วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 6/10




พระอาจารย์

6/10 (541231B)

(แทร็กชุดต่อเนื่อง)

31 ธันวาคม 2554



พระอาจารย์ –  ทั้งหมดนี่ การภาวนาทั้งหมดนี่ สำคัญที่สุดคือใจ ... เป็นการภาวนาเพื่อให้กลับมาสู่ใจดวงเดียวเท่านั้น  อย่างอื่นไม่สำคัญเลย 

ถ้าโยมคิดว่าความสงบสำคัญ โยมก็จะทิ้งใจ  ไม่สนใจในการจะใส่ใจ ตั้งใจ รักษาใจ อยู่ที่ใจ ... เห็นมั้ย มันจะไปตั้งใจ ใส่ใจ อยู่ที่สงบ  

ทั้งๆ ที่ท่านบอกว่าทั้งหมดมันเรื่องของใจล้วนๆ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จที่ใจ ใช่มั้ย ...พระพุทธเจ้าพูดนะ เราไม่ได้พูด เราจำพระพุทธเจ้ามาพูด

ก็ยังมาบอกอีกว่าความสงบ ต้องทำความสงบก่อน ... แล้วถ้าชาตินี้มันไม่สงบ...จะทำยังไง  แล้วถ้าชาตินี้สงบแล้วมันไม่พอกับที่เราต้องการให้มันสงบ...จะทำยังไง  ... ก็ไปรอภาวนาเอาชาติหน้าล่ะกัน ใช่มั้ย

ถ้าชาตินี้พิจารณาแล้วไม่เห็นอสุภะ แล้วกูจะทำยังไงต่อวะนี่  เขาบอกว่าต้องเห็นอสุภะก่อนถึงละกายได้  ก็ดู ดู๊ ดู  ดูแล้วดูอีก มันก็ไม่เป็นกระดูก ก็ยังเต็มอยู่อย่างนี้ จะทำยังไง  แปลว่าไม่มีวาสนาบารมีพอมั้ง... นี่ มันนึกเอาเองอีกต่างหาก

บอกแล้วว่าทุกอย่างสำเร็จที่ใจ...ใจเป็นใหญ่  ยังให้ความสำคัญกับอย่างอื่นจนลืมใจน่ะ ...เหมือนเซลแมนเขามาขายของ เขาก็โอ้อวดโฆษณาสรรพคุณของน่ะ ...เราก็หลงไปตามคำโอ้อวดแอบอ้างต่างๆ นานา

มันเอายาหม่องมาขายแล้วก็บอกว่า "นี่ แก้มะเร็งได้นะ ต้องทาเยอะๆ ให้มันร้อนเข้าไปถึงเชื้อมะเร็งเลย รับรอง มะเร็งตาย"  ตานี่แหกตื่นเลย เชื่อหมดเลย  อีกคนนึงบอกว่า "ของผมดีกว่า ของผมเคาน์เตอร์เพน แรงแบบเย็นๆ นี่ ไอ้นี้ซึมเข้าถึงเนื้อเร็วกว่า ยาหม่องมันร้อนข้างนอก ไม่ถึงหรอก" 

เนี่ย สำคัญกว่าใจทั้งสิ้นเลยนะนี่ เก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหมดเลย ... พระพุทธเจ้าพูดอยู่เต็มๆ ว่าใจเป็นใหญ่ ใจนี่เป็นใหญ่นะ ... ถ้าพูดว่าใจนี้เป็นใหญ่ มันจะมีอะไรใหญ่กว่าใจ มันจะมีอะไรสำคัญกว่าใจ

แต่พอเขาพูดอะไร เขาแนะอะไร  เราอ่านอะไร เราวิเคราะห์ความเห็นอะไรมานี่ ... ทุกอย่างสำคัญกว่าใจทันทีเลย พร้อมที่จะทิ้งใจ...เพื่อไปหาอะไรมาก่อน 

โดยข้ออ้างของมันว่า “ถ้าไม่มีสงบ ก็ไม่เห็นใจสิ” อื้อ “ถ้าไม่มีปัญญารู้อย่างนั้นอย่างนี้ก่อน มันก็ไม่ถึงใจสิ” นั่น ข้ออ้าง ...มันก็เลยไปยึดมั่นถือมั่นในอุบายว่านี่คือหลัก

