเป็นคนเห็นว่าเป็นสุภะ
ใครเป็นคนเห็นว่าสวย ใครเห็นว่าไม่สวย ...นั่นแหละเป็นกลางอยู่ที่นั้นที่เดียว อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องไปว่า ...แล้วก็ละไอ้ความเห็นที่ว่านั้นออกไปซะ ทั้งสุภะทั้งอสุภะ
อยู่ที่รู้กับเห็นตรงๆ กับสิ่งที่ปรากฏเป็นธรรมอันเดียว
ด้วยสัมมาทิฏฐิ …ธรรมน่ะจะชัดขึ้นๆๆ มันก็ตรงต่อธรรมมากขึ้นเอง
ยิ่งตรง รู้ตรงรู้ชัดๆ ...ความเห็นยิ่งน้อยลง การเข้าไปให้ค่าสูง-ให้ค่าต่ำ การให้ค่าในแง่บวก-แง่ลบก็น้อยลง ...แม้แต่คิดก็ไม่คิด อย่าว่าบวกหรือลบเลย
คิดก็รู้ว่าคิด อยู่ตรงรู้
ไม่ได้อยู่ที่คิด บวกก็ไม่เอา ลบก็ไม่เอา รู้อย่างเดียวๆ ...ใครว่าโง่
ใครว่าจะไม่มีปัญญา ไม่สน กูรู้อย่างเดียว ให้มันรู้อย่างเดียว เอาเด่ะ
นั่นแหละสติ
แค่รู้ ก็บอกแค่รู้ ...มึงจะเอาอะไรเกินรู้ล่ะ…ถ้าเกินรู้ออกไปก็หลง
บอกให้ ...ก็บอกว่าแค่รู้ สติก็แค่ระลึกรู้น่ะ ...ทำไมมันชอบรู้เกินจัง
อยากรู้เกินจัง อยากได้ไอ้ที่มันนอกจากรู้นี่
“มันจะได้มรรคผลนิพพานมั้ง” ...นี่มันคิดเอาเองนะ
มันก็มีความเห็นที่สอดแทรกอยู่ข้างในนั่นน่ะว่า “ถ้าไม่คิดจากนี้...ต่อไปข้างหน้านี่จะไม่ได้อะไรนะ”
เออ มึงจะเอาไปต้มยำกินรึไง ...มันกินอิ่มรึเปล่า ...กินไม่อิ่ม...อย่าเอา ...เอารู้อย่างเดียว
อยู่แค่รู้ ...โง่เข้าไว้ รู้โง่ๆ ...รู้เกินแล้วหลง
ถ้าเกินนิดนึงก็หลงนิดนึง ถ้าเกินหน่อยนึงก็หลงหน่อยนึง เกินคืบก็หลงไปคืบ
เกินเป็นวันก็หลงเป็นวัน เกินเป็นเดือนก็หลงเป็นเดือน เกินเป็นชาติก็หลงเป็นชาติ
จะเอาอะไรล่ะ จะสะสมเข็มไมล์ให้ได้ขึ้นเครื่องบินฟรีรึไง จะได้ไปเกิดที่ดีๆ ...คิดเข้าไป คิดเผื่อข้างหน้าเผื่อข้างหลัง
...มีเผื่อไว้ด้วยนะนั่น
ไม่รู้จักมัธยัสถ์ สันโดษ อดออมในธรรม ...ไม่สันโดษในธรรม
ขี้โลภ โลภแม้กระทั่งธรรม
โลภแม้กระทั่งสภาวธรรม โลภแม้กระทั่งธรรมที่เหมือนในตำรา ...จะเอาไปต้มยำกินได้มั้ง
ให้สันโดษในธรรม
ยินดีพอใจเท่าที่มีเท่าที่เป็น นั่นแหละเขาเรียกว่าสันโดษ ...อภิชตา เป็นผู้มักน้อย
ไม่ใช่มักมาก ...ก็เห็นเท่านี้ก็เห็นเท่านี้ มึงจะอะไรกันนักกันหนา หือ
ก็มันเป็นแค่ก้อนนี้ เออ
ทำไมต้องคิดเกินกว่านั้น ใช่มั้ย ทำไมจะต้องเห็นถึงกระดูก ก็มันไม่เห็นน่ะ ก็เห็นเป็นอย่างนี้ถ้าตาเห็น
เอ้า ถ้าหลับตาไม่เห็นอะไรเลย ก็มีแต่ความรู้สึก ใช่มั้ย
ก็รู้สึกแค่นั้น...มันเป็นยังไง
มันไม่อิ่มมั้ง มันไม่เป็นธรรม อือ ...แล้วก็เชื่อ คิดว่ามันยังไม่ถึง มันยังไม่ใช่ ...เชื่อมันเข้าไป
กิเลสมาร สังขารมาร มันก็มาบวกกับขันธมาร
สังขารมารบวกกับขันธมารก็ว่า “ไอ้นี่ไม่ใช่แล้ว” ...มันก็ไปวิ่งหาเปิดตำราว่าจะต้องดูยังไงดี จะต้องพิจารณายังไง กำหนดยังไงดี...จะให้ลงไปถึงอะตอมเลย
