พระอาจารย์
6/19 (550102C)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง
2 มกราคม 2555
(ช่วง 3)
(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 6/19 ช่วง 2
จนกว่าเราจะใส่เจตนาจงใจกับมันไป ...นี่ มันจะเป่าหูเรา ...แรกๆ ก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ เดี๋ยวก็มาอีก
ซ้ำอีก มันโยกจนเสาที่ว่ามั่นๆ นี่มันโยกทีละนิดๆ ...เดี๋ยวก็ล้ม
มันยังงั้นน่ะ
จิตปรุงแต่ง ละเอียดลึกซึ้งมาก ...ต้องมั่นไว้ หน้าด้านหน้าทน ไม่เอาก็คือไม่เอา
ละคือละ ...ต้องละจริงนะ ไม่ใช่ละเล่นๆ นะ ถ้าละเล่นๆ น่ะ มันละไม่ได้หรอก ไม่ขาดหรอก
ถ้าละ...ละจริง ไม่ว่าบุญไม่ว่าบาป
ไม่ว่าดีไม่ว่าชั่ว ไม่ว่าเป็นธรรมและไม่เป็นธรรม ละหมดทั้งธรรม
และทั้งไม่เป็นธรรมน่ะ ...ไม่เอาอะไรสักอย่าง เอาแต่ใจดวงเดียวอยู่อย่างนั้น
รู้อยู่อย่างนั้น
นอกจากรู้ ...บอกแล้วไง ทิ้งหมด
ธรรมก็ทิ้ง มรรคก็ทิ้ง ผลก็ทิ้ง ...ไม่รู้ล่ะ กูไม่เชื่อมึงแล้ว นั่น
เอาใจรู้อยู่อย่างนั้นน่ะ ...ถึงจะเป็นปหานตัพพธรรมได้โดยเด็ดขาด
เข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าสมุจเฉทปหาน
มันก็จะประหารไปเป็นระลอกๆๆ ความคิดนั้น ความเห็นนั้นก็จะตายไป
ไม่กลับมาอีก ไม่กลับมาหลอกหลอนอีก ถ้ามันประหารเป็นสมุจเฉท เป็นระยะๆ ไป
เพราะนั้นเราต้องพยายามมั่นคงไว้
รู้ไว้ อยู่ที่รู้ไว้
ใครว่าไม่ได้อะไร ใครว่าไม่ถึงไหน ไม่เห็นมีปัญญาอะไรเลย 'มันต้องจิตรวมก่อน ต้องมีกำลังมากๆ ดูครูบาอาจารย์ท่านทำสิ
ท่านนั่งกันเป็นวันข้ามวันนี่ ไม่มีสมาธิไปรองรับมันจะไปตัดกิเลสได้ยังไง'
ก็ให้เป็นเรื่องของเขา..ไม่ใช่เรื่องของเรา นะ เราอย่าไปหลงใหลคำพูด ความเห็นต่างๆ นานา ...มันจะทำให้จิตใจเราหวั่นไหว
เกิดความลังเลสงสัยเคลือบแคลงในธรรม
มันเป็นเรื่องของความปรุงแต่งน่ะ
ไม่ใช่ธรรมนะ เป็นเรื่องของความเชื่อความเห็นเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงนะ ...อย่าไปเอาความเชื่อความเห็นไปเข้าใจว่านั่นจริง นี่จริง นั่นไม่จริง
ถ้าจริงคือรู้...ถ้ารู้จริงเห็นจริงน่ะ
อันนั้นน่ะจริง ไอ้ตัวที่รู้จริงเห็นจริงน่ะ...อันนั้นน่ะจริง ...ก็อยู่กับความจริงที่รู้จริงเห็นจริงตรงนั้นแหละ