หลักคือหลัก อุบายคืออุบาย ... หลักมีอยู่แล้ว ใจก็มีอยู่ตลอด อย่างที่เราพูดตอนแรกน่ะ ...แต่ถ้าไม่ตั้งใจค้นหาลงที่ใจเลยตรงๆ มันก็ไปกังวลอยู่กับฟ้าฝนดินน้ำอากาศ ...ขี่ม้ารอบเมืองอยู่นั่นน่ะ

แม่ทัพสั่งให้ตีก็กลัวตาย กลัวไม่ชนะ ...ก็แม่ทัพบอกแล้วว่าตีได้ ตีเลย  มันดันเก่งกว่าแม่ทัพอีกนะ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายนี่ พวกไพร่ทหารเลว มัวแต่พิจารณาว่าเอาเอง “แม่ทัพสั่งตี เราดูแล้ว มันตีไม่ได้หรอก ต้องดูไปก่อน ต้องหาช่องตอนที่มันเผลอ และช่องตรงไหนที่มันผุๆ พังๆ กูจะตีตรงนั้น”

แต่กูก็วนมาหลายชาติแล้ว กูยังหาช่องไม่เจอสักที (หัวเราะกัน) ...ก็แม่ทัพสั่งว่า ตีๆๆ  ตรงไหนก็เหอะ...ตีเข้าไป เข้าใจรึเปล่า  

คือรู้ตรงไหน ระลึกขึ้นได้...รู้ตรงนั้น เออ เป็นปัจจุบันไหนก็ปัจจุบันนั้นน่ะ ตีมันเข้าไป ...เอากายเป็นปัจจุบัน หลงออกไปๆ ก็รู้ลงที่กายๆ  มันก็อยู่ตรงนั้นแล้ว...รู้น่ะ ...ไม่ชนะก็ตีซ้ำตีซากมันลงไป แน่ะ ภาวิตา พาหุลีกตา...บ่อยๆ เนืองๆ เป็นนิจ

แต่เดี๋ยวๆ มันก็จะถอยอีกแล้ว พวกไอ้เสือถอยๆ ดูท่าทีมันก่อน ...ยังไม่เห็นอะไรเลย กำแพงก็ยังไม่พังเลย ถอยๆๆ อีกแล้ว  เดี๋ยวเดินรอบค่ายรอบเมืองต่ออีกสักสามรอบก่อน  เนี่ย ...มันเป็นอย่างนั้น

มันไม่ซ้ำลงไปนี่...ดูซิ กำแพงมันจะหนาซักเท่าไหร่ ตีมันซ้ำซากลงไปน่ะ ...รู้ซ้ำรู้ซากลงไป กับไอ้ที่มันหลง เผลอ เพลิน หรือจะแสวงหาด้วยอำนาจตัณหาอุปาทาน ที่มันคาด มันเดาเอาว่า เวลานั้นเวลานี้  ยังงั้นยังงี้...จะเหนือกว่า จะถูกกว่า

มันยังไม่มีอะไรถูกกว่าหรอก มันเป็นแค่ความปรุงขึ้นมา ...เป็นแค่ตัณหามันพาท่องโลกท่องจักรวาลอยู่ 

ที่ขี่ม้ารอบเมืองนี่ อำนาจของตัณหาทั้งนั้นแหละ... ความอยาก ความเพอร์เฟ็ค จะให้สมบูรณ์ จะให้ดีที่สุด จะให้เร็วที่สุด ไม่ผิดพลาดเพี้ยนเลย ...คือแบบกะว่าตีทีเดียว แล้วกูเข้ายึดเมืองได้เลยน่ะ ตรงร่องตรงช่องเลย ...ก็บอกแล้วว่า เดินมาหลายชาติแล้ว มันยังไม่เจอช่องนั้นเลยน่ะ  

ครูบาอาจารย์เหมือนแม่ทัพ มีแม่ทัพหลวงคือพระพุทธเจ้า ก็บอก ตีๆๆๆ  ... มันก็เงอะๆ งะๆ  หงึๆ หงะๆ ... มันไม่ทำ มันไม่ทำจริงๆ ไม่รู้จริงๆ ...มัวแต่รู้เล่นๆ รู้ปลอมๆ รู้ไปเรื่อย หาไปเรื่อย  รู้ไปเรื่อยก็หาไปเรื่อย ... อื๋อ ของมีก็รู้ลงไป อะไรก็ได้ ก็รู้ลงไป อะไรเดี๋ยวนี้ อะไรก็ช่าง

