วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 6/5






พระอาจารย์

6/5 (541217A)

17 ธันวาคม 2554




พระอาจารย์ –  มันธรรมดา...ภาวนา...มันต้องตอกย้ำลงไปอยู่เสมอ ...กำลังมันเตาะแตะๆ แต่ละคน  มันใช้เวลาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อ้างกาลอ้างเวลาอยู่เสมอ  

มันมีแต่งาน...งานภายนอก มันก็เลยละเลยงานภายใน งานภายในกลายเป็นเรื่องรองไป  ต้องให้เหตุปัจจัยแวดล้อมตรงตามที่กำหนดจริงๆ ถึงค่อยมาทำงานภายในนี้ ... กว่าเหตุปัจจัยแวดล้อมมันจะได้อย่างที่สัปปายะ มันก็ก่อกรรมสร้างภพสร้างชาติยืดยาวไปแล้ว

เรียกว่าต้องอาศัยความเตือน...กระตุ้นอยู่เสมอ ต้องคอยตรวจสอบใจอยู่เสมอ ... ใจเป็นยังไงเดี๋ยวนี้  มันส่ายมั้ย มันแส่มั้ย หรือมันรู้อยู่มั้ย มันรู้อยู่ในที่ปัจจุบันมั้ย มันออกนอกปัจจุบันมั้ย  มันไปหลง ไปเพลินกับอะไร ...นี่ต้องคอยตรวจตรา มีสติแล้วมันก็คอยตรวจตรา สังเกต ถี่ถ้วน มันไปมันมายังไง

เมื่อมันถี่ถ้วน มันเท่าทันแล้ว มันก็จะกลับมาอยู่ในกายใจปัจจุบัน อยู่ด้วยความเป็นกลาง ...แล้วก็เพียรรักษาความเป็นกลางในปัจจุบันไว้ ไม่หลงไม่เพลินออกไป ...เคลื่อนออกไปนิดเดียวมันก็ไปแล้ว เคลื่อนออกจากปัจจุบันแล้ว

เพราะนั้นมีสติตัวเดียวเท่านั้นแหละมันถึงจะเท่าทันจิต ...อาศัยอุบายอื่นวิธีอื่น มันได้เป็นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น  มีแต่สติแหละมันจึงเท่าทันการไปการมาของจิต ...มีอะไรมากระทบ มีอะไรมาสัมผัสมันนี่ จิตมันก็โลดแล่นออกไป ไปอดีต ไปอนาคต ไปหมาย ไปมั่น ไปคาด ไปเดา ไปหวัง ไปมี ไปคาดว่าจะมี ไปคาดว่าจะเป็น ...มันก็เลื่อนออกจากปัจจุบัน

สติจนทันแล้วมันก็ต้องหยุด...หยุดอยู่ในปัจจุบัน...หยุด ระลึก ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน กายปัจจุบัน จิตปัจจุบัน ตาปัจจุบัน หูปัจจุบัน จมูกปัจจุบัน อย่าเคลื่อนไป ... จิตมันก็จะหดลงไปเรื่อยๆ ความปรุงแต่งมันก็จะอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ  กระทบอะไร สัมผัสอะไร มันก็เป็นสักแต่ว่า ผ่านไปๆ  ใจก็รู้อยู่ภายใน ตั้งมั่น เป็นเอก เป็นหนึ่งอยู่...รู้

มันก็จะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ชัดเจน...ความไปๆ มาๆ ของอาการต่างๆ นานา  มันก็จะเริ่มเห็นความไม่มีคุณค่าสาระแก่นสารใดๆ ในสิ่งที่มันเป็นอารมณ์จร ... รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ พวกนี้มันก็คืออารมณ์จร อารมณ์ภายนอก  ความคิดความปรุง เวทนาภายใน ก็เป็นอารมณ์ภายใน มันจรไปจรมาของมันไป ตามวิสัย

วิสัยโลกวิสัยขันธ์มันเป็นอย่างนั้น เพราะว่ามันอาศัยความปรุงแต่งเป็นแดนเกิดของมัน  เมื่อมันหมดเหตุปัจจัยของการปรุงแต่ง มันก็เปลี่ยน มันก็ดับ มันไม่ใช่ธุระของใครคนใดคนหนึ่ง ...ใจมันก็จะมาเรียนรู้อย่างนี้ มันเห็นอย่างนี้ มันก็เข้าใจ เห็นธรรมตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อนไปจากธรรม

ส่วนมากจิตของคนเรา การใช้ชีวิตของคนเรา มันเคลื่อนออกจากธรรม มันคลาดเคลื่อน  มันก็เลยเป็นธรรมที่มันแอบแฝง เจือปน ปนเปื้อน หรือว่าปลอมๆ  คือมันถูกปลอมมาด้วยความปรุงแต่ง ด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน ...ธรรมมันก็เลยเป็นธรรมปลอมๆ 

แล้วเราก็มาหลงของปลอม  ...มันไม่เห็นธรรมจริง ไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริง  มันก็เลยไปติด ไปข้องกับไอ้สิ่งที่มันปลอมๆ ปนๆ ด้วยอำนาจของความไม่รู้นั่นแหละ

แต่ถ้าฝึกรักษาใจไว้...ด้วยสติในปัจจุบัน มันก็จะเห็นธรรมตามความเป็นจริงที่ปรากฏ...มันมีแค่ปัจจุบัน  นอกนั้นไปไม่จริง ... มันจะเริ่มเห็นอย่างนี้ก่อน  

เมื่อมันเห็นว่านอกจากนี้ไปไม่จริงนี่ ไม่ต้องว่ายังไงแล้ว มันก็เริ่มละในตัวของมันเองแหละ  ...ไอ้การคิดไปข้างหน้า คิดไปข้างหลัง เรื่องราวที่ยังไม่เกิด เรื่องคนนั้น เรื่องคนนี้ ...มันก็เห็นว่าไม่มีสาระ มันไม่จริง มันไม่มีอะไรจริง มันเป็นภาพลวงตาที่มันปรุงขึ้นมาด้วยความอยากความไม่อยากใดๆ ก็ตาม ที่ไปสร้างธรรมปลอมๆ ขึ้นมา เป็นธรรมปลอมปน  

