พระอาจารย์
6/7 (541217C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
17 ธันวาคม 2554
พระอาจารย์ – รู้ไว้ ...สติระลึกและรู้
ตั้งไว้ แล้วมันจึงจะมีพัฒนาการในองค์มรรคขึ้นมาตามลำดับ
อย่าไปคาด อย่าฝันหวาน อย่าคิดหน้า
อย่าคิดหลัง อย่าคาดคะเนในธรรม อย่าเดา อย่ามั่ว อย่าจับมาผสมกันในตำรานั้น
อาจารย์องค์นั้นอาจารย์องค์นี้ ถึงพระไตรปิฎกที่เคยอ่านเคยวิเคราะห์มา...อย่าเพิ่ง
ทิ้งก่อน ปิดตู้ปุ๊บ ใส่กุญแจปั๊บ ...เหลือแค่กายใจปัจจุบัน
จนเหลือแค่รู้-เห็นปัจจุบัน ...เอาแค่นี้
เอาให้มันสั้นไว้ก่อน ... อยู่แบบคนสิ้นเนื้อประดาตัว
เป็นคนที่แบบหมดภูมิความรู้ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นคนที่ไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด
เป็นคนไร้ญาติขาดมิตร เป็นพวก homeless ...ไม่เอาอะไรเป็นที่พักพิง ไม่มีอะไรเป็นแหล่งพักพิง
ที่นอกเหนือไปจากรู้นั่นแหละ
อย่าไปหวังพึ่งความรู้ในอดีต อย่าไปหวังพึ่งความรู้ในอนาคต อย่าไปพึ่งสิ่งที่ถูกรู้ หรือไปพึ่งสิ่งที่ยังไม่รู้แล้วจะรู้ ... ฝันหวานนะ สุดท้ายก็ฝันสลาย
เหมือนอย่างที่เราเคยเปรียบน่ะ ...ตอนน้ำท่วมน่ะ คนแก่ขนาดอายุโยมอย่างนี้ ร้องไห้ เสียใจ ไปถามขึ้นมา...ก็ไม่มีบ้านแล้ว
ไม่มีรถ หมดงาน หมดอาชีพ หมดทางทำมาหากิน ...ร้องไห้
ร้องไห้เพราะอะไร ...เพราะมันไปพึ่งรถ พึ่งบ้าน
พึ่งอาชีพ เป็นที่อยู่ที่พึ่งพิง มันไปพึ่งเงินทองเป็นที่อยู่ที่พึ่งพิง ... พอธรรมหรือธรรมชาติเขาแสดงความเป็นจริง ...เงินทองทรัพย์สินนั้น บ้าน อาชีพนั้นๆ มันไม่มีความคงที่ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง
ควบคุมไม่ได้ ... มันก็สิ้นไปดับไปเป็นธรรมดา
เขาแสดงธรรมตามจริง ... แต่ใจที่ไปพึ่งมัน
แล้วมันไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ที่หมาย ที่ฝากผีฝากไข้ไว้กับมัน แล้วจริงจังกับมัน...ก็ทุกข์
จนร้องไห้
คนอายุ 80-90 ก็ยังทุกข์ คนหนุ่มก็ร้องไห้
คนแก่ก็ร้องไห้ ...ไม่ใช่ว่าอยู่กับโลกมานานแล้วมันจะมีปัญญามากขึ้นนะ ซ้ำร้ายติดมากขึ้นอีก ไอ้คนที่ไม่ยอมออกจากบ้านน่ะคือคนแก่ ...ไม่ยอม มันติดน่ะ ...เสียดาย หวงแหน ... นี่ มันจะเป็นปู่โสมอยู่แล้ว ยังไม่รู้เลย ร้องไห้นี่ ... อยากเป็นอย่างนั้นมั้ย