นี่เป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เห็น ต้องการให้อยู่ ต้องการให้รักษาไว้ ต้องการให้เข้าไปถึงที่สุดของความจริงนั้น ... ส่วนไอ้นอกนั้นไม่จริง...ละซะ
ไอ้ที่มันว่ากันมาน่ะ ไม่จริงทั้งนั้น เป็นความเห็นน่ะ ...แล้วก็ไปยกเอาครูบาอาจารย์มาเป็นยันต์กันผีน่ะ ว่าอาจารย์องค์นั้นพูด
อาจารย์องค์นี้บอก ท่านทำมาอย่างนี้แล้วก็สั่งว่าต้องทำอย่างนี้
มันทำให้เราไขว้เขว หวั่นไหว
ออกนอกใจไปหมดเลย ...แล้วก็ไปทะยานหาอะไรมาสวมทรง เนี่ย ใส่เสื้อกันกี่ตัว มันไม่พอรึไง
มันไม่สวยรึไง หรือมันไม่ตรงเทรนด์เขา
คือเทรนด์เขานี่หน้าหนาวต้องมีฮู้ด
เอ้า ก็ไปหาฮู้ดมาใส่ พอเขาบอกว่าต้องมีขนสัตว์ด้วย ก็ไปเอาขนสัตว์มาใส่อีก ...คือจะเอาอะไรมาสวมมันกันนักกันหนาล่ะ
ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีแค่หนังหุ้มกระดูกน่ะ
ใช่มั้ย ไม่มีอะไรเลยน่ะ มาแต่ตัว ...แล้วไอ้นั่นไอ้นี่ก็เอามาสวมไว้ครอบไว้ตามโลกเขาสั่งสอนมา
เชื่อว่าอย่างนั้นอย่างนี้
ใจนี่เปล่าๆ นะ ไม่มีอะไรหรอก
อย่าไปเอาอะไรมาหุ้มมันอีก อย่าพามันไปหาอะไรมาหุ้มอีก ...ถ้าใจมันมีปากมันก็บอกว่ากูพอแล้ว
กูไม่เอาแล้ว หนักจะตายอยู่แล้ว ทำมั้ยมึงเอามาโบ๊ะๆๆ
อยู่นั่น
เคยเห็นงิ้วโบ๊ะหน้ามั้ย
โบ๊ะเข้าไปจนไม่เห็นธรรมชาติของหน้าเลย นั่น โบ๊ะกูจัง
ไอ้นั่นก็เป็นธรรม ไอ้นี่ก็ต้องทำ ไอ้นี่ก็ทำมาให้กูใส่
เสื้อผ้ากูใส่จนหนาเตอะแล้วนี่
แบบจะทิ้งก็เสียดาย จะถอดออกก็กลัวตกเทรนด์ ...คือเทรนด์นี่เขาต้องสมาธิ เทรนด์นี้จะต้องมีกำลังลงอัปปนาก่อน จิตต้องรวม ถ้ากูตกเทรนด์แล้วกูจะไม่ได้
ก็ต้องไปหาเสื้อตัวนี้มาใส่ให้ได้ แล้วถ้ายังหามาใส่ไม่ได้ ตายซะก่อน เกิดมาชาติหน้ากูก็ต้องหาใหม่อีก ...นี่ มันพอสนองตัณหาความอยากสวมเสื้อแค่นั้นรึเปล่า
ทั้งที่ว่าจริงๆ
มันไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์อะไรหรอก เกิดมาแต่ตัว ตายไปแต่ตัว
ไม่เหลือแม้แต่กระดูกก้อนนึงนะ หือ จะเอาอะไรกันนักกันหนา ...มาภาวนาอะไรกัน
มาภาวนาหากิเลสหรือภาวนาละกิเลส
แค่มันเริ่มหาก็เรียกว่าภาวนาหากิเลสแล้ว
หาธรรมน่ะ อยากได้ธรรม โหย ธรรมมันยิ่งใหญ่ ถ้าได้ธรรมอันนี้แล้วจะเหมือนกับแปลงกายเป็นอุลตร้าแมนน่ะ กูเหนือมนุษย์ ไม่เหมือนคนเดินดินในโลกเขา
มันเพ้อเจ้อน่ะ ...ต้องเข้าใจว่าอุบายคืออุบาย ถ้าฉลาดในการใช้อุบาย