มันก็กลับมาอยู่กับความจริงในปัจจุบัน ...และในขณะที่มันอยู่กับความจริงในปัจจุบัน มันก็จะเรียนรู้ปัจจุบันธรรม...ว่าปัจจุบันก็ไม่เที่ยง ว่าปัจจุบันก็เกิดดับ ว่าปัจจุบันก็แปรเปลี่ยน ยักย้าย แปรปรวน ไม่แน่นอนอยู่เสมอ นั่น ใจมันก็เริ่มเห็นปัจจุบันแล้วก็ละปัจจุบันพร้อมกัน  ปล่อย...รู้ปัจจุบันแล้วก็ปล่อยปัจจุบัน

แต่เบื้องต้นนี่ ถ้าใจไม่อยู่กับปัจจุบัน มันก็จะไปอยู่กับสิ่งที่ไม่จริงในอดีตในอนาคต  ...แล้วมันก็จะมีการเจตนา มีความอยาก มีการกระทำ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมไป ไม่จบไม่สิ้น...มันไม่จบไม่สิ้น

เพราะนั้นว่า สติเมื่อรู้ปัจจุบันเห็นปัจจุบันแล้ว มันจะเห็นจุดที่จบสิ้น ... มันจะเห็นสภาพนึงที่มันมีอยู่คงอยู่ คือสภาพใจ ใจรู้ใจเห็นที่มีอยู่  เป็นความจริงที่มีอยู่ตลอดเวลา  เรียกว่าเป็นพุทธภาวะก็ได้ หรือว่าพุทธะพุทโธก็ได้ หรือว่าผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบานก็ได้

เป็นความสว่าง สะอาด สงบ ภายใน มันเป็นความสว่าง สะอาด สงบที่ไม่ได้ทำขึ้นมา ไม่ต้องไปขุดค้นค้นหา คือมันมีอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้วภายในทุกตัวสัตว์บุคคลนั่นแหละ เรียกว่าพุทธภาวะ

อาศัยการที่ตั้งมั่นอยู่ที่ภาวะนี้แหละ...ภาวะรู้ ภาวะเห็น ภาวะตื่น ภาวะสว่างภายในนี่แหละ ตั้งมั่นอยู่กับตรงนี้  จากจุดนี้ไปมันก็จะเห็น มันเห็นจากข้างในออกไปข้างนอก ... ตัวข้างในนั่นแหละ ตัวรู้ตัวเห็น ตัวสว่าง มันจะเห็นจากข้างในตรงนี้ออกไป เห็นความเป็นไปของผัสสะ ของขันธ์ที่อยู่ตรงหน้ามัน

เรียกว่ามันออกไปเรียนรู้ธรรม มันเห็นธรรม เห็นธรรมที่แสดง ... มันก็แสดงอยู่บทบาทเดียวนั่นแหละ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป  มันก็เห็นธรรม  จนแจ้งในสรรพสิ่งที่มากระทบ ที่มาปรากฏอยู่ต่อหน้ามันในปัจจุบันนั่นแหละ 

ว่าไม่มีอะไรเสถียร ไม่มีตัวตนที่แท้จริง  มันเป็นตัวตนแค่ชั่วคราว เท่าที่เหตุปัจจัยหล่อหลอมมันขึ้นมาตามกาลตามเวลา  แล้วก็สุดท้าย ตัวตนนั้นก็สูญไป สิ้นไป หมดไป...เอง หาไม่ได้ หาที่ตั้งอยู่ไม่ได้

เมื่อใจรู้ใจเห็นมันชัด มันตรงต่อปัจจุบันธรรม  เกิดตรงไหน...มันก็เห็นความดับอยู่ที่ตรงนั้น ...ไม่ออกไปหาธรรมอันอื่นที่ยังไม่เกิด หรือว่าธรรมอันอื่นที่ดับไปแล้ว เรียกว่ามันตรงต่อธรรม  

ตรง...ต้องตรงต่อธรรมอย่างนี้  ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ...ต้องตรงต่อปัจจุบัน รู้ตรง เห็นตรงลงไปในปัจจุบัน สม่ำเสมอต่อเนื่องไป  มันก็เห็นปัจจุบันนั้นน่ะ มันเกิดตรงไหนมันก็ดับที่ตรงนั้น ไม่ต้องไปหาที่ดับ ไม่ต้องไปหาที่เกิด

ถ้ามันทัน ถ้ามันตรงลงจริงๆ แล้วในทุกขณะทุกเวลานี่  ธรรมที่ปรากฏต่อหน้ามันนี่ ต่อหน้าใจปัจจุบันตรงนั้นน่ะที่มันไม่เคลื่อนออกไปจากรู้เห็นปัจจุบัน ...ธรรมที่มันตั้งอยู่ตรงหน้ามันนี่ ถ้าจะเรียกก็เรียกว่าเป็นฐีติธรรม ธรรมฐีติก็ได้  ส่วนใจที่รู้ที่เห็นธรรมตรงปัจจุบันที่ปรากฏนั้นโดยไม่คลาดเคลื่อนน่ะ ก็เรียกว่าฐีติจิต เห็นมั้ย ต้นจิตต้นธรรม...มันเกิดขึ้นครั้งแรกนี่ มันเกิดตรงนั้น

อาศัยญาณทัสสนะที่รู้เห็นเด่นชัดอยู่ในปัจจุบันทั้งสองสิ่ง ทั้งฐีติธรรม ฐีติจิต ด้วยความเป็นกลาง  ศีลสมาธิปัญญามันก็เกิดสมดุล กลมกลืน ไม่มีความหมายใดๆ ในการตั้ง ในการรู้นั้น  มันก็เห็นความดับไปในขณะนั้นทันที ...ดับทั้งฐีติจิต ทั้งฐีติธรรม

จิตนี่ก็ดับ ธรรมก็ดับ หาที่ตั้งไม่ได้  ภาวะนั้นน่ะเรียกว่าภาวะนิโรธ ความดับสิ้น  ขันธ์ตรงนั้นดับสิ้นหมดในปัจจุบันนั้น แม้แต่จิตก็ดับ จิตที่ออกมารับรู้ จิตที่มารู้กับขันธ์ปัจจุบันนั้น ดับพร้อมกัน นี่เรียกว่านิโรธ

