วันพุธที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 6/28 (3)


พระอาจารย์
6/28 (550110A)
10 มกราคม 2555
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 6/28  ช่วง 2

พระอาจารย์ –  เพราะงั้นว่า แรกๆ เวลาเราขยันหมั่นเพียรน่ะ เราตั้งสติ เราระลึก เราขยันรู้ เราก็สามารถตั้งมั่นได้ ...พอนานๆ ไปมันก็ล้าไป เพราะว่ามันรู้สึกสบายขึ้นน่ะ 

พอมันเริ่มรู้สึกสบายขึ้น หรือเข้าใจขึ้นแล้ว ก็เริ่มประมาทขึ้นอีก ...ประมาทคือขี้เกียจ ขี้เกียจใหม่ เพราะรู้สึกว่าไอ้ทุกข์ใหญ่ๆ มันแก้ได้ ทำเป็นแล้วไม่ไปอ่ะ เข้าใจแล้ว 

แต่พอไม่มีอะไรปุ๊บก็ปล่อยเลย  ความประมาทก็คืบคลานเข้ามา โมหะก็คืบเข้ามาครอบงำใจ สติก็น้อยลงไป สติที่ควรจะละเอียดขึ้นก็ไม่ละเอียดขึ้น สมาธิควรจะตั้งมั่นมากก็ไม่ตั้งมั่นขึ้น

ปัญญาที่จะแยบคายถึงที่สุดของธรรม แต่ละตัว แต่ละองค์ ก็ไม่เอา ไม่สังเกต ขาดการสังเกต ละเลยการสังเกต ถี่ถ้วน หรือว่ามันขาดภาวะที่จะเรียกว่า ธัมมวิจยะภายใน 

มันก็ปล่อยไปแบบลอยๆ อยู่กับความเลื่อนอยู่กับความลอย มารู้นิดนึง พอเป็นนิสัยนิดๆ หน่อยๆ ...เนิ่นช้า มันเนิ่นช้า ปัญญามันมีพอตัวแต่ว่ายังไม่สามารถจะถึงที่สุดของทุกข์ได้  

มันเป็นปัญญาที่คุ้มอยู่แค่นั้นแหละ พอจะไม่ให้มันทุกข์มากมายก่ายกองแค่นั้นเอง ไม่จริงจังเกินไปแค่นั้นเอง ...แต่มันยังมีสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้อีกมาก ละเอียดอีกมากในขันธ์นี้  

มันยังไม่เสร็จ มันยังไม่เบ็ดเสร็จ ...ก็รู้อยู่ว่ามันยังไม่เบ็ดเสร็จ จะไปปล่อยได้ยังไง จะไปปล่อยสติได้ยังไง ...จะปล่อยให้มันเกิดขึ้นเองไม่ได้ หรือให้มันไหลไปเองเข้าสู่นิพพานน่ะ...ไม่ไปนะ  

มันมาวนอยู่ในโลกนี่ เหมือนหมอกกระจายอยู่ในโลก ไหลเอื่อยอ้อยอิ่งอยู่นี่ ...มันเหมือนไม่เป็นสุข ไม่เป็นทุกข์อะไร  แต่มันก็อ้อยอิ่ง คลอเคลียอยู่กับโลก

มันไม่จบ ไม่ถึงที่สุดแห่งความดับไป ไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม ...เพราะนั้นการก่อเกิดยังสืบเนื่องกันอยู่  ปัจจยาการยังมีการต่อเนื่องไป ขันธ์ยังมีการดำเนินต่อ 

เพราะฉะนั้น อะไรล่ะเป็นตัวพาเกิด นั่นน่ะจิต จิตน่ะเป็นตัวพาเกิด คือจิตปรุงแต่ง จิตสังขารที่เราบอกจิตคือขันธ์ ๕ นั่นแหละ จิตที่มันสร้างขันธ์ ๕ ขึ้นมาภายในนั่นแหละ

มันจะพาไปหาขันธ์ ๕ ใหม่ เมื่อขันธ์ ๕ ภายนอกมันตายแตก ...เพราะฉะนั้นจิตนี่เป็นตัวพาขันธ์ ๕ ไปครอบครองขันธ์ ๕ หรือไปสร้างขันธ์ ๕ ขึ้นมาใหม่

จิตปรุงแต่งแค่นิดเดียวนี่แหละ ขณะเดียวนี่แหละ ...ไปหมายไปหวังอะไร...นั่นน่ะเห็นไหมขันธ์ ๕ เกิดเลย

เอ้า คนใกล้ตายนี่ กำลังจะตายนี่...แหม เสียดาย ถ้าตายแล้วจะมาเกิดฟังธรรมอาจารย์ต่อทันที ...นี่แค่คิดแค่นี้เองนะ ขันธ์ ๕ เกิดเลยนะ ตายตอนนั้นก็เกิดเลย ได้ขันธ์ ๕ เลย

เห็นมั้ย  จะไม่บอกว่านี่คือขันธ์ ๕ เกิดยังไงล่ะ จิต...แค่จิตกระหวัดนิดหนึ่ง มีภพชาติทันทีเลย  ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ โทมนัส อุปายาสได้พร้อม 

แต่เอาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดับอย่างเดียว รู้อย่างเดียว ตายเกิดไม่สน ...แม้ปัญญายังไม่ถึงที่สุดก็ตาม คือมันยังมีทะยานอยู่ รู้ไว้ๆ  พอถึงลงล็อกที่สุด สุดท้ายปุ๊บ...ตอนนั้นน่ะ เหลือแค่นั้นน่ะ 

ไม่ต้องถามเลยว่าจะไปไหน อย่าไปหมาย อย่าไปหมายที่ใดที่หนึ่ง ที่ออกนอกใจ ...นี่ ต้องฝึก แล้วก็ชำระไปเรื่อย ระหว่างมีชีวิตอยู่นี่ก็ชำระว่า มึงออกไปอะไร ออกไปเอาอะไร 

ให้มันเห็น ...ไอ้ที่มันจะเอาน่ะ ไอ้ที่มันว่าน่ะ มันมีมั้ย มันมีจริงมั้ย  หรือว่าที่สุดของมัน ได้แล้วเป็นยังไง..ดับมั้ย ...ให้มันเห็น มันจะได้ฉลาดขึ้น จิตไม่รู้มันจะได้น้อยลง 

เพราะมันไม่รู้น่ะ มันจึงไปหาของที่ไม่มีมาเป็นของมี มันไปหาของที่ไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง ไปหาของที่จับต้องไม่ได้มาเป็นของที่ว่าครอบครองได้ 