ยังไปพึ่งอะไรกับความคิดความเห็นอีกเหรอ
จะไปอาศัยอะไรกับมัน ... มันพึ่งไม่ได้ ... ทำไมพระพุทธเจ้าถึงบอกมันพึ่งไม่ได้
และไม่ให้ไปพึ่งมัน ...เพราะมันเป็นไตรลักษณ์ เพราะมันคือความบกพร่อง
โลกนี่คือความบกพร่อง
โลกนี้คือความไม่เต็ม ไม่เต็มบาท ไม่พอดี มันขึ้นๆ
ลงๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ ...นี่คือโลก หาความเที่ยงไม่ได้ หาความคงอยู่ไม่ได้
ควบคุมมันก็ไม่ได้ ... พระพุทธเจ้าบอกไปพึ่งมันไม่ได้นะ
พึ่งก็ทุกข์ ไปอยู่กับมันก็ทุกข์
ไปหวังกับมันก็ทุกข์ นี่โลกภายนอกนะ ... แม้กระทั่งขันธ์...ขันธ์ห้านี่เป็นที่ตั้งของทุกข์ เพราะโดยธรรมชาติมันคือความบกพร่อง ความแปรปรวน ความไม่คงที่
ความหาความแน่นอนไม่ได้
ท่านถึงวางหลักมา...มัชฌิมาปฏิปทา
ศีลสมาธิปัญญา เพื่อให้ค้นหาใจ ... เพราะใจนั้นพึ่งได้ เพราะใจนั้นเป็นใหญ่
เพราะใจนั้นเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ นี่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้
ใจนั่นแหละใหญ่ที่สุด เป็นที่พึ่ง ... ท่านสอน ศีลสมาธิปัญญา ท่านสอน
มรรคมีองค์แปด ทั้งหมดนี่ เพื่อให้เข้าถึงใจ ...เมื่อเข้าถึงใจ เมื่อเห็นใจแล้ว
ท่านให้ตั้งมั่นอยู่ที่ใจ อย่าไปตั้งกับที่อื่น ...ถ้าตั้งอยู่ที่อื่นก็น้ำตาไหลน่ะ
คนในโลกก็น้ำตาไหล เพราะทรัพย์สมบัติสูญไปสิ้นไป ไม่ได้ดั่งหวัง ครอบครองไม่ได้
รักษาไม่ได้
นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย
ก็เศร้าหมองขุ่นมัวกับสภาวธรรมที่ไม่เกิด สภาวธรรมที่คาดไว้แล้วไม่ได้ เห็นมั้ย
มันไม่ต่างกับรถราข้าวของบ้านช่องหรอก เหมือนกันนั่นแหละ ความรู้ที่ยังไม่เกิด
สภาวะที่เคยได้ยินมาแล้วมันไม่เห็น เนี่ย มันก็เหมือนกับทรัพย์สมบัติในโลกนั่นแหละ
ที่มันหาความแน่นอนไม่ได้
รู้อะไร เห็นอะไร ให้รู้ให้เห็น...แล้วให้ทิ้งสิ่งที่รู้สิ่งที่เห็นนั้นเลย
... กล้าๆ หน่อย อย่ากลัว อย่ากลัวอับจน อย่ากลัวไม่มีไม่เป็น
อย่ากลัวไม่ได้ไม่ถึง ทิ้งแบบหักอาลัย
ทิ้งแบบหักความเสียดาย
กลับมาอยู่แค่รู้แค่เห็น
อาศัยอยู่กับรู้กับเห็น ...ถ้าอย่างนี้ ง่าย สั้น ลัด ตรง ... มันไม่มีอะไรจะตรงกว่านี้แล้ว บอกให้เลย