อาศัยที่ญาณทัสสนะ เป็นกลาง รู้เห็นความเกิด-ดับในปัจจุบันพร้อมกันเสมอ  จิตมันก็จะเข้าถึงฐานของใจที่แท้จริง ที่มันว่างเปล่า ...จนอยู่บนความว่างเปล่า ไม่มีตัวตน

เมื่อมันเต็มพร้อมเต็มที่ ภาวะใจมันก็จะเกิดการยอมรับ  เป็นญาณทัสสนะญาณหนึ่งที่เรียกว่า โคตรภูญาณ ... เมื่อมันเห็นเป็นอย่างนั้นแล้วนี่ ทางของมรรคนี่สว่างหมด มันไม่มีการกระทำแล้ว จะไม่ออกไปกระทำ ไปในอดีต อนาคต ข้างหน้า ข้างหลัง 

วิธีการต่างๆ มันหมดแล้ว มันไม่ทำแล้ว หยุด...กลับมาตั้งมั่นรู้เห็นเป็นจริงกับปัจจุบันเท่านั้น ไม่ว่าปัจจุบันนั้น จะนาน จะช้าจะเร็วหรืออะไรก็ตาม มันก็เป็นแค่ของสักแต่ว่าที่มันตั้งอยู่ รู้ก็เป็นสักแต่รู้ที่ตั้งอยู่ กับของที่สักแต่ว่า

แต่เมื่อใดที่มีจิตก่อเกิด...ไปหมายไปมั่น  ...เพราะมันยังมีความไม่รู้ภายในใจ  มันก็จะเกิดเป็นจิตที่ไปคว้าไปจับอาการของขันธ์นั้น ... แต่อาศัยสมาธิปัญญา มันก็จะทัน มันก็จะเห็นความดับไปในขณะนั้นทันที  ก็คงเหลือแต่...ถ้าเหตุปัจจัยของขันธ์นั้นยังไม่ดับ มันก็เป็นสักแต่...ปวดก็สักแต่ปวด เมื่อยก็สักแต่เมื่อย รู้ก็สักแต่รู้ รู้ว่าปวด รู้ว่าเมื่อย ... นี่ มันเหลือแต่สัก

แต่ถ้ามันเข้าไปหมายปั๊บ สติสมาธิปัญญามันจะทัน...ดับๆ ดับตรงฐีติธรรมกับฐีติจิต เนี่ย นิโรธ ดับ...ความดับไป ความสิ้นไป จนถึงที่สุดของนิโรธ ก็เรียกว่าเป็นนิโรธสมาบัติ

เพราะนั้นในระหว่างเห็นความเกิดดับในปัจจุบันนี่ จริงๆ มันเป็นสมาบัติ...สมาบัติอันหนึ่ง แต่เป็นสมาบัติในแง่ของปัญญา ความดับ ความสิ้น ความสูญไป  ไม่ใช่สมาบัติในลักษณะของอรูป 

ให้เห็นความดับบ่อยๆ ดับไปพร้อมกัน ... รู้ตรงไหนก็ดับตรงนั้น เห็นตรงไหนก็ดับตรงนั้น ... เหนือจากรู้ไปมันก็มีอาการเห็นน่ะ  เหนือจากผู้รู้ไปนี่ คือเห็น...สองสิ่งนั้นดับไป  

จนไม่เหลืออะไร จนใจนี่มันรู้สึกไม่เหลืออะไร ไม่มีอะไรเหลือ  ไม่เหลือพอที่จะให้ไปตั้งที่ตั้งฐาน ไปหมายไปมั่น ไปยึด ไปถือ ไปครอง ไปจับไปจอง ... ใจมันก็จะเกิดความรู้จำเพาะจิตใจขึ้นมาว่าเป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวตนที่แท้จริง ...ตัวตนที่แท้จริงคือความว่างเปล่า 

เหมือนกองฟาง...มันไม่มีแก่น มันเป็นอะไรที่มันโหย่งๆ กลวงๆ ไม่มีสาระแก่นสารข้างในนั้น  มันก็ปรากฏเป็นรูปร่างพอซึมซาบซึมซับเบาๆ แค่นั้นเอง  แต่หาความเป็นแก่น เป็นสาร เป็นสาระในนั้นไม่ได้  ...  มันก็เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอย่างนั้น

หมายความว่าใจมันเข้าไปยอมรับความเป็น สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวตน ... ไม่ได้หมายความว่ามันว่าง...มันมี เหมือนกองฟาง  แต่ว่าไอ้ตัวตนที่แท้จริงมันคือความว่าง ...คือที่สุดมันดับไป ไม่เหลืออะไร ไม่ว่ามันจะมาในรูปลักษณ์ไหน บุคลิกไหน อาการไหน

ปัจจุบันสำคัญ ... ปัจจุบันจิต-ปัจจุบันธรรม...เป็นธรรมคู่กัน  ปัจจุบันจิตคือรู้ ปัจจุบันธรรมคือทุกสิ่งที่เดี๋ยวนี้มีอยู่ตั้งอยู่ ...อยู่ตรงนี้ก่อน จนมันออกไปนี่ทัน...กลับมา...สติทัน สตินี่ให้เท่าทัน เท่าทันก็กลับมาตั้งอยู่ รู้อยู่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้มันเห็นความดับไป ความหมดไป ความสิ้นไปในปัจจุบัน นั่นน่ะคือเห็นไตรลักษณ์ในปัจจุบัน 

ถึงแม้มันไม่เกิดไม่ดับ มันยังตั้งอยู่ ก็ให้รู้อยู่ รู้ก็ไม่เกิดไม่ดับ ก็ให้รู้อยู่ รู้อยู่กับมัน ...ทำไมรู้ไม่เกิด-ไม่ดับ เพราะสิ่งที่ถูกรู้มันยังไม่ดับ มันก็ต้องรู้อยู่กับสิ่งนั้น ใจมันก็ทำหน้าที่ออกไปรู้กับสิ่งนั้น