แล้วมันไม่หยุดหา มันก็แกว่งๆๆๆ ส่ายอยู่ตลอดเวลา  จิตมันก็ปรุงแต่งแต้มเติมสีสันลงไป ...ยิ่งให้ค่า ยิ่งขยันคิดขยันปล่อยให้มันลอยออกไป 

ความจริงจัง ดูเหมือนจริงจัง เสมือนจริงจัง ความน่าจะเป็น ความที่จะเป็นจริงๆ มันจะมัดตัวมันเองจนถอนไม่ออก ...เห็นมั้ยว่าแค่คิดไปนี่ มันมีตัวเราเข้าไปรองรับสุขทุกข์ข้างหน้าแล้ว

เดี๋ยวเราจะไปไหน” ...แค่คิดว่าเดี๋ยวเราจะไปไหน จะไปไหนต่อ  มันจะมีความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ไปรองรับอนาคตเลย ...เห็นมั้ย ขันธ์ ๕ มันไปเกิดก่อนแล้ว มันไปดักแล้ว 

แต่ถ้ารู้ตรงนี้...เย็นก็เย็น ร้อนก็ร้อน อุ่นก็อุ่น นิ่งก็นิ่ง รู้อย่างเดียวตรงนี้...แล้วก็จะเห็นว่าทุกสิ่งก็มีอยู่เท่านี้ มันมีความจริงเหลืออยู่แค่นี้  แล้วความจริงตรงนี้ก็อยู่แค่ชั่วคราว 

ให้มันศึกษาเยอะๆ ให้มันอยู่ตรงนี้ อยู่กับปัจจุบัน ...สติต้องมั่น ต้องชัด...ต้องชัดนะ ...ไม่ใช่ซึมนะ ไม่ใช่ซึม ไม่ใช่ลอย ไม่ใช่เลื่อน รู้จักมั้ยว่ามันซึมน่ะ  เบลอๆ เหมือนคนอัพยาอยู่

จิตมันอัพยาบ้ายาเมาอยู่น่ะ มันเมา มันเบลอ มันซึม ...ต้องชัดในปัจจุบัน  นั่ง..ชัดในนั่ง ชัดในรู้ ชัดในไหว ชัดในนิ่ง ชัดในรู้  ต้องชัดในของสองสิ่งกับปัจจุบันอยู่เสมอ...ต้องชัด 

ถึงบอกว่าต้องรู้ถี่ๆ รู้บ่อยๆ  สติต้องถี่ๆ บ่อยๆ  รู้ลึกๆ ย้ำลงไปๆ  ไม่ต้องกลัวติด ไม่ต้องกลัวเพ่ง ...ใจน่ะ เอาไว้ก่อน รู้ไว้ก่อน รู้มากๆ ยิ่งดี 

ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีปัญญา  ถ้าไม่ออกมาค้นคิดอะไรจะไม่มีปัญญา  จะไม่ออกมารับรู้รับเห็นอะไรแล้วมันจะไม่เห็นความเกิดดับ ...ช่างหัวมัน รู้เอาไว้เยอะๆ เพื่อให้มันชัด

เมื่อชัดแล้วมันจะตั้งมั่น ตั้งมั่นในตัวของมันเอง ...เมื่อมันตั้งมั่นในตัวของมันเอง นั่นน่ะตัวสัมปชัญญะเกิดขึ้น ญาณทัสสนะจะเริ่มเห็น...มีภาวะเห็นขึ้นมา 

ทำความรู้ให้ชัด ...ไม่ใช่นึก ไม่ใช่คิด ไม่ใช่น้อม ไม่ใช่เต้าความคิดว่ารู้ขึ้นมา...ไม่ใช่ ...ด้วยสติ ชัดด้วยสติ  อย่ามัวแต่เบลอๆ ซึมๆ ว่าให้รู้ให้นิ่ง ว่าไอ้นี่ใช่รึเปล่า ไอ้นี่เป็นใจรึเปล่า 

พอมันเคลื่อน มันเริ่มมีความปรุงความคิด...ให้รู้ไว้เลยว่าหลงแล้ว ไหลแล้ว เคลื่อนแล้ว เลื่อนออกไปแล้ว เลื่อนจากปัจจุบันแล้ว ...ถึงบอกว่าอย่าทิ้งกาย 

กลับมาหมายลง ระลึกลง รู้ที่กายปัจจุบันทันทีตรงนั้นเลย ...นั่งปุ๊บรู้ ตึงปุ๊บรู้ หนาวปุ๊บรู้  ให้รู้ลงชัดตรงปัจจุบัน แล้วมันจะรู้ชัด ...รู้ตรงนั้นน่ะจะเป็นรู้จริง จะเป็นผู้รู้จริง

ไม่ใช่ผู้รู้รู้หลงๆ เคลือบๆ งำๆ ครอบๆ คลุมๆ  คลุมๆ เครือๆ  นั่นแหละเบลอ มันซึม เห็นมั้ย ...ไอ้คำว่าซึมน่ะคือภาษานึง อีกภาษานึงก็คือเศร้าหมอง คือความเศร้าหมอง คือความไม่ชัดเจน

รู้ก็ไม่ชัด สิ่งที่ถูกรู้ก็ไม่ชัด นั่น แล้วก็ไปอยากให้มันชัด ...อยากให้ชัดก็ไม่ชัด ต้องรู้มันลงไปตรงนั้นเลย อย่าไปหาอย่าไปทำ อย่าไปวิเคราะห์ ...รู้ลงเลย กลับมาระลึกหวนลงที่กายเลย

ปุ๊บนี่ กำลังทำอะไรอยู่ ดูตรงนั้น รู้ตรงนั้น ...ก็จะเห็นกายเป็นก้อนนึงอ่ะ เป็นกองนึง  แล้วก็รู้ในกองนั้น นั่นมันชัดอยู่อย่างนั้น ไหวก็รู้ว่าไหว นิ่งก็รู้ ขยับรู้ว่าขยับ

ให้มันชัดในของสองสิ่งนั้นเลย ใจมันก็จะเริ่มตั้งมั่นขึ้นๆ ...เพราะฉะนั้นพอเริ่มสงสัย พอเริ่มลังเล มันเริ่มค้นมันเริ่มหา ระลึกเลย ทิ้งไปเลย 

ไม่ต้องลังเลแล้วว่าไอ้นี่รู้รึเปล่า ไอ้นี่ใช่สติรึเปล่า ไอ้นี่หลงรึเปล่า หรือว่าไอ้นี่จะเรียกว่าอะไรดี หรือจะทำอะไรต่อนี่ ...ให้รู้เลย ทิ้งเลย  กลับมารู้ตรงๆ โง่ๆ ตรงนี้เลย 