ไม่มีวิธีลัดกว่านี้แล้ว ไม่งั้นพระพุทธเจ้าไม่มาบอกมาสอน...ว่าให้ตรงลงไปที่ใจนี่แหละ ที่เดียว
อาศัยผู้รู้ผู้เห็นนั่นแหละ อยู่กับผู้รู้กับผู้เห็นนั่นแหละ
...แรกๆ มันก็เป็นผู้รู้ แรกๆ มันก็เป็นผู้เห็น ต่อไปก็เป็นแค่รู้
ต่อไปก็เป็นแค่เห็น ต่อไปก็ไม่มีใครรู้ ต่อไปก็ไม่มีใครเห็น ... แต่มันก็ต้องเริ่มจากผู้รู้ผู้เห็นนี่แหละ
เป็นหลัก ... เริ่มจากรู้ ระหว่างดำเนินไป...ก็รู้อยู่ ที่สุดก็เหลือแค่รู้
แค่นั้นน่ะ
ไม่เห็นมีอะไรขยับเขยื้อนเคลื่อนออกนอกรู้เลย
...นั่นแหละรู้จริง รู้ชัด แล้วก็รู้ตรง ... ไม่ใช่ความรู้นะ เข้าใจมั้ย
ความสงสัยมันเกิดจากความรู้นะ ... แต่ถ้ารู้จริง
รู้ตรง รู้ชัด คือรู้อยู่ที่รู้นั่นแหละ อยู่กับรู้นั่นแหละ นั่นน่ะรู้จริง
นอกจากรู้ตรงนี้ออกไป รู้ไม่จริง
รู้ปลอม สิ่งที่ถูกรู้ก็ปลอม
ธรรมนั้นก็ปลอม ธรรมนั้นก็ปนเปื้อน แต่ถ้ารู้อยู่ตรงนี้
...ได้ยินเสียง เห็นมั้ย เย็นมั้ย อุ่นมั้ย...อย่างนี้จริง
ไอ้สิ่งที่รู้ตรงนี้จริง
‘ถ้าพรุ่งนี้อากาศจะเป็นยังไง’ อันนี้ไม่จริง
แล้วก็คิด...ความน่าจะเป็นของอากาศพรุ่งนี้น่าจะเป็นยังไงดี สงสัย ไม่จริง
ไม่รู้จะจริงรึเปล่า ...อันนี้ไม่จริง ไม่ต้องไปหามันเลย ไม่ต้องไปรู้มันด้วย ให้รู้กับเดี๋ยวนี้ ความจริงเดี๋ยวนี้ นี่
พระพุทธเจ้าต้องการให้รู้ตรงนี้ รู้ความเป็นจริงเดี๋ยวนี้
แล้วมันจะเห็นความเป็นจริงของสิ่งที่มันรู้ตรงนี้ชัดเจน
ว่าไอ้สิ่งที่อยู่เดี๋ยวนี้ ไอ้ความเป็นจริงตรงนี้ ขณะปัจจุบันนี่ คืออะไร มีโยนิโสมนสิการ...แยบคาย นั่ง...รู้ว่านั่ง ใครนั่ง อะไรนั่ง นั่งเป็นของใคร นี่
โยนิโสมนสิการในสิ่งที่มันรู้ตรงนั้น
เย็น...ใครเย็น เย็นเป็นใคร เย็นเป็นของใคร นี่ โยนิโสมนสิการในสิ่งที่เกิดเดี๋ยวนี้
ไอ้อย่างนี้ท่านให้พิจารณาลงไปในปัจจุบัน ...ท่านไม่ได้ให้พิจารณาว่าพรุ่งนี้มันจะหนาวอย่างนี้มั้ย
หรือฟ้ามันจะใสแล้วท่ามันจะหนาวกว่านี้มั้ง ไอ้อย่างนี้ท่านบอกไม่ต้องไปพิจารณาเลย
ฟุ้งซ่าน สงสัย ลังเล ไม่แน่นอน หาความจริงไม่ได้ แปรปรวน เปลี่ยนแปลง
เพราะมันจะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
ไม่แน่นอน ควบคุมไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ...เกิดพรุ่งนี้โลกแตกก็ได้