เพราะไม่ได้เอาความหมายในสิ่งที่ถูกรู้ แต่ต้องการรู้ ...แม่ทัพของมันน่ะคือรู้ มันแสดงตัวอยู่ตลอด ต้องตีตรงนั้น แล้วก็จับตัวจับหัวแม่ทัพมันไว้ ... จับมันทำไม  จับมัน...เพราะมันจะเป็นตัวสั่งการ สั่งให้ลูกน้องทำงาน “เฮ้ย มึงไปปล้น มึงไปจี้ มึงไปตี มึงไปเผาเมือง มึงไปขโมยเขามา มึงไปฆ่ามันให้หมด”

มันสั่งการ...แม่ทัพนี่  สั่งอะไร...สั่งจิตสังขาร ความปรุงแต่งต่างๆ นานา ... เหมือนขโมย ร่อนไป ท่องไป ทำนั่นทำนี่ คิดนั่นคิดนี่ สร้างเรื่องนั้นสร้างเรื่องนี้ ... แน่ะ ก็ถ้าไม่จับหัวแม่ทัพมันไว้นี่ มันก็สั่งการแบบสบาย

ดีไม่ดีเรากลับรู้เห็นเป็นใจกับมันด้วย ใช้มันด้วย อาศัยมันด้วย ... มันไปปล้นมา กูได้ทรัพย์สมบัติ สบาย มีความสุข ...แน่ะ รู้เห็นเป็นใจกับโจร สนับสนุนมันด้วย ... นี่เขาเรียกว่าแปรพักตร์  ให้ไปตีดันแปรพักตร์เฉยเลย

แต่ถ้าจับหัว จับตัวใจ หรือว่าผู้รู้ไว้ ...เพราะไอ้ผู้รู้ตอนนี้ มันยังเป็นผู้รู้ที่เป็นข้าศึกห่อหุ้ม คืออาสวะมันยังห่อหุ้มอยู่ เข้าใจมั้ย ... แต่พอจับหัวมันคือจับใจตรงนี้ที่มีอาสวะห่อหุ้มแล้ว เวลามันใช้ลูกน้องมันออกไปทำงาน นี่ เราเห็น เราทัน  มันออกมาก็ฆ่ามันทิ้งเลย ไม่เลี้ยงไว้...โจร ฆ่าลูกสมุนทิ้ง

มันใช้เท่าไหร่กูก็ฆ่าเท่านั้นน่ะ เข้าใจมั้ย ... ไม่ตาม ไม่ใช้มัน ไม่เอา ไม่หวังผลประโยชน์จากมัน  ทิ้งเลย มันเป็นตัวก่อกวน มันเป็นตัวทำให้โลกนี้ไม่สู่ความสงบสันติ ... ฆ่าอย่างเดียว โจร มันมีเท่าไหร่ มันออกมาเท่าไหรนี่ฆ่าให้หมด ...กำลังมันก็น้อยลงๆ ใช่มั้ย

เพราะนั้น ไอ้ที่ห่อหุ้มใจดวงนี้นี่ มันก็จางลงไป  อำนาจความปรุงแต่งมันก็จะน้อยลงไปตามลำดับ คือจิตที่มันคิดนั่นคิดนี่ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ อดีต-อนาคตยาวไกล คิดถึงผลลัพธ์ที่ควรได้ ไม่ควรได้ คิดแทนคนอื่น คิดเรื่องคนอื่น ห่วงกังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ จะได้ธรรมเห็นธรรม ...นี่ ปรุงทั้งนั้น นี่ ลูกน้องโจร 

พอฆ่าทิ้ง พอรู้ทัน เห็น...ละ ไม่ตามมัน ไม่หวังผลอะไรกับมัน  นั่น ท่านเรียกว่าปหานตัพธรรม ประหารทิ้งลูกเดียว  ไม่เสียดาย ไม่อาศัยมัน มันเป็นข้าศึก ...นี่ จะได้ปลดแอกออก  

พอปลดแอกออกนี่ คือที่อยู่ข้างใน...แม่ทัพเหมือนกัน คนเดียวกัน พวกเดียวกัน ใจดวงเดียวกัน ใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เอ้า นี่หน้าที่ของนักภาวนา ...ไม่ใช่ให้ภาวนา ดันไปแปรพักตร์ซะเฉยเลย ...ขยันคิด ขยันปรุง ขยันหา ขยันสมรู้ร่วมคิดกับโจร