แต่ในขณะเดียวกันถ้ามันมีการเข้าไปหมายเข้าไปมั่น มันก็จะเกิดสภาวะจิตออกมาจากรู้นั้นน่ะ  ไปให้ค่า ไปอยาก ไปไม่อยากกับมัน ... สติที่มันกลมกลืนสมดุลอยู่ตรงนั้น ก็จะเห็นธรรมตรงนั้นแล้วก็จะเห็นความดับไปของจิตแรก...ที่เกิดจากรู้ ที่ต่อเนื่องออกไปจากรู้  มันก็จะเห็นจิตนั้นดับไปพร้อมกับความหมายมั่นที่มันปรุงขึ้นมากับขันธ์

เป็นธรรมชาติของขันธ์น่ะ มันมีเหตุแห่งการปรุงด้วยตัวของมันอยู่  มันจะตั้ง มันจะมากจะน้อย เป็นเรื่องของขันธ์ ... เมื่อตรงนั้นดับไป มันก็กลับมารู้อยู่ เห็นอยู่ กับสักแต่ว่าขันธ์ สักแต่ว่ากาย สักแต่ว่าจิต สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่าเวทนา  

แต่พอเริ่มไม่สักแต่ว่าพั้บนี่ อาการเขาเรียกว่าจิตมันเข้าไปเกาะเกี่ยว จิตมันไปเกิด...มันไปเกิดซ้อน  นี่ ปัจจยาการแห่งการเกิดมาแล้ว ...เพราะนั้นถ้าฝึกอยู่กับปัจจุบัน มันจะเท่าทันขณะจิตแรก  เมื่อเท่าทันจิตแรกบ่อยๆ นั่นน่ะ มันจะเข้าสู่ฐิติจิต รู้...ที่แท้จริง...ธรรมชาติรู้  ...จากธรรมชาติรู้แล้วมันจะเข้าไปสู่ธรรมชาติใจอีกทีหนึ่ง 

แต่ถ้ายังแยกไม่ได้ระหว่างรู้ ระหว่างจิต ระหว่างขันธ์ ระหว่างตัณหาอุปาทาน  มันจะปนกันไปหมด กลืนกันไปหมด มัวซัวไปหมด แยกใจไม่ออก ... เพราะว่าศีลสมาธิปัญญาไม่เพียงพอ ไม่กลมกลืน ไม่สมัครสมานสามัคคีพอดีกัน มันก็มัวๆ ซึมๆ เบลอๆ แล้วก็งงๆ ...จะสงสัย

ไม่ต้องทำอะไรน่ะ รู้เข้าไปอีก รู้อย่างเดียว  ทิ้งภาวะทุกอย่าง...ที่จะกระโจน ที่จะเข้าไปหา ที่จะเข้าไปแยกด้วยความอยากรู้อยากเห็นออกไป  รู้ไปธรรมดา รู้กายธรรมดา ยืนเดินนั่งนอน รู้ไปตรงๆ ...ปวดตรงไหนก็รู้ ขยับตรงไหนก็รู้ นิ่งก็รู้ คิดก็รู้ อยากก็รู้ 

รู้ไปตรงๆ ก่อน ...จิตมันจะหยุด จิตมันจะเริ่มหยุด จิตปรุงแต่งน่ะมันจะเริ่มหยุด ... เมื่อเริ่มหยุด มันก็จะอยู่กับรู้อยู่กับเห็น ด้วยสมาธิตั้งมั่นภายใน ...เมื่อมันพักในฐานรู้ฐานเห็นที่เป็นกลางดีแล้วนี่ อาการจิตแรกมันจะชัด ... มันจึงจะชัด มันจึงจะเห็นแล้วก็จำแนกได้ว่า นี่เรียกว่าจิต จิตไป จิตมา จิตแล่น จิตกระโดด จิตคว้า จิตจับ ...มันจะเห็น 

แล้วมันจะเห็นอีกตัวนึงที่รู้ไม่กระโดด ... มันแยกออกแล้ว แยกใจ แยกจิตออกจากใจ ใจรู้  แล้วมันก็จะเห็นจิตดับ...จิตที่รู้ไปน่ะดับ  เมื่อเห็นจิตรู้ไปดับ จากนั้น...ถ้าสิ่งที่ถูกรู้นั้นดับ จิตรู้ใจรู้ก็ดับ พร้อมกับขันธ์ที่ดับ นี่ แล้วมันก็เกิดขันธ์ใหม่ จิตรู้ใหม่  เห็นมั้ย ผู้รู้ก็ยังดับ ผู้รู้ไม่เที่ยงนะ

มันหลายขั้นตอน ...ถ้าไม่ละเอียด ถ้าไม่ถี่ถ้วนนี่ แค่พูดยังงงเลย ฟังยังงงเลย

เพราะจิตมันจะต้องอาศัยความละเอียด แยบคายมาก ... เพราะนั้นถ้าไม่ตั้งใจ ถ้าไม่ใส่ใจแยบคายกับมันจริงๆ จะแยกอะไรไม่ออก ... 

แล้วนี่ อย่าว่าแต่มีสติเลย ...ทั้งวันมันอยู่กับความหลงน่ะ  จะไปจำแนกธรรมที่มันละเอียดขนาดนี้ได้อย่างไร  

สติสมาธิปัญญามันไม่ได้ค้นหานะ ... แต่มันเป็นการวิเคราะห์ลงไป แล้วก็จำแนกในตัวของมันเอง จำแนก แยกธาตุ แยกขันธ์ แยกอายตนะ แยกใจ เป็นสัดเป็นส่วนไป  ไอ้นี่กี่ส่วนๆๆ หนักไปกี่ส่วน ตรงไหนมีน้ำหนัก ...มันจะชัดเจนในตัวของมันเอง

ซึ่งมันไม่ได้เกิดจากการคิดค้น ค้นหา ...แต่เรียกว่าเกิดจากการโยนิโสมนสิการ ที่เรียกว่าแยบคาย หยั่ง ...อาศัยใจเป็นผู้หยั่ง หยั่งรู้หยั่งเห็น ด้วยญาณทัสสนะ จนใจมันชำนาญ มันชำนาญมาก ...พออะไรเกิดขึ้นปั๊บ มันรู้ปุ๊บ ตรงไหนปุ๊บ มันแยกพั้บๆๆๆ ...อันไหนไม่จริงดับหมด