ทำไงล่ะ ...ก็เป็นได้ ใช่มั้ย ไม่มีใครรู้ แล้วก็ไม่ต้องไปรู้
และมันไม่ใช่ความรู้ที่ต้องรู้
ไอ้ที่ต้องรู้ ไอ้ที่ควรรู้
ไอ้ที่ต้องการให้รู้ เดี๋ยวนี้ นั่ง...คือใคร
ใครนั่ง นั่งเป็นของใคร ใครปวด ปวดเป็นอะไร ปวดเป็นของใคร หรือปวดไม่เป็นใคร
หรือปวดไม่ได้เป็นของใคร หรือไม่มีแม้กระทั่งปวด เนี่ย ไอ้อย่างนี้ไม่ยอมพิจารณา
ทำไมไม่พิจารณาตรงนี้
จะไปสงสัยอะไร เอาถูกเอาผิดกับอะไร
ธรรมที่อยู่ตรงหน้าแทบจะทิ่มหูทิ่มตามันนี่...ไม่ดู ไม่พิจารณา ไม่โยนิโสแยบคาย ...ไปแยบคายกับอะไรก็ไม่รู้
ไร้สาระ ...รู้ไปทำไม วิถีการดำเนินชีวิตของสัตว์โลกนี่ จะไปรู้มันทำไม
มันจะพูดมาก มันจะพูดน้อย มันจะพูดถูก
มันจะพูดผิด มันจะทำดี-ทำร้าย มันจะเป็นบุญ-เป็นบาป มันจะแสดงอาการบ้าบอคอแตก
จะไปรู้มันทำไม ...มึงนั่งอยู่นี่ มึงยังไม่รู้เลยว่าใครนั่ง ใช่มั้ย ยังมาว่า “เรานั่ง” ๆๆๆ อยู่นี่ได้ยังไง ...มันบอกตรงไหนว่ามันเป็น “เรานั่ง” น่ะ หือ
ทำไมไม่พิจารณา
ทำไมไม่เอาใจรู้ใจเห็นมาพิจารณา ในอาการเดี๋ยวนี้ ...คือขันธ์มันสำแดงความเป็นจริง
เขาไม่ได้ปกปิดเลยนะ เขาแสดงตรงไปตรงมาแท้ๆ เลย
มีแต่ดวงจิตไม่รู้ที่ห่อหุ้มดวงใจที่รู้อยู่
ที่มันคอยบิดเบือน เบี่ยงเบน กระโจนไปกระโจนมา ...เหมือนหมาล่าเนื้อ
หมาล่าเนื้อเปรียบเทียบดูดีไป เหมือนหมางับกระดูก (โยมหัวเราะ) ไม่มีสาระ ไอ้หมาล่าเนื้อยังได้กินอยู่นะ ไอ้หมางับกระดูกนี่คือหมาข้างถนน
กระดูกตกชิ้นนึงนี่ อู้หู กรูกันมารุม เหมือนหมาหมู่
ใครพูดอะไร ใครแสดงความเห็นอะไร
มันกระโจนเข้าไปงับ เหมือนหมางับกระดูก ใครไปภาวนาได้ผลมายังไงนี่ หูมันเหมือนมีเรดาร์
กระโจนเลย ขอแจม ขอฟัง เผื่อเป็นประสบการณ์ เผื่อเราจะได้มั่ง เห็นมั่ง ... ไอ้อย่างนี้ล่ะไวปานวอก
ที่จิตไปจิตมานี่เอื่อยเหมือนเรือเกลือ ไม่ทันมันสักที ...มันเป็นยังไง
มันเป็นโรคขี้เกียจ โรคสติอ่อน
ปัญญาอ่อน ใจเบาเหมือนนุ่น ไม่หนักเหมือนแผ่นดิน ไม่ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน
ไม่รู้อยู่เห็นอยู่กับปัจจุบัน ...มันคอยส่ายแส่จ้องเหมือนหมาหิว ‘มันมีอะไรมามั่งวะ มันจะมีอะไร’
มันส่องอย่างนี้นะ จิตแต่ละคนนี่ คอยจะกระโจนๆ กระโดดไปหาอะไรเรื่อยไป
แล้วมันไป...ยังไม่รู้เลย
