พระอาจารย์
6/1 (541211A)
11 ธันวาคม 2554
พระอาจารย์ – รู้บ่อยๆ ... เริ่มต้นที่รู้
ระหว่างการดำเนินอยู่ในเส้นทางของการปฏิบัติ...ก็รู้อยู่
ถึงขั้นที่สุดของการปฏิบัติ...เหลือแค่รู้ ...แค่นั้นเอง
ถ้านักปฏิบัตินักภาวนาทั้งหลายไม่ทิ้งภาวะรู้
ที่เป็นที่ตั้ง...ฐาน แล้วนี่
การหลงออกนอกทาง
นอกองค์มรรคนี่ ออกได้ยากมาก
แต่ถ้าระหว่างเส้นทางการปฏิบัตินี่ไปมาตามอาการต่างๆ
นานา ที่ปรากฏผุดโผล่ขึ้นมาหรือกระทบสัมผัสมา ...ไปค้นหาความจริงกับมันก็ตาม
ไปลังเลสงสัยกับมันก็ตาม ไปมีไปเป็นกับมันก็ตาม
พวกนี้คือธรรม ที่เรียกว่าเป็นธรรมที่ให้เกิดความเนิ่นช้า
เป็นธรรมที่ให้เกิดความเหนี่ยวรั้ง ข้อง ติด ... เราไม่เรียกหรอกว่าธรรมนี้ไม่ดีธรรมนี้ร้าย
แต่เราเรียกว่าเป็นธรรมที่ให้เกิดความเนิ่นช้า
ผู้มีปัญญา ผู้มีความพากเพียร ผู้มีความแน่วแน่ ก็จะสลัดทิ้ง สลัดออกจากอาการต่างๆ
นานา ที่มันร้อยรัด กลับมาอยู่ในที่
รู้อยู่ที่เดียว ธรรมเดียว ดวงเดียว ... นั่นแหละมันก็จะกลับเข้าอยู่ในองค์มรรค
ดำเนินไปในองค์มรรค จนถึงที่สุดขององค์มรรค
การภาวนาจริงๆ ไม่ยาก มันยากเพราะเบี้ยใบ้รายทาง ... เราไปให้ค่า ให้ความหมาย
ให้ความสำคัญ แล้วเราไปปรุงแต่งร่วมกับมัน
ด้วยความคิดความเห็นต่างๆ นานา
มันทำให้เกิดความหลง ...เข้าไปเกลือกกลั้ว เข้าไปมี เข้าไปเป็น มันทำให้ติดข้อง ... ธรรมนั้นเลยกลายเป็นธรรมที่ติดข้อง
ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ติดข้องเราหรอก ... กิเลสไม่เคยติดเรา...เราไปติดกิเลส กิเลสไม่เคยติดเราหรอก เราไปติดความอยาก เราไปติดตัณหา ...