ไอ้ที่ดับมันดับแต่ของไม่จริงน่ะ อันไหนจริงยังอยู่  ขันธ์ยังมีอยู่...มันก็รู้อยู่ รู้ก็มีอยู่  เพราะขันธ์ยังมีอยู่ก็รู้อยู่กับขันธ์เท่านั้นเอง ... ยังเหลือแค่กายกับใจ นอกนั้นไม่เหลือ เหลือกายกับใจเป็นวิหารธรรม

ในลักษณะเวลาฟัง เวลาได้ยินนี่ เราไม่ต้องไปเทียบเคียงกับใคร ไม่ต้องไปเอาสภาวะคนนั้น รู้อย่างนั้น เห็นอย่างนี้ ประหลาดมหัศจรรย์พิสดาร ขั้นนั้น ภูมินี้ อู้ย เสียเวลา  

ให้มาทำความเข้าใจตัวเอง ในกองขันธ์ กองใจนี่ ...อะไรเป็นอะไร มันเป็นอะไร ทำไมถึงเป็น อันไหนเป็นจริง อันไหนเป็นไม่จริง อันไหนโดยความปรุงแต่ง อันไหนเป็นความปรุงแต่งตามธรรมชาติ อันไหนเป็นความปรุงแต่งด้วยอำนาจของความไม่รู้

เห็นมั้ย มันก็จะจำแนกสัจธรรม กับไอ้ที่ไม่ได้เป็นสัจธรรม...คือเป็นธรรมที่แปดเปื้อนปนเปื้อนด้วยความไม่รู้  เช่นอะไร...สมมุติ บัญญัติ ความเห็น การให้ค่า...เป็นคุณ-เป็นโทษ ถูก-ผิด ควร-ไม่ควร นี่ พวกนี้ เขาเรียกว่าเป็นธรรม เป็นธรรม ...ไม่รู้นะ เขาเรียกอะไร คนเขาก็ว่าสัทธรรมปฏิรูป 

จริงๆ น่ะ มันคือปฏิรูปธรรมน่ะ ปฏิรูปธรรมขึ้นมาใหม่ ด้วยความปรุงด้วยความเห็น ด้วยความเชื่อ ด้วยความไม่รู้ ด้วยความยึด ด้วยความติด ด้วยความข้อง เช่นบอกว่าก้อนนี้เป็นชาย ก้อนนี้เป็นหญิง นี่คือว่ามันเป็นสัทธรรมปฏิรูปอย่างนึงนะ ...ภาษาเรานะ ภาษาคนอื่นเราไม่รู้นะ

คือมันเป็นปฏิรูปธรรมขึ้นมาเองน่ะ ด้วยความไม่รู้ว่า นี่หญิง นี่ชาย  จากนั้นมันก็ปฏิรูปละเอียดขึ้นไปอีกว่าสวย ว่าไม่สวย ...นี่ ไอ้พวกนี้มันไม่จริง  มันเคลื่อนๆ มันเคลื่อนออกไปเรื่อยๆ จิตมันปรุงแต่งปฏิรูปไป ด้วยความคิดความเห็น พิสดารวิจิตรไปเรื่อยน่ะ  ความวิจิตรพิสดารของจิตมันก็ปรุงแต่ง เก็บเล็กผสมน้อยปรุงแต่งออกไป ให้ค่าด้วยตัวของมันไปเรื่อยๆ

แต่พอย้อนกลับๆๆ เรื่อยๆ เข้ามาที่ต้นธาตุต้นธรรม ... มันเห็นกายเป็นแค่ธาตุน่ะ เหลือกายเป็นแค่วัตถุธาตุ เป็นแค่ก้อน เหลือเป็นก้อน เป็นแค่ความรู้สึก เป็นแค่อาการ ...นี่ ธรรม ไอ้อย่างนี้ธรรม 

นี่เรียกว่าจิตเห็นธรรม รู้ธรรมตามจริง ... อันนี้ธรรมตามจริง เรียกว่าสัจธรรม ... ถ้านอกจากนี้ไปนี่ มันเป็นธรรมที่ปลอม ปลอมปน ด้วยความคิดความเห็นความเชื่อต่างๆ นานา

เพราะนั้นถ้ารู้ทันปัจจุบันจริงๆ นี่ ขณะแรกของการรับรู้...ขณะนั้นจริงหมดน่ะ มันจริงเท่าที่มันปรากฏน่ะ  แล้วการปรากฏนั้นน่ะ ไม่มีค่า ไม่มีความหมายในตัวของมันเลย ...นั่นล่ะธรรม 

อาศัยใจที่มันรู้ธรรมเห็นธรรมอย่างนี้ ซ้ำซากๆ บ่อยๆ เนืองๆ เป็นนิจ  มันก็จะคลายน่ะ ...สำรอก ไอ้ที่ปลอมปนออกไป...ความคิดบ้าง ความเห็นบ้าง ความเชื่อบ้าง การให้ค่าตามโลก ตามบุคคล ตามที่เคยวิเคราะห์คาดเดามาก่อน มันก็คายทิ้งหมด  เห็นมั้ย มันสั้น มันดูเหมือนโง่ไปเลย เพราะมันไม่เข้าไปปฏิรูปธรรมใดๆ เลย ...ตรงไปตรงมา

พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าปฏิบัติตรงน่ะ  ก็คือการรู้ตรงเห็นตรง ตรงต่อธรรม...ที่ปรากฏในปัจจุบัน  มันจึงจะเรียกว่าเห็นธรรมตามจริง ... โดยไม่ต้องไปคอยบอกคอยสอนเลยว่ามันคืออะไร หรือต้องไปคอยเปิดตำราดูมั้ยว่ามันใช่หรือไม่ใช่ 

มันไม่เอาอะไรมาเทียบเคียง ...เพราะตัวมันไม่มีค่าใดๆ  มันเป็นแค่ผลจากการปรุงแต่งอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาแค่นั้นเอง  จากนั้นน่ะจึงจะเห็นธรรมนั้นน่ะดับไป ...มันก็จะเห็นอะไรที่ตั้งอยู่ว่างๆ แล้วก็ดับไปว่างๆ