ไปตอนไหนยังไม่รู้เลย ใช่มั้ย ...นั่งรถมา นั่งรถไปนี่
อยู่กับเนื้อกับตัวสักกี่วินาที ตลอดนั้นเพลินนน...เพลินคุย เพลินดู เพลินวิพากษ์วิจารณ์
เพลินพูดเล่น เพลิน...ทุกอย่าง อะไรกระทบสัมผัส
เพลิดเพลินไปหมด ...ประมาท
ไม่รู้ตัวเลยนะนั่นน่ะ
เนี่ย เขามีที่ทำงานมาให้ตั้งแต่เกิด กายคือที่ืทำงาน
จิตคือที่ทำงาน ...แต่ไม่ยอมทำงานในที่ทำงาน ดันไปรับจ๊อบ หาจ๊อบทางตา ทางหู ทางจมูก
เพลินกว่าว่ะ ...ไม่ได้เงินเดือนเป็นชิ้นเป็นอันหรอกนะ แต่มัน...คือมันสะใจวัยรุ่นน่ะ
คือมันเป็นความเคยชิน คือในโลกเขาเป็นอย่างนี้
เพราะนั้นการเกิดมาเป็นมนุษย์
ได้พบพุทธศาสนา ไม่ใช่ของง่าย ได้ร่างกายจิตใจ ครบสามสิบสองไม่ขาดตกบกพร่อง
สติสมบูรณ์ดี ไม่บ้าใบ้เสียจริต ไม่ผิดเพี้ยนไป งอก่อกอขิง หรือจิตเป็นอัลไซเมอร์
หรือจิตเป็นพวกออทิสติกอะไรอย่างนี้ นี่ยกไว้ด้วยกรรม เห็นมั้ย ที่จะสมบูรณ์ไม่ใช่ง่ายๆ
แต่กลับเอาร่างกายจิตใจนี่ไปค้น ไปหา ไปทำ
ในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ หรือมีประโยชน์น้อยมาก มีประโยชน์พอแค่ยังชีพน่ะ แต่ประโยชน์สูงสุดนี่ไม่ทำ ...คือรู้เห็นและทำความแยบคายกับสิ่งที่อยู่ที่มีเดี๋ยวนี้ขณะนี้ จนชัดเจน...ว่าอะไรมันเป็นอะไร
หรือไม่ได้เป็นอะไร หรือมันเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง
จนมันยอมรับว่ามันเป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง
จนมันเห็นว่ามันไม่เป็นอะไรนอกเหนือจากเป็นแค่สิ่งหนึ่ง อาการหนึ่ง
หรือแค่ธรรมชาติหนึ่งลอยขึ้นมา ลอยอยู่อย่างนี้ ลอยไปลอยมาอย่างนี้ นั่นแหละคือเป้าหมายของการปฏิบัติ
ไม่รู้สภาวะอะไรทั้งสิ้น
แต่เห็นทุกสภาวะเสมือน...มีค่าเสมอกันเท่าศูนย์ เห็นทุกอาการมีค่าเสมอกันเท่าศูนย์
คือปกติและเป็นกลาง ... เป้าหมายคือตรงนั้น ... ไม่ใช่ได้อะไร เข้าใจอะไร
แต่มันเห็นอะไร มันรู้อะไร เหมือนไม่ได้รู้ เหมือนไม่ได้เห็นอะไร มันมีอะไร
มันเป็นอะไร เหมือนไม่ได้มีอะไร เหมือนไม่ได้เป็นอะไร ...นั่นแหละเป้าหมายของการภาวนา
ก่อนเกิด...ใจอย่างนี้
กำลังเกิด...ใจก็อย่างนี้ ดับแล้ว...ใจก็อย่างนี้ นั่นแหละผลของการภาวนา คือกลับคืนสู่ความปกติเป็นกลาง
มากขึ้นๆๆๆ มากขึ้นจนถึงที่สุด คือไม่หวั่นไหว หมดสิ้นซึ่งความปรุงแต่ง...ต่อขันธ์