เพราะนั้นในขณะที่รักษาใจให้เป็นกลางอยู่ ไม่ตามออกไป ไม่เชื่อมัน ... อยู่กับความเป็นปกติ ทำความเป็นปกติอยู่ รู้อยู่เสมอ นั่นแหละคือศีลวิสุทธิ เป็นศีลวิสุทธิ เป็นวิสุทธิศีล เป็นวิสุทธิจิต  มันเกื้อกูลกันในตัวของมันเองโดยปริยาย ...พูดตรงไหนก็ลงธรรมอันเดียวกันนี่ บอกให้

ไม่ต้องหาอะไรมากน่ะ...รู้เดียว  ไอ้ที่ถูกรู้น่ะล้านแปด ช่างหัวมัน ... มันมีรู้เดียว  เอารู้อันเดียว อย่ารู้ตามมัน ...พอมีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ พอไอ้รู้นี้มันจะไปคิด ไปหา ไปออกความเห็น อย่าไปรู้ตามมัน  ให้รู้อยู่อันเดียว ว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ มันเป็นแค่นั่งอย่างนี้ 

ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์มัน ไม่ต้องไปออกความเห็นกับมัน ไม่ต้องไปมีอารมณ์กับมัน ...พอมันเริ่มจะมี เริ่มจะเป็น เริ่มจะหากับอะไร...ฆ่าทิ้ง ประหารซะ จิตสังขารนั้น จิตปรุงแต่งนั้น

เพราะจิตปรุงแต่ง จิตสังขารนี่  มันปรุงออกมาเป็นสามแง่...กุศล อกุศล แล้วก็อัพยากฤต  ไม่บุญก็บาป ไม่บาปก็เฉยๆ มีอยู่สามตัว ... เพราะนั้นการปรุงแต่ละครั้งแต่ละคราว แล้วเราไม่รู้ไม่เห็นมันและให้ค่ามัน ตามมัน ทำตามมัน ตามอำนาจของมัน ...มันจะไปก่อเกิดทำให้เกิดวิบากกรรม กุศลบ้าง อกุศลบ้าง

เพราะนั้นก็มีกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ... ถ้ากุศลก็ได้สุข ถ้าอกุศลก็ได้ทุกข์ ถ้าเฉยๆ ก็เผลอเพลินหายไป ไม่มีอะไรแต่ว่าเพลินออกไป ...มีอยู่สามตัวนี้ โจรทั้งนั้นน่ะ ทำให้โลกนี้ไม่สันติ ทำให้จิตไม่สันติ

มันจะสันติได้ยังไง  ก็มันไปหาทรัพย์สมบัติที่เป็นของโจรมาน่ะ ...สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ๆๆ ... แล้วสุขทุกข์ก็เกิดๆ ดับๆ เดี๋ยวสุขน้อย เดี๋ยวก็สุขมาก เดี๋ยวก็ทุกข์มาก เดี๋ยวก็ทุกข์น้อย เดี๋ยวก็ทุกข์แป๊บเดียว เดี๋ยวก็สุขมากๆ เดี๋ยวก็สุขนาน เดี๋ยวก็ทุกข์นาน

มันมีอยู่แค่นี้ นี่คือผลงานของโจร ... แล้วมันเดือดร้อนมั้ยล่ะ ของโจร ... ไปทำมาด้วยความยึดมั่นถือมั่น  ...เพื่อให้ได้มา เพื่อให้มี เพื่อให้เป็นไป

แต่ถ้าเรารู้เท่าทันมันเสียตั้งแต่ต้น จับหัวไว้ จับใจไว้ให้มั่น ไม่ไปไม่มากับมัน   มันจะไปก็ไม่ไปกับมัน มันจะมาก็ไม่มากับมัน  อยู่ที่เดียว ...อดทนนะ ต้องอดทนนะ  ถ้าไม่อดทนก็เสร็จมัน เพราะเราก็มีนิสัยโจรอยู่ลึกๆ อยู่แล้ว...คือเห็นดีเห็นงามกับมันด้วยบางครั้ง