เพราะนั้นระหว่างก่อนตั้ง ระหว่างมันตั้ง ระหว่างที่มันดับไป  ภาวะนี่มันเท่ากันหมดน่ะ มันว่างหมด ...ว่างจากความคิด ว่างจากความเห็น ว่างจากความยินดี ว่างจากความยินร้าย ว่างจากความสุข ว่างจากความทุกข์ ว่างจากดี-ชั่ว ถูก-ผิด มันว่างหมด

ภาวะนั้นเรียกว่าปกติ  ใจก็เป็นรู้ปกติ ...ไม่มีผู้ที่เป็นสุข ไม่มีผู้ที่เป็นทุกข์   เพราะธรรมชาติของใจ... ใจรู้หรือว่าใจเห็น ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีอะไรตั้งได้ ... สุขก็ตั้งไม่ได้ ทุกข์ก็ตั้งไม่ได้  

ไอ้ที่มันตั้งอยู่เพราะมันตั้งอยู่ในจิต มันตั้งที่จิต...จิตเรา  จิตที่มีความหมายมั่นว่าเป็นเรา มันไปตั้งอยู่ตรงนั้นแหละ  มันก็เลยเกิดภาวะที่ว่า “เราทุกข์” อยู่ข้างใน  จิตมันทุกข์ จิตเราทุกข์น่ะ ...ใจไม่ทุกข์ 

รู้ไปเห็นไปในปัจจุบัน มันจะจำแนกแยกออกให้ชัดเจนเอง  เมื่อชัดเจนเองแล้วสบาย  จิตทุกข์ก็เป็นเรื่องของจิต ใจไม่ทุกข์ ใจรู้ ... อยากทุกข์...ทุกข์ไป อยากปรุง...ปรุงไป เรื่องราวอะไร...ไม่สน  รู้อย่างเดียว อยู่ที่รู้ที่เห็น  

จนกว่ามันจะหมดกำลังไป ...เมื่อหมดกำลังปุ๊บแล้วก็ไม่ให้ค่าไม่ให้ความหมายกับจิต  การให้ค่าให้ความหมายกับจิตก็จะน้อยลง ก็จะเหลือแต่จิตสักแต่ว่าจิต

รู้บ่อยๆ รู้เนืองๆ  เผลออีกรู้อีกๆ  กายทำอะไร ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว...รู้ ไหวที...รู้ทีๆๆ รู้มันเข้าไป อย่าขี้เกียจ ... รู้นิดๆ น่ะดีแล้ว เห็นกายขยับที...รู้ที ไม่ต้องไปเพียรเพ่งอะไรเอาจริงเอาจังมากมาย  นั่งเฉยๆ ไม่ขยับก็รู้ลมไป ดูลมเข้าดูลมออกไป 

อะไรก็ได้ที่เป็นกายปัจจุบันน่ะรู้มันลงไป ความรู้สึกตรงไหน...รู้มันลงไป  เพื่อให้ใจมันอยู่ ไม่ให้จิตมันไป ...รู้เพื่อให้ใจมันอยู่  เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ในปัจจุบันบ่อยๆ รู้นี่มันจะชัดเจนขึ้นมาเอง  มันจะลอยตัวออกมา มันจะลอยออกมาจากขันธ์ 

เมื่อมันลอยตัวออกมาจากขันธ์ ภาวะต่อไปมันก็จะเห็นขันธ์ตามจริง เห็นขันธ์เกิดดับ เห็นขันธ์แปรเปลี่ยน เห็นขันธ์ย้ายไปย้ายมา เห็นความไม่คงที่ของขันธ์ เห็นขันธ์ไม่เป็นใคร ของใคร ...เห็นขันธ์เป็นขันธ์ 

เห็นแขนเป็นแขน เห็นขาเป็นขา เห็นมือเป็นมือ เท้าเป็นเท้า ... ไม่มีมือใคร ไม่มีเท้าใคร ไม่มีใครเดิน ไม่มีใครนั่ง ไม่มีใครไป ไม่มีใครมา ... มีแต่เดินบ่ดาย นั่งบ่ดาย ขยับบ่ดาย นิ่งบ่ดาย  ไม่มีใครขยับ ไม่มีใครนิ่ง ไม่มีเรานิ่ง  เนี่ย รู้ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ อะไรเกิดขึ้นก็รู้ๆ รู้เข้าไป ...มันก็แค่นั้นน่ะ 

มันก็จะเห็นกายว่ามันเป็นแค่นั้นจริงๆ ...มันเป็นแค่แขน มันเป็นแค่ขาตามสมมุติ ไม่ใช่แขนเราขาเรา ... มันก็เห็นเดิน ไม่มีเราเดิน เดินไม่ใช่ของเรา มีแต่เดิน...แล้วก็รู้ว่าเดิน แค่นั้นน่ะ ...ให้มันสั้นอยู่แค่นั้น อย่าไปพินิจพิเคราะห์อะไรมากมาย

พอเป็นเรา ก็รู้อีกว่าเป็นเรา พอมันรู้สึกว่าเราเดิน ก็ให้เห็นอีกว่าเราเดิน รู้สึกว่าเราเดิน ก็ให้เห็นอีกว่าเป็นความรู้สึกว่าเราเดิน ช่างหัวมันสิ  แล้วบางครั้งก็เห็นว่า...เดินกับรู้ว่าเดิน  เดินไปเดินมา อ้าว เรากำลังเดิน ก็รู้อีกว่าเรากำลังเดิน เอ้า ให้เห็นว่ามันมีอาการว่าเรากำลังเดิน ก็เห็นไปเรื่อยๆ

คือตรงไปตรงมา ... อย่าไปอ้อมค้อม อย่าไปกลัว อย่าไปกล้ากับอะไร อย่าไปกลัวธรรม อย่าไปกล้าต่อธรรม  อ่อนน้อมต่อธรรมที่ปรากฏ รับรู้รับทราบเท่านั้นแหละ ด้วยความอ่อนน้อม เคารพ