เพื่ออะไร ...เพื่อทำความชัดเจนในใจ กับสิ่งที่ใจมันรู้เห็นอยู่ต่อหน้ามัน...แค่นี้  ไม่เอาอะไร ไม่ได้อะไรหรอก แต่ได้ความชัดเจนในปัจจุบันธรรมกับปัจจุบันจิต 

เพราะฉะนั้นถ้าชัดเจนในปัจจุบันธรรมและปัจจุบันจิตนี้แล้ว นี่เรียกว่าเริ่มเข้ามาอยู่ในองค์มรรคแล้ว  

และถ้ารักษาภาวะที่เป็นปัจจุบันธรรมปัจจุบันจิตได้ต่อเนื่องไปนี่ ก็เรียกว่าเดินอยู่ในมรรค กำลังดำเนินอยู่ในองค์มรรค 

อย่าไปมัวลูบๆ คลำๆ  เข้าใจมั้ยลูบๆ คลำๆ นี่  ...ลูบๆ คลำๆ คือกล้าๆ กลัวๆ งงๆ ว่าไอ้นี่จะใช่มั้ย ไอ้อย่างนี้จะถูกมั้ย อย่างนี้  เข้าใจมั้ย รู้ยังไง จะรู้ยังไงดีวะ จะพิจารณาอะไรดี จะจับอะไรมารู้ดี จะหาอะไรดูดี  

พวกนี้ ลูบๆ คลำๆ  มัวแต่เงอะๆ งะๆ อยู่อย่างนี้ มันออกนอกมรรคไปแล้ว ...ไม่ใช่ว่าจะให้มันชัดเจนแล้วก็ไปไล่ถามคนอื่นว่าจะทำยังไงดีๆ จะรู้ยังไง ควรทำยังไง ...อย่าไปถาม รู้มันตรงนั้นเลย กายทำอะไรอยู่

ขณะนั้นกำลังหา ก็รู้ว่ากำลังหาเลย ...ถ้ามันเป็นเรื่องของนาม  ถ้ามันไม่ชัดในเรื่องของนาม ว่ารู้ว่ากำลังหา กำลังอยาก หรือว่ามีความอยากอยู่ในนั้น...ก็ให้มารู้กายซะ ตัดปัญหาไปเลย

ไม่สนที่จะไปรู้ว่ามันกำลังทำอะไร หรือว่ามันอยากหรือไม่อยากวะ มันยังไงดี ...คือมันไม่ชัดเจนอะไรเลยนี่ อย่าไปควาน อย่าไปลูบๆ คลำๆ อยู่ ไม่มีประโยชน์หรอก 

รู้ชัดแล้วมันจะเห็นเลย พอกลับมารู้ชัดที่กายปั๊บ ภาวะนามที่กำลังคลุมๆ เคลือๆ นี่ หรือลังเลๆ หรือว่าวิจิกิจฉาหรือว่าสงสัย หรือขุ่นมัวอยู่นี่ เศร้าหมองอยู่นี่ ...มันจะดับ มันดับเองน่ะ 

มันมารู้ชัดในปัจจุบันธรรมปัจจุบันจิต ถือกายเป็นปัจจุบันธรรม ถือจิตผู้รู้เป็นปัจจุบันจิต ก็จะเห็นภาวะนามนั่นขาดไป ดับ ไม่มีการเข้าไปหล่อเลี้ยงด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน

เพราะฉะนั้น ภาวะที่มันสืบเนื่องไปนี่ มันหล่อเลี้ยงด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันจึงไหลเลื่อนๆ เรื่อยๆๆไปไม่จบไม่สิ้น ลอยไปลอยมา ...มันเกิดภาวะลอยไปลอยมา


(ต่อแทร็ก 6/29)



แทร็ก 6/28 (2)


พระอาจารย์
6/28 (550110A)
10 มกราคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 6/28  ช่วง 1 

พระอาจารย์ –  แต่ต้องอาศัยใจนี่แหละ ต้องตั้งมั่นลงที่นี้แหละ...ที่เดียวนะ ไม่ออกนอกนี้นะ  จึงจะเข้าใจๆ จึงจะเห็นธรรม จึงจะเห็นธรรมตามความเป็นจริง

มันจะต้องอาศัยใจดวงนี้ ผู้รู้อันนี้ เห็นธรรม...รู้ธรรมและเห็นธรรม จนถึงที่สุดของธรรมนั้นๆ
 
เมื่อใดที่เห็นที่สุดของธรรม ไม่ว่ากายเวทนาจิตธรรม ที่เราบอกว่าเห็นกายในกาย เห็นจิตในจิตเห็นธรรมในธรรมเห็นเวทนาในเวทนา 

เมื่อใดเห็นที่สุดของธรรมนั้นจึงจะเรียกว่าทุกสรรพสิ่งคือธรรมเดียวกัน มีความเกิดขึ้น มีความตั้งอยู่ มีความดับไป เสมอกันเป็นอันเดียวกัน ไม่แบ่งแยก

นั่น มันจะเห็นกายเวทนาจิตธรรมเป็นอันเดียวกัน...โดยการที่ว่าเป็นธรรม ไม่ได้เห็นอันอื่นนอกเหนือจากธรรมอันเดียว

ไม่แบ่งแล้ว ตอนนั้นมันไม่มีสมมติแล้ว มันไม่มีบัญญัติแล้ว มันไม่มีความคิด มันไม่มีความเห็นแล้ว ...มันเป็นธรรมล้วนๆ มันเหลือเป็นสภาวธรรมล้วนๆ 

จนเห็นสภาวธรรมนั้นถึงที่สุดของสภาวธรรมนั้นคือความดับ ...ใจดวงนี้จึงจะเห็นนิโรธ ของธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่มีความดับ มีความสิ้นไปในตัวมันเอง ไม่มีผู้กระทำ เป็นเรื่องเดียวกันหมด
 
ใจดวงนั้น อัสมิมานะ...ความหมาย ความยกว่านี่สูง นี่ต่ำ นี่ควร นี่ไม่ควร นี่ละเอียดกว่า นี่ประณีตกว่า นี่หยาบกว่า...ไม่มี เป็นธรรมอันเดียวกันหมด 

มันทำลายหมด อัสมิมานะ ที่มันยกขึ้นมา กดลงไป ให้ค่านั้นสูงกว่า ให้ค่านี้ต่ำกว่า...พวกนี้จะหมด เมื่อใจผู้รู้นั้นเห็นว่าทั้งหลายทั้งปวง...สัพเพ ...เข้าใจคำว่า สัพเพ ธรรมา ไหม