หรือดีไม่ดีบางครั้งโจรไม่ออกมา ก็ไปเคาะประตูเรียกมัน “เฮ้ย ตื่นๆ ทำงาน  คิดหน่อย หาหน่อย  วันนี้ไม่เห็นอะไรเลย ทำยังไงให้มันเห็น  เฮ้ย มึงออกไปหาความคิดมา” นี่ ไปสร้างความคิดขึ้นมาอีก

อยู่ดีๆ ก็ปรุงขึ้นมาด้วยความอยากได้อะไร อยากถึงธรรมอันไหน อยากได้ธรรมอะไรเอามาครอบครองซะหน่อย  เอามาประดับประดา เอามาสวมเป็นชฏา เอามาห้อยเป็นอุบะ โดยเอาพวกธรรมที่เขาพูดกันในโลกว่ารู้นั้นเห็นนี่ เอามาประดับประดาซะหน่อย มันจะได้เหมือนลิเกขึ้น

เคยเห็นลิเกมั้ย เคยเห็นลิเกเดินในตลาดมั้ย ตลกว่ะ ลิเกเดินในตลาด เยอะแยะเลย นักภาวนานี่ ลิเกทั้งนั้น ลิเกเดินในตลาด ... แต่เขาเดินด้วยความภาคภูมิใจ ออกโรงในตลาด ภูมิใจขนาด แต่งตัวเป็นลิเกเต็มยศเลย ใครยิ่งประดับเยอะเท่าไหร่ โอ้โห มันยิ่งเดินด้วยความยืด

อย่าไปเป็นอย่างนั้นนะ อายเขา ... เดินเป็นคนธรรมดานี่ เป็นคนธรรมดา ยืนเดินนั่งนอน ไม่รู้ไม่เห็นอะไร  รู้เห็นแค่ยืนก็รู้ว่ายืน รู้เห็นแค่นั่งก็รู้ว่านั่ง คิดก็รู้ว่าคิด สุขก็รู้ว่าสุข ทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์  เห็นมั้ย ให้มันเป็นธรรมหนึ่งตรงนั้นพอแล้ว  ไม่ต้องรู้มากกว่านั้นแล้ว ไม่ต้องหาเครื่องประดับ

ไอ้เครื่องประดับน่ะเขาเอาไว้หลอกเด็ก เวลาลิเกเดินในตลาดน่ะ เด็กเดินตามเต็มไปหมด ตามแห่เป็นฝูงเลยนะ ลิเกหลอกเด็ก ...เอ๊ะ หรือเราเป็นเด็กให้เขาหลอกหรือเปล่า  อย่าไปบ้าเห่อ บ้ายศบ้าอย่าง บ้าธรรม บ้าสังขารธรรม บ้าภูมิธรรม บ้ามาเยอะแล้ว นั่งเทศน์กับต้นไม้ยังมี บอกให้ บ้า หลงกันเข้าไป

ธรรมมีหนึ่ง จำไว้ มีแค่หนึ่ง ไม่มีสอง ... รู้ก็มีแค่หนึ่ง ไม่มีสอง นั่นน่ะของจริง ... แล้วธรรมนั้นดับไปเป็นธรรมดา นั่นจริงที่สุด คือไม่มีตัวตนที่แท้จริง ... นั่นแหละ จะได้หายซ่า  เคยเห็นโซดามั้ย ให้มันซ่าจนหยดสุดท้ายนั่นแหละ กลายเป็นน้ำเปล่า มันไม่มีอะไรหมด มันหมดรสความซาบซ่านเมื่อไหร่ มันก็หมด

จริงๆ ธรรมน่ะ มีแค่นั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก ... อย่าไปบ้าธรรม อย่าไปหลงธรรม อย่าไปหลงสังขารธรรม  อย่าไปหลงตำรา อย่าไปหลงตัวหนังสือ อย่าไปหลงสมมุติธรรมขึ้นมา  มันจะเป็นลิเกหลงโรง 

ไม่งั้นมันเจอใครมันจะเทศน์ซะหมด พูดสภาวะอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่รู้เรื่อง  ยิ่งพูดไม่รู้เรื่องเท่าไหร่มันยิ่งรู้สึกเก่ง ยิ่งถ้าพูดแล้วไอ้คนฟังนี่ อื๋อๆ เอ๋อไปเลยนี่  โห มันมีความภูมิใจมาก พูดภาษาคนไม่เป็น รู้จักมั้ย คนพูดภาษาคนไม่เป็น