มันจะแสดงอย่างไร มันจะเกิดความรู้สึกอย่างไร ...ดีร้ายถูกผิดเก็บไว้ก่อน ตำราที่เคยอ่าน ที่ครูบาอาจารย์เคยบอกไอ้นั่นใช่ ไอ้นี่ไม่ใช่ เนี่ย อย่าเพิ่งเอามาตีตนไปก่อนไข้ ตื่นเต้นตกใจ เสียใจ กังวล หาทางหลุด หาทางออก 

ไม่ต้องออกจากมันหรอก ...รู้ไว้อย่างเดียว  นี่ เขาเรียกว่าปฏิบัติธรรมด้วยความเคารพต่อธรรมที่ปรากฏ

ตัวเองนั่นแหละเป็นธรรม ธรรมก็อยู่ที่มันปรากฏน่ะ ทุกสิ่งที่ปรากฏน่ะ เราเรียกว่าเคารพด้วยความตรง จริงใจ ไม่อ้อมค้อม ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีมายา ไม่สาไถย ... นักปฏิบัติมันจะติดมายา ติดมารยาสาไถย สร้างภาพ  กลัว กลัวถ้ามันจะเกิดอย่างนี้บ่อยๆ แล้วตัวตนไม่ดี

นี่ ก็ต้องการให้เห็นตัวตนที่แท้จริงน่ะ ...มันเป็นตัวตนอะไรก็ช่างหัวมัน ก็ไม่ได้เรียกหาเรียกร้องให้มันมา มันก็มา ...ไปกลัวมันทำไม ก็แค่รู้  ... พอรู้ปุ๊บนี่ มันก็ไม่ใช่เรื่องของใครแล้ว  มาอีกก็รู้อีก เกิดความรู้สึกยังไง เกิดความเห็นยังไง มันจะเป็นเรา มันจะเป็นของเรามากน้อยขนาดไหน จะมาก จะเลวร้าย ...รู้ไป ตรงที่สุด ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนออกจากธรรม

อย่าไปกลัวธรรม อย่าไปกล้าต่อธรรม อย่าไปรู้ดีกว่าธรรม อย่าไปสรรหาธรรมใหม่ อย่าไปไขว่คว้าธรรมที่ดีกว่าเหนือกว่า อย่าไปถือครองธรรมที่ยังมาไม่ถึง  เห็นมั้ย  ไม่งั้นมันก็อะไรไม่รู้วุ่นวี่วุ่นวายไปหมด สับสนอลหม่าน

ทั้งที่พระพุทธเจ้าสอนนี่ง่ายที่สุดน่ะ  การปฏิบัติก็ง่ายตรงลงไปในปัจจุบัน รู้ตรงเห็นตรงลงไปในปัจจุบัน ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย 

มีแต่เราไปทำให้มันซับซ้อน ...'ไอ้นี่เกิดไม่ได้ ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้นี่ไม่ใช่' ... จะทำให้มันใช่ จะทำให้มันดีอยู่ได้ อย่างเนี้ย มันก็เลยเป็นผู้ปฏิเสธธรรมตามจริง มันจะหาธรรมตามที่มันต้องการ และจะเห็นธรรมตามที่มันต้องการ มันวาดภาพไว้

พอเริ่มควานเริ่มหา...รู้อีก หาอีกแล้ว หนีอีกแล้ว...รู้อีก กลัวมันอีกแล้ว เกลียดมันอีกแล้ว...รู้อีก อาการนั้นจะไปแก้มันอีกแล้ว...รู้อีก นี่ รู้มันไปเรื่อยๆ รู้กำกับไปทุกอาการของธรรมที่ปรากฏ เอารู้ สติระลึกรู้แล้วก็กำกับ เอารู้กำกับไว้ มันจะไปไหน เอาดิ รู้อย่างเดียว รู้มันเข้าไป รู้ตัวเดียวเท่านั้น

หยั่งลงไป อยู่กับรู้ อยู่ที่รู้ อะไรเกิดขึ้นก็อยู่ที่รู้ อยู่กับเห็น ...ไม่ว่ามันจะแก้ ไม่ว่ามันจะตำหนิ ไม่ว่ามันจะติเตียนอาการ ไม่ว่ามันจะพยายามจะไปสร้างอาการใหม่มาทดแทน ปกปิด เปลี่ยนแปลงมัน หรือสร้างอุบายขึ้นมาอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น ... ก็ให้รู้ไปว่ากำลังทำอะไรอยู่ จิตมันกำลังทำอะไรอยู่ ให้เห็นลงไป

รู้เท่าทันทุกอาการ  นั่นแหละ สติมันจะรู้เท่าทันทุกอาการ ... แล้วก็เห็นว่าอาการน่ะ...มันเป็นแค่อะไรหลอกๆ เท่านั้นเอง  แค่นั้นน่ะ วูบๆ วาบๆ ปล๊อบๆ แปล๊บๆ  ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สาระอะไรทั้งสิ้น ... ใจมันก็จะเบาจะโล่งไปเอง เหลือแต่ใจรู้เปล่าๆ กับสิ่งที่ถูกรู้เปล่าๆ แค่นั้นเอง

ไอ้ความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ที่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่นี่ มันจะไม่ค่อยมี ... เหลือแต่จิตไปจิตมาของมันไป วนเวียนอยู่อย่างนั้น วนเวียนไปตามขันธ์ ... มันจะไปจ่อมไปแหมะอยู่กับอะไร พอรู้แล้วก็ถอยออก ถอนออก  ไม่งั้นจะเข้าไปมีไปเป็นด้วยเจตนา ปัจจยาการยาวเหยียดจะตามมา ภพชาติ สุขทุกข์ ความก่อเกิดไม่จบไม่สิ้น

พอกลับมาอยู่กับรู้เห็นกาย มันก็สุดท้ายมันก็เหลือแค่กายใจ มีอยู่สองอย่างแค่นั้นเอง  ยังเหลือแค่ลมหายใจเข้าออก...กับรู้  เหลือแค่นั้นจริงๆ ... นอกนั้นไม่มีอะไร  นอกนั้นเป็นอะไรลมๆ แล้งๆ ไป 