งั้นน่ะ มันเกิน ...รู้เกิน รู้เกินไป
ไม่พอดีๆ ...ถ้าพอดีก็เท่านั้น ระลึกขึ้นมา ขณะแรกที่รู้น่ะ บอกให้ พอดีแล้ว
ไม่เกิน ไม่ขาด ...มันได้เท่านั้นแหละ
แต่คราวนี้มันรักษาไอ้ตรงเท่านั้นไม่ได้น่ะ
...เดี๋ยวมันก็แวบ เดี๋ยวความเห็นมันก็จะทับถมลงมา พั่บๆๆ มันก็ออกมาจากใจที่ไม่รู้นี่ ...เสนามารนี่มันล้อมรอบบ้านหลังนี้อยู่นี่ พึ่บพั่บๆๆ
เดี๋ยวมันว่าเอง เดี๋ยวคนนี้ว่า
แล้วก็สุมหัวรวมกัน...รวมกันทั้งสัญญา สังขาร อดีต-อนาคต ความน่าจะเป็น “กูเคยอ่านมา
กูเคยวิเคราะห์มา กูเคยได้ยินมา” พั่บ ...มันออกไปเลย นั่น
แล้วก็เชื่อเลยนะ ...หูเบาๆ พวกหูเบา
เชื่อหมด คิดยังไง เห็นยังไง พิจารณาออกไปได้ยังไง ตามเขาต้อยๆๆ เหมือนควายถูกจูงไปเชือด ...นั่นล่ะ ไปตามอำนาจของความปรุงแต่ง
แล้วมันจะอ้าง ...นักปฏิบัติธรรม...มันก็เอาธรรมมาอ้าง ถ้าคนในโลก...ก็เอาทรัพย์สินสมบัติ ชื่อเสียง
เกียรติยศ ความสุข มาอ้าง
พอปฏิบัติธรรมก็...'โสดาบัน...ถ้าไม่อย่างนี้ไม่ได้โสดาบันแน่เลย ถ้าอย่างนี้ก็คงไม่ถึง มันต้องอย่างนั้น มันต้องอย่างนี้' ...อ้างตลอด ...ไอ้รู้ตรงๆ เท่านี้ เห็นแค่นี้..."หื้อ มันช้าไปมั้ง"
เอาเครื่องบินเจ็ทมั้ย จะหาให้ ...ถ้าเป็นเครื่องบินเจ็ทของเรา
เราจะไม่หันหัวออกไปทางนั้น เราจะหันหัวมึงกลับ ให้มันวิ่งชนหัวใจมึงน่ะ ...นั่นแหละเครื่องบินเจ็ท
ต้องไล่กลับที่ใจดวงเดียวเท่านั้น...คือรู้อยู่
เห็นอยู่ เท่านั้นแหละ...พอแล้ว ไม่ขาด-ไม่เกินหรอก พอดีเป๊ะเลย ...อย่าไปเกิน
อย่าออกนอกรู้ อย่าออกนอกจากธรรมนี้
เข้าใจคำว่า "ธรรมนี้" มั้ย ...เห็นเดี๋ยวนี้ก็เดี๋ยวนี้ เท่านี้ก็เท่านี้...นี่คือธรรมนี้ ... ถ้าออกนอกธรรมนี้...หลง เคลื่อนไปนิดเดียว ปุ๊บ มิจฉาทิฏฐิจับเลย บอกให้
ถ้ายังเห็นดีเห็นงามกับมันอีกน่ะ...เอาแล้ว ...นี่ จะใส่เสื้อไปหลายชั้นทำไม หือ มันร้อน มันไม่สวย แล้วไม่ยอมถอดด้วยนะ
ใส่มันซ้ำเข้าไปๆ ไม่เห็นเนื้อเห็นหนังตัวเองหรอก
ทิฏฐิความเห็นนี่มันปิดบังจนไม่เห็นเนื้อใจน่ะ
จนไม่เห็นธรรมน่ะ จนไม่เห็นธรรมที่บอกว่า...ถ้าว่ากายนี่ก็คือกายเนื้อเปล่าๆ นี่เอ้า ...อะไรล่ะที่ทำให้ไม่เห็นเนื้อตัวที่แท้จริง
ก็เสื้อผ้าน่ะ ห่อหุ้มปกคลุมมันเข้าไป
ตามเทรนด์ เขามีเทรนด์นั้นเทรนด์นี้ สีสัน แต่งแต้มเข้าไป ...เพื่ออะไร ...ให้มันดูดี
ให้มันดูงดงาม ให้มันดูเข้ากับผู้อื่น นะ
แต่เราบอกเลยว่า ทั้งหมดของเสื้อผ้าหน้าผมนี่
เป็นตัวที่ปกปิดเนื้อแท้ของกาย ...ความคิดความเห็นต่างๆ นานา
ก็เปรียบเหมือนเสื้อผ้าที่มาห่อหุ้มธรรมที่ปรากฏ
แล้วกว่าเราจะลอกออกๆๆ จนเห็นว่า...เออเฮ้ย กายนี่มันเป็นแค่นี้ ...นั่นแหละ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องไปหาอะไร ดูไปๆ