ดี เก่ง ...แต่ถ้าไม่ฉลาดในอุบาย ก็ติด...ติดอุบาย ...พอติดอุบายแล้วคราวนี้เหมือนอันธพาลนะ
นักภาวนาเดี๋ยวนี้เหมือนอันธพาลนะ
ไปดูสิ เหมือนมั้ย นั่งคนละสำนักกันนี่ก็มองหน้ากันไม่ติดแล้ว
...มันเป็นนักภาวนารึเปล่าวะนี่ อะไรกัน ทำไมกลายเป็นนักภาวนาแบบอันธพาลหาเรื่องล่ะ
พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้รึเปล่า
ศีลสมาธิปัญญาเป็นไปเพื่อการนี้มั้ย...ไม่มีน่ะ มันผิดครูบาอาจารย์มากๆ
ผิดครูบาอาจารย์ใหญ่คือพระพุทธเจ้าอีกนะ
ท่านสอนให้เลิก ให้ละ ให้คลายออกจากทิฏฐิมานะ
อัตตาตัวตน การหลงในอัตตาในตัวในตน การหลงในการดำเนินชีวิตใช้ชีวิต ...ท่านให้เข้าใจแล้วก็ละมันซะ เท่านั้นเอง
แต่แค่ว่า...ดูจิตรึเปล่า
พิจารณากายม้างกายบ้างมั้ย ...แค่นี้ คุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว แบ่งกันซะจนล้ำเลิกไปถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์กันเลย ...กลายเป็นกรรม กลายเป็นเวรกัน บ้าบอคอแตก
ทำไมมันไม่ภาวนาใครภาวนามัน ... ปากจะพูด..รู้มั้ย จิตกำลังดึงกุศล-อกุศล..ทันมั้ย ...ไม่ได้ว่าเฉพาะพวกม้างกาย
ไอ้พวกดูจิตน่ะตัวดี ต้องรู้ทันก่อนเขานะ เพราะมันตรงมาโดยสติล้วนๆ นะ
อย่ามัวแต่ไปเก็บขี้หมูราขี้หมาแห้ง คอยจะไปโต้ตอบป้องกันอะไร ...ต้องป้องกันใจตัวเองก่อนเป็นอันดับแรกแล้ว นั่น จะไปเอาห้าเอาสิบอะไรกับคน กิเลสคน
อยากม้างกายก็ให้เขาม้างไป อยากพิจารณากาย อยากนั่งสมาธิพุทโธๆ ไม่ขาดสาย ก็ว่าไป เรื่องของเขา ...ใจเรานึกยังไงล่ะเมื่อได้ยิน มีอารมณ์มั้ย จับมาเป็นอารมณ์มั้ย ...ทันมั้ยล่ะ
ทันแล้วทำยังไงล่ะ ...ไม่ใช่ว่า ทันแล้วจะได้คิดทันมันไง จะได้พูดยังไงให้มันเปลี่ยนความเห็นใหม่งั้นน่ะ อย่างนี้ไม่ทันแล้ว ...บอกว่าทันแล้วให้ละนะ ละความคิดนั้น ละความเห็นที่จะเป็นอะไรออกไปซะ
ให้เหลือแต่ใจดวงเดียว นี่ ถึงจะเรียกว่าสัมมาสติ ...ไม่ใช่สติเพื่อการใดการหนึ่ง แล้วก็ยังมาพูดว่าเป็นนักดูจิต นักเจริญสติ
...ถึงว่ามันพอกันน่ะ มันไม่เข้าใจ ...ถ้าไม่เข้าใจคือไม่อยู่ที่ใจ ทั้งคู่น่ะ เหมือนกัน
เพราะนั้นถ้าต่างคนต่างรักษาใจไว้
มีรึมันจะไม่สันติ ...มีแต่ใจ อยู่ที่ใจ ต่างคนต่างภาวนาไป ใครจะทำอะไรก็ทำ
ไม่ว่าไม่กล่าวกัน รักษาใจตัวเองไว้ ...ละกิเลสตัวเองออก