สัพเพ สังขารา อนิจจา  สัพเพ ธรรมา อนัตตาติ ...ท่านใช้คำว่า “สัพเพ ธรรมา” ท่านไม่ได้เรียกว่ากาย เวทนา จิต ธรรม ...ท่านไม่ได้เรียกว่าขันธ์ ๕ ด้วยซ้ำ

แต่ท่านเรียกว่าเป็นธรรม เป็นสัพเพ...ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ...เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง ดับไปในที่สุด

ท่านเห็นอยู่แค่นี้...เป็นธรรม ท่านไม่ได้เห็นว่าเป็นอะไร ไม่เห็นความเป็นสัตว์ ไม่เห็นความเป็นบุคคล ไม่เห็นชื่อไม่เห็นเสียง ไม่เห็นว่ามันเป็นของหรือไม่เป็นรูปหรือว่าไม่เป็นนาม

ไม่เห็นว่าเป็นอะไรเลย เห็นเป็นธรรมอันเดียว เห็นอย่างเดียว ดับอย่างเดียว เห็นตรงไหนดับตรงนั้น เห็นตรงไหนยังไม่ทันว่าเลย..ดับ  นั่น...ไม่ว่าอะไรก็ตาม

ไม่ว่าสุข ไม่ว่าทุกข์ ไม่ว่าคิด ไม่ว่าเห็น ไม่ว่าได้ยิน  มันเข้าไปจับตรงไหน..ดับหมด ...อยู่อย่างนั้นน่ะ มันจึงจะเกิดความเห็นที่ว่าแจ้ง ..แจ้งในโลก แจ้งในธาตุ แจ้งในขันธ์ แจ้งธรรม

มันเห็นแจ้งอยู่อย่างนั้นแหละ สว่างแจ้งโล่งอยู่อย่างนั้น ...แล้วจากนั้นไปมันจึงจะเข้ามาทำที่สุดของทุกข์ให้ดับ ด้วยการลบตัวมันเอง ลบไอ้ตัวที่ไปเห็นอะไรนั่นแหละ ลบไอ้ตัวที่ไปรู้อะไรนั่นแหละ

นั่นแหละคือที่หมายสุดท้าย หรือว่าจุดเริ่มต้น ที่จริงคือ...ที่หมายสุดท้ายนี่คือจุดเริ่มต้นของการเกิด อยู่ที่เดียวกันเลย...นั้นน่ะที่เดียวกัน นั่นน่ะที่สุดของใจ 

พอเข้าถึงที่สุดของใจนี่ จึงจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าใจไม่มีประมาณ...อัปปมาโนพุทโธ อัปปมาโนธัมโม อัปปมาโนสังโฆ...มีอยู่

เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปหาไกล ไม่ต้องไปทำอะไร ...หยุด หยุดการกระทำทั้งหลายทั้งปวง หยุดเจตนา หยุดความจงใจ หยุดทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่ที่ใจดวงหนึ่งดวงเดียวเท่านั้น ...มันต้องอย่างนี้

อย่าหา อย่าทำ ...มันจะแต่งอะไร เติมอะไร เพิ่มอะไร ด้วยความปรุงอะไร ...รู้ทัน แล้วละซะ รู้อย่างเดียว เห็นอย่างเดียว กลางอย่างเดียว อยู่ที่ตรงนั้นน่ะ

ความเป็นกลางนี่ไม่ได้ไปทำขึ้นนะ ...ใจนั่นแหละมันเป็นกลาง อยู่ที่ใจนั่นแหละกลาง  ใจมันเป็นสภาวะกลางๆ ผู้รู้นี่มันเป็นสภาวะกลางๆ

เพราะฉะนั้นคำว่าการทำจิตให้เป็นกลางนี่ มันไม่ได้ไปทำนะ ...แค่ระลึกลงที่ใจรู้นั้นน่ะ อยู่ที่รู้นั้นน่ะ ไม่ไปไม่มา นั้นแหละมันกลางแล้ว มันเป็นมัชฌิมาแล้ว มัชฌิมากับทุกสิ่งที่อยู่ต่อหน้ามัน 

มันจะไม่มัชฌิมาต่อเมื่อมีจิตปรุงแต่งสอดแทรกขึ้นมา  ออกไปให้ค่า ออกไปในอดีตบ้าง ออกไปหาอนาคตบ้าง ออกไปคิดวิเคราะห์  ...นั่น ท่านเรียกว่าอุทธัจจกุกกุจจะ...ฟุ้งซ่านในธรรม 

กลัวไม่ชัดเจน กลัวไม่เข้าใจ กลัวไม่ละเอียด มันก็...ปึ๊บนี่ มันยืดออกไปเลย ...เห็นรึเปล่า จิตมันยืด มันยืดออกมา จิตมันยื่นออกมา มันยื่นมือยื่นแขนยื่นตีนออกมา  นั่นแหละจิตปรุงแต่ง...ให้ทัน 

เห็นแล้วอย่าเสียดาย อย่ากลัวไม่เข้าใจ อย่ากลัวไม่ชัดเจน อย่ากลัวไม่ละเอียด ...ทิ้งเลย ละเลย รู้อย่างเดียว รู้ซื่อๆ รู้กลางๆ รู้กลวงๆ นั่นแหละ รู้แบบไม่มีอะไรในรู้น่ะ นั่นแหละคือปัญญาที่สุดแล้วนะ  

โง่...จนไม่รู้อะไรเลย มีรู้อันเดียว รู้อย่างเดียว ...แล้วอะไรข้างหน้ามันนี่สักแต่ว่าเฉย สักแต่ว่า นั่นน่ะ  ถ้ามันอยู่อย่างนั้น โดยสภาวะนั้น จิตไม่เคลื่อนออกไป ไม่มีอาการที่เคลื่อนออกไปหมายในสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันน่ะ 

ถ้ามันคงตัวลักษณะที่ว่าเป็นโดยธรรมชาติของมันน่ะ ท่านเรียกว่าสังขารุเบกขาญาณเลย  มันวางเลย มันไม่เข้าไปแตะเลย มันก็สัมผัสรู้สักแต่ ตรงนั้น

จากนั้นไปนี่แหละ อาการปรุงแต่งนี่แหละ อาการที่เท่าทันตรงนี้ ...จิตเกิดดับ จะเห็นจิตเกิดดับ และจิตเกิดดับตรงนี้จะเห็นความดับไปพร้อมกันของขันธ์ ๕ ว่าไม่มีตัวตน  