ถ้าไม่มีลมก็ตายแล้ว มันเหลือแค่นั้นน่ะ ยังคงเหลือแค่นั้น แล้วก็อยู่กันด้วยความสงบสันติไป ... เดี๋ยวลมก็วิปลาสคลาดเคลื่อนมากบ้างน้อยบ้าง จนหมดไปสิ้นไป ... สุดท้ายก็หมด รู้ก็หมด เหลือแต่ใจว่างเปล่า สะอาดบริสุทธิ์ เป็นเอก...เป็นเอกจิต เอกธรรม ในเอกภพ

ตอนนี้ไม่เป็นเอก...มันเป็นแอก ... ขันธ์ก็เป็นแอก จิตก็เป็นแอก มันตีตรวนตีคอกไว้ ว่าเป็นเรา จำเพาะตัวเราของเรา มันเป็นแอกเป็นตรวนนะนั่นน่ะ ...ปลดแอก ปลดตรวนออก อย่าไปให้ความสำคัญกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับจิตเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับอารมณ์เรา อย่าไปให้ความสำคัญกับกิเลสเรา

เมื่อใดเราให้ความสำคัญกับกิเลสเราน่ะ เราก็พยายามจะไปแก้กิเลสเราอยู่นั่นแหละ  แก้ให้มันดี แก้ให้มันหาย แก้ให้มันหมด ... เพราะอะไร เพราะมันเป็นกิเลสของเรา  ...ก็ไปว่าเอาเองว่ากิเลสเรา ก็ยังบอกว่าแขนน่ะเป็นแขนใคร แขนคือแขน เป็นใครล่ะ ของใครล่ะ เดินน่ะใครเดินล่ะ เป็นใครเดิน ไม่มีใครเดินนี่

แต่พอมาเราโกรธนี่ เอาแล้ว จะแก้ยังไงดี ... มันก็จะแก้เพราะว่าเราโกรธ โกรธเป็นเราน่ะ ...กิเลสก็กิเลสสิ ก็ปลดแอกจากมันสิ ... นี่เราก็ไม่ยอมปลดแอก  พออะไรเกิดขึ้นนิดเกิดขึ้นหน่อย มีอารมณ์เกิดขึ้น ไม่ได้ๆๆ ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้นี่ไม่ดี ไม่ถูก

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไปร่วมให้มัน...ไปสร้างให้มันมากขึ้น ... แต่อย่าไปผูกกับมัน อย่าไปเข้าแอก เอาเราเข้าไปแอกกับมัน ว่าเป็นเรื่องของเรา เป็นกิเลสของเรา ... กิเลสก็ไม่ใช่เรา เหมือนแขน เหมือนขา เหมือนผมเล็บฟันหนัง เหมือนกัน มันก็เป็นธาตุบ่ดาย

กายนี่ก็เป็นวัตถุธาตุ รูปธาตุ ...ถ้าลักษณะเป็นนามจับต้องไม่ได้ ท่านก็เรียกว่าเป็นนามธาตุ มันเป็นธาตุ  ธาตุขันธ์ วิภังค์ อภิธรรมแจงไว้หมดเรื่องธาตุเรื่องวิภังค์ การก่อตั้งของธาตุ นามธาตุ รูปธาตุ มันก็เป็นแค่ธาตุ ยังมาบอกว่าเป็นเราของเรา

ถ้าเป็นเราก็เดือดร้อนล่ะสิ ...ทำไมถึงมากล่ะ ทำไมถึงน้อย ทำไมถึงยังไม่หมดไปอีกล่ะ จะทำยังไงกับมันดีล่ะ ...นี่ก็เพราะเป็นเรื่องของเราหมดน่ะ มันถึงเดือดร้อน

ก็แค่รู้ไว้ ...จาก 'เรา' มาเป็น 'รู้' ไว้  เอาสติมากำกับไว้ สมาธิตั้งมั่นกับรู้ไว้  อยู่กับรู้ อย่าไปอยู่กับกิเลส ... ถ้าอยู่กับกิเลสนานๆ เดี๋ยวก็เป็นเราอีก เดี๋ยวก็ไปยึดมันเป็นเราอีก เดี๋ยวก็เข้าไปถือครองว่าของเราอีก แล้วก็ตั้งมั่น

สมาธิก็ให้ตั้งไว้ สติระลึกขึ้นมา รู้อยู่ว่าโกรธ แล้วก็ตั้งตรงที่รู้ว่าโกรธ  ตั้งที่รู้ หยั่งลงที่รู้ หยั่งเอาไว้ที่เห็น ไม่ว่าอาการไหน รัก-ชัง อะไรก็ตาม รู้ไว้  อย่าไปเอารักมาเป็นเราของเรา อย่าไปอยู่กับมัน อย่าไปเดือดร้อนกับมัน อย่าไปดีใจเสียใจกับมันในอาการ

อาการคืออาการ กิเลสคือกิเลส ไม่ใช่ของใคร เป็นกลาง ...แม้จะเกิดจากก้อนนี้กองนี้ก็ตาม แต่ก้อนนี้กองนี้ก็ไม่ใช่เรา  ก้อนนี้ก็ไม่ใช่ของเรา ใจนี้ก็ไม่ใช่ของเรา  อย่ามาบอกว่า...ก็มันออกมาจากนี้ก็ต้องเป็นของเราหมด มันก็ไม่ใช่เรา เพราะไอ้ตรงเหตุที่ออกมันก็ไม่ใช่เรา

อย่าไปเดือนร้อน อย่าเพิ่งไปเดือดร้อน ... ทำหน้าที่รู้ไว้เห็นไว้  เอาสติ อยู่กับสติ อยู่กับใจ อยู่กับที่ตั้งที่ฐาน ...อย่าไปอยู่กับมัน ถ้าอยู่กับมันเดี๋ยวก็จะถูกมันหลอกเข้าไปติดแอกติดกรง แล้วก็กลายเป็นเรื่องราวที่จะต้องมีการประกอบกระทำอะไรขึ้นมา...เป็นบุญเป็นบาป ไม่จบไม่สิ้น

ให้มันจบอยู่ที่รู้...กลับมาจบอยู่ที่เห็น.

(ต่อแทร็ก 6/6)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น