ต่อสรรพสิ่ง ต่อสามภพ
อย่ามาไหวแค่สงสัย อย่ามาไหวแค่อารมณ์
อย่ามาไหวแค่สภาวะ ดูดิ มันไหวมั้ย ...ไม่ใช่ไม่ไหวเพราะกูแบกไหวจนอานเลยนะ
แบกทุกอย่าง หามทุกอย่าง มันจะไม่ไหวยังไง ... ไหว
มันแบก ...อะไรกูก็จะเอา สภาวะก็เอา
ภาวนาก็จะเอา งานก็จะเอา เงินก็จะเอา กูเอาหมด ไม่ทิ้งอะไรเลย มันก็เดินเอียงๆๆ เอียงกะเท่เร่
โซซัดโซเซเหมือนคนเมาเหล้า ...จิตมันเมา เมาขันธ์ เมาโลก
เมาทุกสิ่งที่มันกระทบสัมผัส
เราเคยบอกแล้วไง เหล้านี่ วางไว้นี่ ไม่เมาหรอก
ใช่ป่าว ...ไปกินทำไม ถ้ากินก็เมา ถึงเหล้ามันจะกินแล้วเมาก็ตาม มันเป็นธาตุเมาก็ตาม ...ก็ถ้ามันวางอยู่แล้วกูนั่งดูมึงอยู่นี่ กูจะเมามั้ยนี่ ...และถามก่อนว่ามันเคยชวนกูกินมั้ย
ไม่มีอ่ะ ...มีแต่กูน่ะอยากกินเอง
กินก็เมา ... เหล้าข้าวโพดก็เมา สามสิบห้า สี่สิบห้าก็เมา เหล้าแดงก็เมา
เอ็กซ์โอก็เมา ว้อดก้าก็เมา แชมเปญก็เมา สาเกก็เมา เห็นมั้ย เมาเหมือนกัน ...แต่รสชาติไม่เหมือนกันนะ
ไอ้อันนี้บาดคอ ไอ้อันนี้นุ่มคอ ไอ้อันนี้เมาลึก ไอ้อันนี้ โอ้โหเริ่ด ...แต่เมา... จะรสชาติยังไงก็เมา
แล้วไม่กินได้มั้ย...ไม่ได้ ... ไม่ได้เพราะอะไร เพราะ "กู" เป็นแอลกอฮอลิซึ่ม
เข้าใจมั้ย ...ใจดวงนี้มันมีเชื้อเมาเชื้อบ้าอยู่
คืออาสวะ มันเป็นความเคยชิน ...ไม่ต้องมีใครเชื้อเชิญหรอก กูกินเลย
เพราะมันมีเชื้อเมาอยู่แล้ว
พอพระพุทธเจ้าสอนให้รู้อยู่เห็นอยู่ อย่าตามมัน อย่าเชื่อมัน ...เหมือนกับเอากรงมาขังมันอย่างนี้ ...มันดื้อ มันไม่ยอมอ่ะ ...กูจะกินๆ กูจะหา กูจะเอา
อันไหนดีกว่านี้ จะกินน่ะ ...แล้วก็บอกว่าไม่ค่อยสบายใจเลย
พอกำหนดสติสมาธิปัญญาแล้วดูมันอึดอัด
ก็เหมือนกับบังคับให้คนกินเหล้ามันหยุดกินเหล้าน่ะ ... แรกๆ ก็ต้องอย่างงั้นน่ะ เพราะอะไร ...เพราะมันยังไม่รู้ว่ามันเป็นเหล้า กินแล้วก็เมา ไม่มีอะไรดีกว่านั้นหรอก ...ความเคยชินที่มีอยู่ภายในนั่นแหละ
ต้องอาศัยสติเท่าทัน รู้...แล้วกลับมาอยู่ที่รู้ ...เหมือนขังกรงก็ต้องขังกรงน่ะ
มันก็เหมือนอึดอัด เหมือนคับข้องน่ะ เหมือนกับฝืน ฝืดน่ะ ไม่ลื่นไม่ไหลน่ะ ไม่เป็นอิสระ
ดูเหมือนไม่เป็นอิสระที่ต้องคอยรู้อยู่เสมอ จะโกรธทีก็ต้องรู้ จะอยากคิด อยากปรุง