มันจะเห็นขันธ์ในนี่...เกิดดับ ...ขันธ์ ๕ ที่เกิดดับคือขันธ์ในนะ ขันธ์ในขันธ์  ...ส่วนไอ้ขันธ์นอกนี่คือสักแต่ว่าขันธ์  แต่ใจนี่มันจะไปเห็นขันธ์ ๕ ภายในนี่เกิดดับ 

ตรงนั้นน่ะมันจะเกิดดับตลอดเวลาเลย  เห็นขันธ์ ๕ เกิด-ดับๆๆๆๆ ...แค่ยืดออกไปนิดนึงนี่ ขันธ์ ๕ เกิดแล้ว เกิดซ้อนกันเข้าใจไหม

มันซ้อนกับขันธ์ มันเป็นขันธ์ซ้อนขันธ์ ...แล้วมันไปหมาย มันไปติดข้องในขันธ์ที่ซ้อนขันธ์  มันไปสร้างภพที่ซ้อนภพปัจจุบันขึ้นมา 

เพราะฉะนั้นการเห็นความว่าง ความสูญ ความดับไปของขันธ์ ๕ เสมอในที่อันเดียว...โดยไม่ได้คิดไม่ได้ทำอะไรกับมัน  นั่นแหละมันจึงจะเห็นความเป็นอนัตตาชัดเจนในที่อันเดียว

ก็ดูเอา กายมันก็ยังมีอยู่ ใช่มั้ย  กายของจริงน่ะ  มันไม่ดับ ใช่ไหม แล้วจะบอกขันธ์ ๕ เกิดดับตรงไหนวะ (เสียงโยมหัวเราะ)

แต่ถ้านักภาวนาพยายามจะไปคิด หรือว่ายกนิมิตขึ้นมา แล้วก็คิดว่าเดี๋ยวตายแล้วก็สูญหายไปนี่  อันนั้นเป็นนิมิตนะ ไม่ใช่จริงนะ...คนละเรื่องกัน นั่นมันเป็นแค่การจินตาขึ้นมา

แล้วก็สร้างว่าตั้งแต่เกิดแล้วก็เปลี่ยนไป แล้วก็เห็นรูปนั้นเปลี่ยนไป เห็นรูปนั้นดับไป เห็นรูปนี้เจ็บไข้ได้ป่วย แก่เฒ่าแล้วก็สูญหายไป เมื่อเผาแล้วก็สูญไปจากโลกหายไปดับไปในขันธ์นั่น  

แล้วก็บอกว่านี่น่ะพิจารณาขันธ์ ๕ เกิดดับ...มันเป็นแค่จินตามยปัญญาเท่านั้น ...ขันธ์ ๕ เกิดดับจริงๆ คือ จิตปรุงแต่ง...เริ่มจากจิตปรุงแต่งในขันธ์


โยม  เห็นโลกดับไปต่อหน้า

พระอาจารย์   นั่นแหละ มันดับพร้อมกันเลย  ...ในการปรุงแต่งแต่ละครั้งหนึ่ง ๆ นี่ มันสร้างขันธ์ ๕ ขึ้นมา มันสร้างครบเลยนะ ขันธ์ ๕ ครบเลย  ๕ ตัวเกิดขึ้นพร้อมกันเลย...นิดหนึ่งนี่ เคลื่อนออกมานิดหนึ่งนี่แหละ 

เพราะฉะนั้นน่ะ ถ้าชำระหรือว่ารู้เท่าทันขันธ์ภายในอยู่เสมอ แล้วก็เห็นขันธ์ภายในดับอยู่เสมอนี่ ...สังเกตดู ถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว เห็นอะไร ได้ยินอะไร ใครทำอะไร เดินผ่านไปแล้วปุ๊บนี่  จำไม่ได้หรอก

ไม่เก็บมาจำด้วย  ไม่เก็บมานั่งคิดนอนคิด เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เห็นไหม ...เพราะฉะนั้นอาการภายนอกนี่จะเป็นสักแต่ว่าล้วนๆ จริงๆ เลย  จะไม่เก็บไม่แบกมาเป็นอารมณ์สืบเนื่องเป็นอดีตอนาคต 

เพราะฉะนั้นขันธ์ ๕ ภายในดับเมื่อไหร่ปุ๊บนี่ เวลานี่ดับไปเลย เวลานี่ไม่มีเลย  ...เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่เวลาไม่มีเลย แปลว่าเมื่อนั้นแหละอนาคตและอดีตไม่มี 

มีเหลือแค่ปัจจุบันแล้วก็ดับไปในปัจจุบัน เห็นตรงไหนก็ดับตรงนั้น เห็นตรงไหนก็ดับตรงนั้น หมดเหตุตรงนั้น หมดเหตุภายนอกตรงนั้นก็ดับไปพร้อมกัน

เพราะไม่มีขันธ์ ๕ ไปรองรับข้างใน เข้าใจไหม ไม่มีขันธ์ ๕ ไปรองรับต่อ ...เพราะฉะนั้น มันมีสัญญา มันมีสังขารได้นี่ เพราะมันมีตัวตนที่มันปรุงขึ้นมารองรับ เป็นอัตตาใหม่ซ้อนกับอัตตาจริง

ตัวตนจริงในปัจจุบันนี่คืออัตตาจริง ...แต่มันไปมีขันธ์ ๕ อีกตัวนึงไปรองรับๆๆ  เหมือนกับเป็นตัวเรา ของเรา อารมณ์เรา  สิ่งที่เราเห็นๆ สิ่งที่เราได้ยิน สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เรารู้สึก

มันเป็นขันธ์ ๕ อีกตัวนึงภายในมันไปรองรับ ...เห็นไหม ขันธ์นอก ขันธ์ใน ขันธ์หยาบ ขันธ์ละเอียด

ขันธ์นอกนี่มีนอกกว่าสองนอกนะ นอกนู้น..คนอื่น  แล้วก็นอกนี้ แล้วยังมีขันธ์ ๕ แล้วก็ขันธ์ ๕ ภายใน อย่างนี้  มันจะเห็น...แต่ว่าตอนมันเห็นน่ะไม่มีคำพูดหรอกนะ มีแต่เกิดกับดับ

แต่ให้รู้ไว้เลยนั่นน่ะขันธ์ ๕ เกิดดับอยู่เสมอ เห็นขันธ์ ๕ เกิดดับ ...จึงบอกว่า เห็นขันธ์ ๕ เป็นของว่าง จะเห็นขันธ์ ๕ เป็นของว่าง มันว่างจากข้างในนั่นแหละ  