ไม่เอากิเลสคนอื่นมาเป็นอารมณ์
แค่นั้นเอง หน้าที่ของนักภาวนา ...ไม่ใช่ไปจ้องเหมือนกับเป็นอันธพาล
เกร็งกันไปหมด เข้าสำนักไหนๆ ก็เกร็ง กลัวว่าเขาจะมาอย่างนั้นอย่างนี้รึเปล่า
นี่คือความหมดไปสิ้นไปของศาสนาพุทธ ก็เกิดจากทิฏฐิความเห็นอย่างนี้นี่แหละ ...พระพุทธเจ้าท่านบอกอยู่แล้ว มันไม่ได้ถูกทำลายโดยใครอื่นหรอก
ตัวคนนับถือพุทธนั่นแหละทำลายกันเอง
ด้วยความเห็นอย่างนี้
ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ ที่มันคลาดเคลื่อนจากธรรมอย่างนี้ ...เอาอุบายมาเป็นธรรม
เอาวิถีการปฏิบัติมาเป็นธรรม เอาธรรมมาเป็นเครื่องเล่น เครื่องพูดอ้าง เขาเรียกว่าแอบอ้าง ลบหลู่ธรรม
เอาธรรมมาเป็นเครื่องลบหลู่
แอบอ้างเพื่อให้เข้ากับความเห็นของตัวเองแค่นั้นเอง ...นี่มันคือความเสื่อมไปของศาสนา จากศาสนิกกันเองนี่แหละ ไม่ใช่ว่าใครมาทำลายนะ
ศาสนาพุทธ...แก่นที่แท้จริง ก็ค่อยๆ
จางคลายไปจากธรรม เคลื่อนไปจากธรรม ทีละเล็กทีละน้อย ไม่ตรงต่อธรรมไป
กลับไปเคารพบูชาไอ้สิ่งที่ไม่ใช่ธรรม
มันก็ไปตั้งข้อแม้กันว่า...ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์วัดป่า...ไม่ใช่ ถ้าไม่ใช่ลูกศิษย์สายกรรมฐานโดยตรง สายตรงนะ ไม่ใช่พระอรหันต์ หือ เป็นงั้นไป ...มันเก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีกพวกนี้
ไม่ต้องไปหาดูพระอรหันต์ภายนอกหรอก ...ดูตัวเองเอา ถามตัวเองว่ามึงเป็นอรหันต์มั้ย ถ้าดูตัวเองยังไม่เป็นอรหันต์
อย่าไปพูด อย่าไปสู่รู้คนอื่น อย่าไปคิดว่าคนอื่นเป็นหรือไม่เป็น
แค่ไปคิดว่าคนอื่นเป็นหรือไม่เป็นนี่ บอกให้เลย มันหลุดไปไกลแล้ว ...มันหลุดออกจากใจนี้ไปไกล หลุดออกจากธรรมแท้ไปไกลแล้ว
ถ้ามีปัญญาเท่าทันจริงนะ
ไม่หลุดออกไปเป็นคำพูดเลยนะ มันหลุดออกมาเป็นแค่มโนวิญญาณ ความปรุงแต่ง ปุ๊บทัน...หลุด ขาดเลย ไม่มีการไปล่วงล้ำก้ำเกินสัตว์บุคคลใดภายนอกนะ
สุดท้ายนี่
ไม่เบียดเบียนแม้กระทั่งขันธ์เจ้าของ ...เข้าใจคำว่าผู้ไม่เบียดเบียนมั้ย
มันไม่ใช่ว่าไม่เบียดเบียนแต่คนสัตว์ภายนอกนะ ขันธ์เจ้าของเอง ขันธ์ห้านี่
ใจดวงนี้ยังไม่ออกมาเบียดเบียนเลย
ไม่เบียดเบียนยังไง ...คือยังไงก็ยังงั้น แล้วแต่เขาจะปรากฏ จะวิปลาสคลาดเคลื่อนอย่างไร ก็ไม่ไปทำแต่งใหม่ ...นั่นแหละเห็นมั้ย