ตัณหาไม่เคยติดเรา ตัณหาไม่เคยติดใจ เขาเกิดตรงไหน เขาก็ดับอยู่ที่นั้น เป็นนิจ
เป็นปกติวิสัย
ผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นน่ะ อาศัยปัญญาที่มี รักษาประคับประคองใจ...ให้ดำเนินไปต่อเนื่องในองค์มรรคอย่างสม่ำเสมอ
ราบเรียบ เป็นกลาง ... ก็จะอยู่เย็นเป็นสุข
ห่างไกลกิเลส ห่างไกลจากทุกข์ ห่างไกลจากเหตุที่เกิดทุกข์ จนถึงขั้นที่เรียกว่าหลุดพ้นออกจากทุกข์
"ทุกข์" มีอยู่สองอาการ คือ "ทุกขสัจ" หรือว่าทุกข์ตามธรรมชาติ ... กับทุกข์ที่เรียกว่าเป็น "ทุกข์อุปาทาน"
ที่ว่าหลุดพ้น คือมันจะหลุดพ้นออกจากทุกข์อุปาทาน ไม่ได้หลุดพ้นออกจากทุกขสัจ ... เพราะทุกขสัจนี่เป็นทุกข์ประจำโลก ทุกข์ประจำขันธ์
เป็นทุกข์ธรรมชาติอยู่แล้ว
ฝนตก ฟ้าร้อง แดดออก พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก
เหล่านี้เป็นทุกขสัจ เกิดแก่เจ็บตาย พวกนี้ขันธ์
เย็นร้อนอ่อนแข็ง พวกนี้เป็นทุกขสัจ...คือความเป็นจริงที่ปรากฏ หนีไม่พ้น
แก้ไม่ได้
แต่ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็นในทุกข์ที่ปรากฏ
หรือการเข้าไปคาดหมายคาดหวังต่อทุกข์ที่ปรากฏ อันนี้ต่างหากคือทุกข์อุปาทาน...ซึ่งจะหลุดพ้นออกจากอาการพวกนี้ได้ด้วยองค์มรรค
ด้วยการอยู่ในองค์มรรค ด้วยการที่ใจแนบแน่นอยู่ในมรรค ที่มีศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นตัวประคับประคองค้ำจุน
ยังไงๆ สติ...อย่าทิ้งนะ รักษาสติให้มากจนถึงมากที่สุด จนถึงเรียกว่าเป็นเส้นตรงอันเดียวกัน อยู่ด้วยสติล้วนๆ อยู่ด้วยใจล้วนๆ
อยู่กับใจล้วนๆ อยู่กับใจจนเป็นธรรมชาติ
อยู่กับใจจนเป็นปกติ อยู่กับใจจนเป็นนิสัย อยู่กับใจจนเป็นอัตโนมัติ ถึงขั้นนั้นจึงเรียกว่าเป็นมหาสติจริงๆ
ไม่ใช่ว่าของที่เป็นไปไม่ได้
ไม่ใช่ว่าของที่ยากเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะทำได้ ...อาศัยความพากเพียร ความใส่ใจ
ความตั้งใจ ความแน่วแน่ในองค์สติ ศีล สมาธิ ปัญญา
แน่วแน่อยู่ในองค์มรรค ไม่มีออกจากองค์มรรคได้เลย
ใจที่มันตั้งมั่นอยู่เป็นดวงเดียวนั้นน่ะ
จึงจะเป็นผู้รู้ผู้เห็นที่ถูกที่สุด เป็นผู้รู้ผู้เห็นที่ตรงที่สุด
จึงจะเป็นผู้รู้ผู้เห็นที่เป็นสัมมาที่สุด
ใจหลายดวงหรือจิตที่มันไปๆ มาๆ ที่มันไปรู้เห็นในสิ่งต่างๆ ด้วยความอยาก ด้วยความไม่อยากใดๆ
ก็ตาม
สิ่งที่รู้สิ่งที่เห็นนั้นไม่เรียกว่าเป็นสัมมา ไม่เรียกว่าตรง ยังไม่เรียกว่าสัจจะ ... ต้องอาศัยดวงใจที่รู้ดวงเดียวเท่านั้น
จึงจะเป็นผู้รู้ผู้เห็นที่ชัดเจน ชัดตรง ตามธรรมนั้นๆ
เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าถึงใจ การที่จะอยู่ที่ใจ
การจะระลึกรู้อยู่ที่ใจ...ต้องอาศัยสติ ตัวเดียว ...นั่งรู้ ขยับรู้ นิ่งรู้
ไหวรู้ คิดรู้ อยากรู้ ไม่อยากรู้
อะไรก็รู้ๆ อะไรเกิดขึ้นก็รู้ แค่นี้แหละ อาศัยรู้ในปัจจุบันนี่แหละ จึงจะเข้าไปสู่ที่ฐานของใจ
หรือฐานที่เรียกว่าดวงจิตผู้รู้นี่ได้
แล้วอาศัยดวงจิตผู้รู้นั่นแหละ
ที่ออกมาเห็นตรง เห็นชัดในสิ่งที่ปรากฏต่อหน้ามัน...ไม่ว่าอะไร โดยไม่เลือก มันจึงจะเห็นธรรมตามจริง ว่าธรรมที่ปรากฏนั้นเป็นอะไร
คืออะไร หรือไม่เป็นอะไร หรือไม่ใช่คืออะไร นั่นแหละมันจะเข้าไปเห็น โดยอาศัยดวงจิตผู้รู้ดวงเดียวนี่แหละ
รู้เฉยๆ นี่แหละ เห็นเฉยๆ นี่แหละ
จนมันเห็นว่าทุกสิ่งที่อยู่ต่อหน้ามัน...กลวง
มันเป็นอะไรกลวงๆ ...เหมือนกองฟาง มันไม่มีแก่น มันไม่มีแก่นสาร เหมือนไม้ไม่มีแก่น เหมือนไม่ไผ่ ...