ส่วนตัวนี้ไอ้สักแต่ว่านี่ มันทะลุไปเลย มันไม่ออกไปให้ค่าอะไร ไม่มีความหมายใดๆ  พอจะมีปุ๊บ ...พั้บๆๆ ขาดอยู่ข้างในตลอด 

จนมันขาดถึงขนาดเรียกว่าขาดสิ้น...โดยสิ้นเชิง ...ขาดจากกัน ขาดจากการเข้าไปหมายกับขันธ์ข้างหน้า ด้วยการไปสร้างขันธ์ว่านี่เป็นเรา ของเรา

ตอนนั้นมันจะขาด  มันจะขาดจากการเกาะเกี่ยวกับดินน้ำไฟลมวัตถุธาตุ ...มันก็เห็นตัวตนที่สักแต่ว่าเป็นตัวตนหนึ่งกลวงๆ

เหมือนกับไม่ใช่ใคร ของใคร ไม่เป็นอะไร ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือครอบครองได้ ...ก็เห็นเป็นธรรมชาติที่เคลื่อนไปย้ายมาเท่านั้นเอง อยู่อย่างนั้น

(ต่อแทร็ก 6/28  ช่วง 3)



วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

แทร็ก 6/28 (1)



พระอาจารย์
6/28 (550110A)
10 มกราคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  3  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  มันยังเป็นกายเรา คิดของเรา อารมณ์ของเรา นะ ...เพราะฉะนั้น สติเมื่อมันตั้งมั่นดีแล้วนี่ ที่เรียกว่าควรแก่งานแล้วนี่ ปัญญามันมีในตัวของมัน

มันก็จะเห็นกายเป็นกาย ไม่ใช่กายใคร  คิดก็คือคิด จิตก็คือจิต ไม่ใช่จิตใคร  เวทนาก็คือสุขทุกข์ ก็คือสุข ก็คือทุกข์ ไม่ใช่สุขของใคร ทุกข์ของใคร ...มันจะเห็นอย่างนั้น

นี่ เรียกว่าเป็นสติปัฏฐานเบื้องต้น เห็นกายเป็นกาย รู้กายเห็นกาย รู้จิตเห็นจิต รู้ธรรมเห็นธรรม รู้เวทนาเห็นเวทนา ...มันจะรู้เห็นตามจริงเบื้องต้นก่อน

ไม่ได้เห็นตามทิฏฐิที่เป็นมิจฉาที่ว่ากายเรา ความคิดเรา เราได้ยิน ได้ยินเป็นเรา เห็นเป็นเรา เรากำลังเห็น ...สติเบื้องต้นมันยังไม่มีปัญญามันก็จะเห็นอย่างนั้น มันจะมีความเห็นผิดอยู่ในนั้นด้วย

พอรู้เห็นตั้งมั่นไปเรื่อยๆ มันก็เป็นสักแต่ว่ากาย สักแต่ว่าจิต สักแต่ว่าธรรม สักแต่ว่าเวทนา ...คือไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคลอะไร 

แต่นั้นไปด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลางอยู่ภายใน ไม่เคลื่อน ไม่ปรุง ไม่แต่ง ...มันเท่าทันความปรุงแต่ง ถ้ามันตั้งมั่นดีแล้วนี่ มันจะเท่าทันความปรุงแต่ง 

ก็ไม่ต้องไปปรุง ก็ไม่ต้องไปหาเหตุ ก็ไม่ต้องไปหาผลกับอะไร  ไม่ต้องไปอดีต ไม่ต้องไปอนาคต ไม่ต้องไปคาด ไม่ต้องไปเดาในธรรมที่ยังไม่เกิด หรือธรรมที่มันดับไปแล้ว 

นี่เรียกว่าตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันล้วนๆ ...แล้วก็เท่าทัน ณ ความปรุงแต่ง แล้วก็สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยินไป ...อยู่อย่างนี้ มันจึงจะเห็นกายในกาย จิตในจิต เวทนาในเวทนา เห็นธรรมในธรรมอีกทีหนึ่งนะ  

คือเห็นความดับไปของมันเอง นี่ ความดับไปของกาย ความดับไปของเวทนา ของจิต ของธรรม จะเห็นความดับไปเองของมัน ...ความเห็นความดับไปเองของมันนั้นแหละ มันจึงจะไปเห็นกายในกาย 

คือเห็นว่าไม่มีอะไรในกาย คือไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่ในกาย ...มันเป็นแค่ปรากฏชั่วคราวเท่านั้น ที่สุดคือดับไม่เหลือ ตัวตนนี้ มันมีตั้งอยู่แค่ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วก็ดับไป 

จิตก็เหมือนกัน อารมณ์ก็เหมือนกัน เวทนาก็เหมือนกัน นึ่ มันจะลิงก์กันไปหมดแหละในสติปัฏฐานทั้งสี่ตัวนี่ จนเห็นในกายไม่มีกาย ในจิตไม่มีจิต ในธรรมไม่มีธรรม ในเวทนาไม่มีเวทนาหลงเหลืออยู่  

ตรงนี้ จึงเรียกว่าจิตมันเข้าไปเรียนรู้  ใจผู้รู้มันจะเข้าไปเรียนรู้อนัตตาธรรม หรือความเห็นที่เป็นอนัตตา ...คือไม่มี สุดท้ายแล้วไม่มี...มันมีแค่ชั่วคราว 

จิตมันจะเริ่มถอนออกจากขันธ์แล้ว มันถอนออกจากการเข้าไปหมายมั่นในขันธ์  ปัญญามันจะเริ่มไปตามลำดับอย่างนี้  แล้วมันจะละทิฏฐิไปเรื่อยๆ

คือความที่มันจะเข้าไปหมายว่า นี้คือนั้น นั้นคือนี้ นี้เป็นอย่างนั้น นี้ต้องไม่เป็นอย่างนี้ ...มันจะไม่มีไปหมายว่า อะไรเป็นอะไร หรือต้องการอะไร 

ความแสวงหาในภพ ในขันธ์ ในอดีต ในอนาคต หรือว่าความทะยานออกของใจไม่รู้นี่...ที่มันปรุงแต่งตลอดนี่ มันจะค่อยๆ น้อยลงๆ น้อยลงไปเรื่อยๆ ...จนหยุด จนสิ้น จนหมด  ความปรุงแต่งภายใน