ที่สุดของผู้ไม่เบียดเบียน
แม้แต่ขันธ์เจ้าของยังไม่เบียดเบียนเลย ก็ยังไงยังงั้น
แล้วแต่เขาจะสำแดงอาการ ...ก็ดูในฐานะเป็นผู้ดูที่ดีที่สุดเลย เป็นผู้ถึงที่สุดของการไม่เบียดเบียน
เพราะนั้นแค่ขันธ์ห้าของตัวเองยังไม่เบียดเบียนนี่
ไม่มีหรอกที่จะไปเบียดเบียนผู้อื่น ...นั่นน่ะพระอริยะ
ไม่ใช่มานั่งท่องว่า
ขอให้สัตว์ทั้งหลาย อเวราโหนตุๆ ...ว่ากันไป มันเป็นคำพูดเท่านั้นเอง แต่จริงๆ
ความเป็นผู้ไม่เบียดเบียนน่ะคืออะไร เข้าใจไหม ...มันคือยังไงยังงั้น
ไอ้ที่ว่าเบียดเบียนคืออะไร ...มันตั้งก็ทำให้มันล้ม มันเกิดก็ทำให้มันดับ มันไม่เกิดก็ทำให้มันเกิด นี่เบียดเบียนมั้ย เบียดเบียนขันธ์มั้ย ไปข่มขู่ข่มเหงมันน่ะ
ไปสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาใหม่ด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน
ด้วยโทสะ ด้วยราคะ มันไม่เบียดเบียนแล้วจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ หรือจะเรียกว่าปฏิบัติธรรม หือ (หัวเราะ) ...มันเป็นอย่างนั้น
แต่ถ้าเข้าสู่ความไม่เบียดเบียน
บอกแล้วว่ามีที่เดียว คือใจ เป็นแค่ผู้รู้ สักแต่ว่ารู้ ผู้เห็นสักแต่ว่าเห็น ...นี่ เข้าสู่ความเป็นผู้ไม่เบียดเบียน เป็นผู้บริสุทธิ์ในที่สุดเองนั่นแหละ
แต่พูดไปเดี๋ยวก็พวกศาสดาหัวแหลมเขาก็ว่า ครูบาอาจารย์ไม่เคยพูดอย่างนี้ ไม่เคยสอนอย่างนี้
ตั้งแต่สายหลวงปู่มั่น อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น
ก็ว่าครูบาอาจารย์ไม่ได้รับรองคำพูดนี้
ไม่ได้รับรองความเห็นนี้...กูไม่เชื่อ มันเป็นงั้น เป็นโรคบ้าบอคอแตกอะไรกัน
แบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างนั้น
ธรรมไม่เคยแบ่งแยกนะ ...ธรรมเป็นกลาง ธรรมเป็นสาธารณะ ใช่มั้ย แล้วทำไมถึงมาแบ่งกันว่า ถ้าอย่างนี้ไม่ใช่ธรรม
ถ้าอย่างนั้นถึงจะเป็นธรรม ...มันธรรมบ้าธรรมบออะไร หือ
ธรรมเป็นกลาง เป็นอันเดียว
เป็นหนึ่งเดียว ...เพราะนั้นถ้าเข้าใจธรรม รู้ธรรมตามเป็นจริงแล้วนี่ ไม่แบ่งหรอก ...ทุกอย่างเป็นธรรม ดีก็ธรรม ไม่ดีก็เป็นธรรม อะไรปรากฏขึ้นเป็นธรรมทั้งหมด
นั่นแหละ ผู้เห็นธรรมที่แท้จริงน่ะ...จะเป็นผู้ไม่เบียดเบียนธรรม
(ต่อแทร็ก 6/19 ช่วง 4)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น