อยากหา ก็ต้องรู้ คอยรู้ แล้วก็กลับมา
ถ้าหยุดคิด หยุดปรุง หรือคิดน้อยลง ปรุงน้อยลง
หรืออยากน้อยลง โกรธน้อยลง โลภน้อยลง แล้วมันไม่ค่อยเพลิดเพลินในการคิดในการปรุง ...มันเสียดายความเพลิดเพลินในการคิดในการปรุง มันเสียดายในการมีอารมณ์มากขึ้น
มีความสุขมากขึ้น
พอรู้...แล้วมันจะถูกลดทอนลงไปหมด มันเลยทานทนไม่ได้
เพราะอยากเมาอ่ะ อยากเมา รสชาติมันอร่อยอ่ะ เนี่ย ...ทั้งๆ ที่เหล้าคือเหล้า
มันไม่มีมือมีตีนยื่นมารดราดปากคอเลย ...จะไปโทษเหล้าไม่ได้นะ
‘ทำไมถึงมาพูดยังงี้กับเรา อย่างนี้ต้องด่าถึงโคตรมันเลย’ เห็นมั้ย จะไปโทษเขายังไง ...ไอ้อาการของโลกน่ะคือของมึนเมาอยู่แล้ว เป็นทุกข์โดยธรรมชาติ ... เข้าใจคำว่าทุกข์โดยธรรมชาติมั้ย คือทุกขสัจ ... หาดีไม่ได้หรอก
มีแต่ความแปรปรวนแล้วก็ดับ มันจะดีได้อย่างไร แน่ะ พระพุทธเจ้าถึงบอก
มันคือทุกข์โดยธรรมชาติ
เพราะนั้นทุกอาการน่ะ ไม่ว่าดี-ร้าย
ที่เราเคยให้ค่าว่าอันนั้นถูกอันนั้นผิด มันคือทุกข์โดยธรรมชาติที่ปรากฏ
อะไรที่ปรากฏขึ้นท่านเรียกว่าทุกข์หมดน่ะ ...สำคัญคืออย่าไปกินเขาสิ
อย่าไปอ้างนู่นอ้างนี่ สังคมเขาว่ากัน อยู่ในสังคมนี้ อยู่ในงานเลี้ยง
คุณไม่เมาได้อย่างไร
ถ้าจะฝืนก็เหมือนคนแปลกแยกน่ะ
ไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเลย เหมือนมีโลกส่วนตัวอะไรอย่างนี้ ...กลัวเขาว่า กลัวเข้ากับคนไม่ได้ กลัวคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ...เพราะมันคุยกันรู้เรื่องดี คนเมากับคนเมา ...เคยเห็นคนเมาคุยกันมั้ย “อ๊าย กูไม่เมา
มึงน่ะเมา” (หัวเราะกัน)
เพราะนั้นคนในโลกคือคนเมา
มันถึงคุยกันรู้เรื่องกันดี ...แล้วพอใครจะถอยออกจากวงเหล้าก็ถูกว่า “จะรีบไปไหน ห๊า
ทิ้งเพื่อนแล้วๆ” อะไรอย่างนั้น ... แล้วมันก็เกรงใจ...เกรงใจโลกนะ ไม่ค่อยเกรงใจธรรม
กับโลกนี่เกรงใจจัง
เกรงใจคนรอบข้าง เกรงใจกิเลสมนุษย์ เกรงใจความเห็นผิด ...เกรงใจเขาจะโกรธ เขาจะว่า...ว่าจะรีบเลิกเหล้าทำไม
ยังไม่เมาถึงที่เลย ...คือยังไม่ทันขับรถลงเหวเลยอ่ะ ทำไมรีบเลิกซะล่ะ
น่าจะตายด้วยกัน พร้อมๆ กันเลย ... แล้วก็เลยเกรงใจอ่ะ เกรงใจ ...ขอเมาต่อ
(ต่อแทร็ก 6/8)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น