ตรงไปๆ รู้อย่างเดียวๆ ดูเท่าที่มันปรากฏยังไง
จะมีความเชื่อความเห็นอะไร ก็รู้แค่นั้น
แล้วจะเห็นเองว่ามันไม่ใช่ๆ ...มันก็จะคัดออกๆ ปลดเปลื้องตัวมันออก ไม่อายด้วย
ไม่ตามใครด้วย ไม่อินเทรนด์ ...เอาท์เทรนด์ตลอด
ถ้าอินเทรนด์นะ
เดี๋ยวก็ไปเปิดตำราอีกแล้ว เดี๋ยวก็ไปฟังครูบาอาจารย์องค์นั้นว่า
ครูบาอาจารย์องค์นี้ว่า คนข้างตัวเราว่า เขาต้องเห็นกันยังไงฮึ...กายนี่
มันต้องถามทำไมวะ ...ใจมันก็มีทุกคน
กายมันก็มีทุกคน...รู้ยังไงก็รู้ยังงั้นนั่นแหละ ...ธรรมเขาไม่เคยปกปิดนะ
ธรรมเขาตรงไปตรงมา ชัดเจนอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปอ้อนวอน ร้องขอ บูชายัญ
หรือต้องไปตั้งเครื่องบวงสรวงเซ่นสรวง...ถึงจะเห็นธรรม ...ก็เห็นอยู่ทนโท่ทิ่มหูทิ่มตาตลอดวัน ตั้งแต่เช้ายันกลางคืนน่ะ
เพียงแต่สำรอกออก สำรอกความเห็นผิดออก
ด้วยความตั้งมั่นไว้ ...อย่าไปคิด อย่าไปหา อย่าไปปรุง อย่าไปเปิดตำรามาก ...ปิดตำราซะ
ปิดเทปด้วย ปิดที่ครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้พูดด้วย
เอาที่มันปรากฏนั่นแหละ...นั่นแหละกาย เดี๋ยวมันลอกออกจนไม่เหลือ ...ไม่เหลือทิฏฐินะ ไม่เหลือความเห็นผิดในกายเลย ...เป็นกายล้วนๆ
พอเห็นกายล้วนๆ แล้วนี่...กายแตกเลย ไม่มีกายแล้ว ไม่เห็นกายแล้วๆ ...จนถึงที่สุดของกายคือไม่มีกาย มีแต่อะไรอย่างหนึ่งชั่วคราวแล้วดับไป ปั้บ พั่บๆ
แค่นั้นน่ะ
กายเหลือแค่อนัตตาหนึ่ง เป็นอนัตตธรรม ...แล้วเมื่อเข้าถึงกายอนัตตาเมื่อไหร่นี่
ทุกอย่างเป็นอนัตตา ...แจ้งหมดแหละ มันชำแรกๆ ออกไปหมดแหละ
อนัตตา
เป็นธรรมอันเดียวกัน เป็นที่สุดของธรรม ทั้งหมด ทั้งหลายทั้งปวง ...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ
สัพเพ
สังขารา อนิจจา ... สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ …มันก็เห็นอยู่ธรรมบทเดียวแค่นั้นแหละ
ไม่ว่าอะไร...อนัตตาๆ ดับหมดๆๆ ไม่มีอะไร ไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่เลย พั่บๆ
เอ้า อยู่ในอวกาศซะอย่างงั้นแล้ว
เหมือนมีรู้อยู่ในอวกาศ อวกาศนั้นไม่มีจักรวาลดวงดาวด้วยนะ เป็นอวกาศล้วนๆ ...นั่น
เข้าสู่อวกาศของจิต อวกาศของธรรมแล้ว ...ก็อยู่อย่างนั้นน่ะ
อย่ารู้สึกเหงานะ ...ถ้าเหงาเดี๋ยวมันหาโลกมาครอบอีกนะ อย่าเหงา รู้ไว้ ให้มันเด่นรู้อันเดียวนั่นแหละ ...ทุกอย่างน่ะใจสำคัญที่สุด อย่าทิ้งใจ อย่าออกจากใจ อย่าเห็นว่าใจนิดเดียว ใจรู้ๆๆ แค่รู้นี่
อดีตบ้างอนาคตบ้าง
ธรรมที่ยังไม่มาถึงบ้าง สภาวธรรมบ้าง ความละเอียดบ้าง ความประณีตบ้าง ความสุขบ้าง ความไม่มีอะไรบ้าง ...มันมีอะไรจะใหญ่กว่าใจ
หือ ...พระพุทธเจ้าว่าใจเป็นใหญ่นะ
(ต่อแทร็ก 6/21 ช่วง 2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น