มันจะเห็นทุกสิ่งทุกอย่างกลวง ไม่มีค่าในตัวของมันเอง ไม่มีตัวตนที่ถาวร มันเป็นตัวตนที่กลวงๆ เท่านั้นแหละ
ธรรมตามความจริง...ก็เท่านั้นแหละ
ใจที่เข้าไปเห็นธรรมตามความเป็นจริงเท่านั้นแหละ
มันจึงจะไปเพิกถอนความเห็นผิด การเข้าไปหมายมั่น
มันจะหมายมั่นเพราะอะไร...เพราะมันเห็นแก่นในสิ่งที่กลวง มันเห็นเที่ยงในสิ่งที่มันไม่เที่ยง
มันเห็นสุขในทุกข์
มันเห็นความดำรงคงเป็นตัวตนในสิ่งที่มันไม่มีความเป็นตัวตน ...นี่เป็นเหตุให้เกิดความหมายมั่น
มันมั่นหมายหมดไม่ว่าอะไร นิดหนึ่งก็เอา หน่อยหนึ่งก็เป็น อะไรนิด อะไรนะ อะไรวะ หยิบจับอะไร เห็นอะไร
ได้ยินอะไร คิดอะไร มีอารมณ์อะไร มันกระโดดเข้าไปงับเหมือนหมางับกระดูก...ไม่ยอมปล่อย
เหมือนหมามันบอกว่ากระดูกเป็นอาหารของมัน
ทั้งๆ ที่ว่ามันไม่มีคุณค่า มีแต่โทษ
สารอาหารก็ไม่มี ติดคออีกต่างหาก กระดูกแทงไส้แทงกระเพาะทะลุอีก
จิตที่ไม่รู้น่ะ อะไรสัมผัสสัมพันธ์มัน มันก็เข้าไปหมาย
เข้าไปจับจอง มันเข้าไปถือ มันเข้าไปมี
มันเข้าไปเป็น
จนกว่าอาศัยดวงจิตผู้รู้ที่มีสติ สมาธิ ปัญญาอยู่ภายใน เป็นดวงจิตผู้รู้นั้นแหละ
คือรู้เฉยๆ เป็นกลาง
คำว่ารู้เฉย ๆ รู้แบบไม่คาดหมาย
รู้แบบไม่เอาอะไรกับมัน ... ถ้าพูดภาษาธรรมะก็พูดว่า รู้นั้นเรียกว่าเป็นรู้ที่มีศีล สมาธิ ปัญญาในตัว แต่ถ้าพูดแบบภาษาชาวบ้านทั่วๆ ไป
ก็บอกว่ารู้เฉยๆ รู้แบบไม่คาดหมายอะไรกับมัน รู้แบบยังไงก็ได้ รู้แบบธรรมดา
เป็นปกติ ... แต่ในความเป็นจริงรู้นั้นน่ะ
คือรู้ที่มีศีล สมาธิ ปัญญา ในตัวรู้นั้น ในใจดวงนั้น ขณะนั้น
อาศัยใจที่มีศีล สมาธิ ปัญญาภายในนั้นน่ะ
มันจึงจะเห็นแจ้ง เห็นแทง
เห็นตลอดของธรรมที่ปรากฏเบื้องหน้า ไม่ว่ารูปหรือนาม ไม่ว่าขันธ์ทั้งห้า หรืออะไรก็ตาม มันก็จะเห็นธรรมตามความเป็นจริง...ว่าอะไรมันนั่ง