จากนี้ไป ขันธ์กับใจนี่ มันจึงจะหลุด...หลุดจากขันธ์ หลุดจากการเกาะเกี่ยวในขันธ์ หลุดจากการเข้าไปหมายมั่นในขันธ์ หลุดจากการเข้าไปครอบครองขันธ์ 

ใจนี่จะไม่หลุดออกจากการครอบครองขันธ์ได้เลย ถ้าไม่มีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ในขันธ์ ๕ 

สักกายทิฏฐิ อัตตาตัวตน ความหมายมั่นในอัตตา ความหลงผิดในอัตตานี่  มันจะละได้ มันจะเพิกถอนได้...ต้องเห็นธรรมนั้นดับไป ไม่มีตัวตนที่แท้จริง เป็นของว่าง เป็นของสูญ เป็นของที่ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่  

มันจะต้องเห็นภาวะอย่างนี้ซ้ำซาก ๆ  ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางนะ...อยู่อย่างนี้ตลอด มันจึงจะถอนออก ละทิฏฐิความเห็นผิด 

ที่เข้าไปหมายในขันธ์ ในอดีต ในอนาคต ในคน ในสัตว์ ในเรื่องราวต่างๆ ในความน่าจะเป็น น่าจะมี หรือสิ่งที่เคยเป็น หรือสิ่งที่เคยมี เคยได้ 

แต่แรกๆ ของการเห็นนี่ มันจะเห็นว่าเป็นทุกข์ก่อน ...หนึ่ง อาการตั้งนั้นเป็นทุกข์  สอง เห็นความแปรปรวนของมัน ...แรกๆ มันจะเห็นซ้ำอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็เปลี่ยนๆ

แล้วต่อไปมันจะเห็นชัดในเรื่องของความดับไป เห็นความดับไปของขันธ์ แต่ละครั้ง แต่ละขณะ ...แรกๆ ก็จะเห็นแต่ละครั้งแต่ละขณะ  ต่อไปมันจะเห็นแทบจะทุกขณะเลย มีแต่ความดับๆๆ 

มันไม่เห็นความเกิดหรอก เห็นแต่ความดับ เพราะเกิดกับดับมันจะพร้อมกัน มันจะเห็นพร้อมกันเลย แล้วมันไม่ใช่ว่าเกิดดับเฉพาะขันธ์...ดับทั้งผู้รู้นั้นด้วย มันจะเห็นพร้อมกันหมดอยู่เสมอ

คือมันเป็นความพอดี สมดุล หรือว่าเป็นความที่ว่าสมังคีกัน แล้วมันพอดี มรรคนี่สมังคีกันหมด  ศีล สมาธิ ปัญญา พอดีกัน เสมอกันหมด  ปัญญานี่เท่าทันอยู่ตลอดเวลา ครอบหมด 

เพราะฉะนั้นอะไรเกิดขึ้นในปัจจุบัน...ดับตรงนั้น  มันเห็นความดับๆๆ ...จิตที่มันออกไปรู้ ปุ๊บ มันเห็นตรงไหน มันดับตรงนั้นแหละ อยู่ตลอดเวลา

จึงจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าจิตเห็นอนัตตา ใจเห็นอนัตตา...ของสองสิ่ง ...ไม่ใช่แค่สิ่งเดียวนะ ไม่ใช่แค่ขันธ์นะ มันจะเรียนรู้ทั้งของสองสิ่งเลย ทั้งสิ่งที่ถูกรู้แล้วก็สิ่งที่รู้ 

สิ่งที่รู้ก็ดับ ดับไปพร้อมขันธ์ มันดับไปพร้อมขันธ์ ...เพราะว่าผู้รู้นี่ หรือว่าการรู้ หรือว่าจิตที่รู้หรือว่าใจที่รู้นี่ มันจะรู้ไปตามอาการ  ถ้าไม่มีอาการ ภาวะรู้นี่ไม่มี มันจะไม่มี

มันจะออกมาทำหน้าที่รู้ตามอาการ เมื่ออาการนั้นดับ หน้าที่รู้นั้นก็ดับ ดับไปพร้อมกันเลย ...คือมันมาทำเป็นเรื่องๆๆ ไป ...ตัวมันก็ไม่เที่ยง นะ 

แต่คราวนี้ว่าในปัญญาเบื้องต้นของเรานี่ยังไม่เห็นจิตดับหรอก ยังไม่เห็นผู้รู้ดับหรอก ยังไงก็รู้ไว้ ...ต้องรู้อยู่ ต้องตั้งมั่นอยู่ที่รู้ก่อน  เอาตัวนี้เป็นฐาน เป็นฐานไปศึกษามัน

เป็นฐานไปศึกษาขันธ์ เห็นขันธ์ แปรปรวน ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นแค่ของสิ่งหนึ่ง เป็นอาการหนึ่ง เป็นปรากฏการณ์หนึ่ง เป็นธรรมชาติหนึ่งเท่านั้น

เรียนรู้อย่างนี้  ให้ใจผู้รู้ จิตผู้รู้นี่เรียนรู้...เรียนรู้ไปเรื่อยๆ  จนมันเห็นความดับชัดมากขึ้นๆๆ  ตัวทัสนะมันจะหยั่งเข้าไปในของสองสิ่งนี้

มันไม่ได้หยั่งเข้าไปแค่กาย หยั่งเข้าไปแค่เวทนา หรือหยั่งเข้าไปแค่จิต หรือหยั่งไปลงที่ธรรมเท่านั้น สุดท้ายมันหยั่งจนมันชัดเจนดีแล้ว มันก็จะหยั่งพร้อม

เขาเรียกว่ามันเกิดความรู้ตัวทั่วพร้อม มันจะพร้อมหยั่งลงไปเห็นความดับไปของที่รู้ด้วยพร้อมกัน ...แล้วมันก็เกิดใหม่ แล้วมันก็เกิดอีก...เมื่อมีสิ่งใดปรากฏ หรือมันกระทบหรือสัมผัส หรือว่ามีการทำงาน

มันก็จะเห็นการทำงานตรงไหน...มันก็เกิดมาทำงานรับรู้ตรงนั้นแล้วก็ดับ เป็นขณะ ...ถ้ามีการทำงานต่อ มันก็เกิด มันก็ดูเหมือนมันเกิดต่อ หรือว่ามันยังอยู่ ...แต่ความจริงมันเกิดใหม่ เกิดสภาวะรู้ใหม่ 

มันจะเห็นอยู่อย่างนี้ นี่ มันจะเข้าใจไปตามลำดับลำดา ...จนมันทำลายความหมายมั่นทั้งในขันธ์และก็ในตัวของมันเองต่อไป