นั่งเป็นใคร นั่งเป็นของใคร มีใครนั่ง ... มันเห็นเองน่ะ
แต่ถ้าเป็นดวงจิตผู้รู้ที่ไม่มีสติ ไม่มีศีล
สมาธิ ปัญญา มันจะเกิดความคิดขึ้นมาแทรก
มันจะเกิดความเห็นว่านี่คือเรา ว่านี่เป็นนั้นเป็นนี้ ... มันไม่รู้เฉยๆ มันดันมีความคิดความเชื่อเข้ามาสอดแทรกตรงนั้น
มันก็ไม่เห็นธรรมที่ปรากฏนั้นตรงๆ มันก็เห็นธรรมแบบบิดเบือน
ถูกบิดเบือนด้วยใจที่ไม่รู้ขึ้นมาในขณะนั้น
เพราะศีล สมาธิ ปัญญาไม่เพียงพอ ...
แอบคิด แอบปรุง แล้วก็หลงไปตามความคิดความปรุง... ‘ก็มันยังเป็นของเราอยู่น่ะ ดูกี่ทีๆ ก็เป็นเรา ของเรา’ ... ก็มันไม่อาศัยใจผู้รู้ที่มีศีลสมาธิปัญญาดู
มันเอาใจผู้รู้ที่แอบมีผู้หลง ผู้คิด ผู้ให้ความเห็น
เข้ามาตีค่าให้ค่า แล้วก็บอก ‘ทำไม ดูยังไงก็ไม่เห็นว่ามันไม่ใช่เราของเรา ...ดูกี่ทีๆ
ก็เป็นเรา ของเรา ...ดูกี่ทีๆ ก็เป็นชาย ...ดูกี่ทีๆ ก็มีชื่อ’ … มันรู้ไม่เป็น ยังรู้ไม่เป็น ... ยังเป็นรู้ที่ไม่มีองค์ของศีล สมาธิ
ปัญญาที่เพียงพอ
ทำยังไง ... รู้ลงไป ไม่ต้องสนใจมัน
ไอ้ความเห็นวันนั้น ไอ้ความเห็นความเชื่ออย่างนั้น รู้อีกดูอีก รู้อีกดูอีก อย่าเชื่อตามความเห็นนั้น ...
จนมันเหลือแต่รู้เปล่า ๆ เห็นเปล่าๆ ไม่มีคำพูด
รู้ไปอย่างงั้นน่ะ เห็นก็เห็นไปอย่างงั้นน่ะ ...อะไรก็ไม่รู้
เป็นก้อนอะไรก็ไม่รู้ เป็นสิ่งหนึ่งอะไรก็ไม่รู้ เป็นของอันหนึ่งอะไรก็ไม่รู้ พอมันจะว่าอะไร...ก็ไม่รู้กับมัน แกล้งเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับมัน
นั่นแหละ แล้วมันจะ …‘อ๋อ อ้อ เออ เอ่อเฮอะ เออออออ มันเป็นอย่างนั้น’ ...ไม่งั้นก็จะ ‘ฮู้ ฮื้อๆ หือ’ อะไรอย่างนี้ ...มันมีลูกคู่คอยสนับสนุน
(ต่อแทร็ก 6/2)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น