แต่เบื้องต้นเราจะต้องเห็นขันธ์ตามความเป็นจริงจนถึงที่สุดก่อน เห็นโลกตามความเป็นจริงจนถึงที่สุดก่อน ด้วยใจผู้รู้ ด้วยจิตผู้รู้ ที่เป็นหนึ่ง ตั้งมั่นเป็นกลางอยู่ภายในนี่แหละ

เห็นความดับไป สิ้นไป หมดไป เห็นความไม่มีตัวตน เห็นความเป็นตัวตนแค่ประเดี๋ยวหนึ่ง ชั่วคราวหนึ่ง ย้ายไปเปลี่ยนมา ...สุดท้ายดับๆ ไม่มีอะไรไม่ดับ 

ให้มันเชื่ออย่างนี้ก่อน  ใจมันจะค่อยๆ กลับคืนสู่ความเป็นปกติ ฐานมันจะเป็นฐานปกติ อยู่กับปกติ ...ศีลก็ครอบคลุมหมดทั่วโลกทั่วจักรวาล ครอบคลุมด้วยศีลปกติ 

จากนั้นไปมันก็จะเรียนรู้ไปตามลำดับ ถึงที่สุดของทุกข์ของมันเอง ว่าตัวที่สุดของทุกข์จริงๆ คือตัวไหน มันก็ไล่ๆๆๆ ดูรู้เห็นไป 

ต่อไปมันจะเห็นว่า อะไร...อะไรที่มันตั้งอยู่ อันนั้นแหละเป็นทุกข์  ไม่ว่าอะไร ..ไม่มีข้อแม้  มันจะเห็นเองน่ะ ว่าแม้แต่อะไรมันตั้งขึ้นมา...ทุกอย่างนั่นแหละคือทุกข์ 

เพราะฉะนั้นที่สุดแล้ว มันดับไปหมดแล้ว มันยังมีอะไรตั้งอยู่...ตรงนั้นแหละเป็นเหตุ หรือเป็นมหาเหตุ ...มันจะเข้าสู่มหาเหตุ

สู่การพิจารณาว่า มันเห็นทุกสิ่งดับไปหมดแล้วก็ตาม ถ้ายังเหลืออะไรตั้งอยู่ ตรงนั้นแหละเป็นต่อมให้เกิด เป็นต่อมที่จะเกิด เป็นแหล่ง เป็นเหตุ เป็น sorce ที่จะให้เกิดความต่อเนื่องผูกพันปุ๊บ

มันก็จะเข้าไปทำลายตรงจุดนั้น ...ปัญญาขั้นสุดท้ายมันก็จะเข้าไปทำลายตรงจุดนั้น  ตัวญาณวิมุตติ ญาณทัสสนะมันก็จะแจ่มชัดว่านี่...นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์จริงๆ 

เพราะนั้น ตา หู จมูก รูป เสียง กลิ่น รส ขันธ์ พวกนี้ที่เราว่าเป็นเหตุของทุกข์นี่ มันยังเป็นเหตุหยาบ มันยังมีต้นของเหตุนี้อีก นั่น มันจะถอนเข้ามาถึงเหตุแรกเหตุต้น ต้นธาตุ ต้นจิต ต้นธรรม ต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง 

ตรงนี้คือจุดที่เรียกว่าจากศูนย์ไปหนึ่ง มันเริ่มจากศูนย์...ตรงที่ศูนย์ตรงนั้น ตรงที่ไม่มีน่ะ อยู่ที่ความไม่มีนั่นน่ะ แล้วมันมีออกมาได้อย่างไร...จากศูนย์มันมาเป็นหนึ่งได้อย่างไร 

มันก็เข้าไปเห็นว่าเมื่อใดที่มันมีอยู่ในศูนย์ มีอะไรอยู่ในศูนย์นั้นน่ะ มันไม่เห็นอะไรหรอกนอกจากใจ สุดท้ายมันก็เห็นใจข้างในนั่นแหละ เห็นที่สุดของใจ

เหมือนกับเราเห็นที่สุดของกาย คือความดับไป  ที่สุดของเวทนา ที่สุดของจิตของธรรม ก็มีความดับไป นั่นแหละคือเห็นที่สุดของทุกข์ ก็มีแต่ความดับไป

พอสุดท้ายมันก็เห็นที่สุดของใจ ก็มีความดับไปเหมือนกัน ...สุดท้ายก็เห็นที่สุดของใจ มันไม่มี ๆ เห็นความไม่มีของใจที่รวมกันเป็นใจ เป็นก้อน เป็นกอง เป็นหน่วย เป็นยูนิต 

เมื่อใดที่ใจยังรวมตัวหรือว่าตั้งเป็นยูนิตหนึ่ง นั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด ...มันก็จะเรียนรู้ด้วยญาณทัสสนะ มันก็จะถอยกลับมาจนถึงที่สุดของใจ จนเห็นว่าที่สุดของใจคืออะไร 

ดังนั้นเมื่อมันทำงานถึงที่หมายสุดท้าย หรือว่าที่ตั้งสุดท้าย หรือว่ายูนิตสุดท้ายของสรรพสิ่งในอนันตาจักรวาลแล้วนี่ มันก็จะเข้าไปสู่ภาวะที่เรียกว่าอนันตมหาสุญญตา

เหมือนอวกาศที่ไม่มีจักรวาล ไม่มีอะไรอยู่ในอวกาศนั่น ...นั่นแหละมันถึงเข้าไปเห็นที่สุดของใจ คือภาวะที่เรียกว่าอัปปมาโน...ใจที่ไม่มีประมาณ ใจที่ไม่มีขอบเขต ใจที่ไร้สภาพขอบเขตใดๆ

แต่ตอนนี้ดวงจิตผู้รู้ของเรา ใจผู้รู้นี่ มันเป็นลักษณะเป็นยูนิต เป็นหน่วยหนึ่ง มันดูเป็นหน่วยหนึ่ง แม้ขณะที่ว่าเป็นแค่ผู้รู้หรือว่าผู้เห็นน่ะ...แรกๆ มันก็ยังมีเรารู้เราเห็นอยู่


ต่อไปมันก็จะเหลือแต่รู้แต่เห็น ในความรู้สึกมันจะเป็นแค่รู้ เป็นแค่เห็น ...แม้แต่ว่าเป็นแค่รู้เป็นแค่เห็นน่ะ มันยังเป็นยูนิตอยู่เลย มันมีความเป็นลักษณะสัตว์บุคคลอยู่ในตัวของมัน


(ต่อแทร็ก 6/28  ช่วง 2)