เราพยายามพูดภาษาคน ก็พยายามตั้งใจฟังหน่อย ตั้งใจฟังภาษาคนหน่อย  ภาษาธรรมคือภาษาคนนี่แหละ คือภาษาธรรมดานี่ ...คือความธรรมดาที่มันปรากฏอยู่เช้าสายบ่ายค่ำนี่แหละ ตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมาจนถึงหลับตาลง ทุกอย่างที่มากระทบสัมผัส...ทุกอย่างนั่นแหละธรรมที่ปรากฏ

รูปที่เห็นก็เป็นธรรม แม้ใจรู้มันจะว่ารูปนั้นร้าย รูปนั้นดี รูปนั้นชั่ว รูปนั้นเป็นคุณ รูปนั้นเป็นโทษ  แต่รูปนั้นเป็นธรรม บอกให้ ... เสียงก็เป็นธรรม กลิ่น รส สัมผัส ล้อมรอบตัวกายใจนี่ ก็เป็นธรรม ขันธ์ห้าก็เป็นธรรม กายก็เป็นธรรม จิตก็เป็นธรรม เวทนาก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นธรรม

จะไปหาธรรมที่ไหนอีก ...ล้นโลก ล้นครอบหัวอยู่แล้ว  แต่มันไม่เห็นค่า ไม่เห็นคุณค่าของธรรม  มันก็เลยละเลยธรรม ด้วยความโง่ ความเข้าใจผิดในธรรม ความเข้าใจผิดในการปฏิบัติธรรม  มันจึงคลาดเคลื่อนจากธรรม ... เมื่อคลาดเคลื่อนจากธรรมนั่นแหละ คือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

เมื่อใดที่คลาดเคลื่อนจากธรรม เมื่อใดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง นั่นแปลว่า ไม่เห็นความเป็นจริง  ... มันจะไปปฏิบัติทำไม ไม่ต้องไปปฏิบัติหรอก คนในโลกเขาก็อย่างนั้นอยู่แล้ว ยังมาปฏิบัติซ้ำเติมลงไปด้วยความคิดปรุงแต่งเจตนาอีกเหรอ

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติคือการสำเหนียก  คำว่าสิกขานี่ คือมาจากศึกษา เป็นข้อที่ต้องตั้งข้อศึกษาขึ้น เป็นตัวศึกษา ... สติก็เป็นธรรมอันหนึ่ง สมาธิก็คือธรรมอันหนึ่ง ปัญญาก็คือธรรมอันหนึ่ง  พระพุทธเจ้าท่านวางไว้นี่ โลกก็คือธรรม กายก็คือธรรม ขันธ์ก็คือธรรม

สติก็คือธรรม สมาธิก็คือธรรม ปัญญาก็คือธรรม ...แต่ท่านให้ใช้ธรรมสามตัวนี่มาเป็นตัวช่วย มาเป็นอุปกรณ์ เพื่อจะให้รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม

ก็อาศัยธรรมที่เรียกว่าสติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม นี่แหละเป็นธรรมเบื้องต้น เรียกว่าไตรสิกขา ...ให้มาควบคุม จำกัด ให้มาสำเหนียกแค่ธรรมต่อหน้า  นี่ มันจะไม่สามารถรู้ว่านั่ง รู้ว่าเดิน รู้ว่าเจ็บปวด รู้ว่าร้อน รู้ว่าหนาว รู้ว่าแข็งได้เลย ถ้าไม่ครบองค์ของสิกขาสาม คือศีลสมาธิปัญญา

เพราะนั้นในขณะที่มันรู้ว่านั่งนี่ ขณะนี้ ไม่ต้องถามเลย  มันครบสามองค์ในขณะที่รู้ตรงนี้แล้วว่านั่ง คือมีครบทั้งศีลสมาธิและปัญญาพอดี เห็นมั้ย ... แต่มันหายบ่อย เพราะมันไม่สมดุล มันยังไม่ชำนาญ มันยังไม่เข้าใจโดยถ่องแท้  มันจึงหลุด มันจึงเล็ดลอดออกไป ในธรรมสามตัวนี้

เพราะนั้นแรกๆ น่ะ ต้องอาศัยความขยัน รู้แบบโง่ๆ เข้าไปเยอะๆ เบื้องต้นรู้ไว้ก่อน ไม่ต้องคิดอะไรมาก ...ให้มันเต็ม สามตัวนี้ให้มันเต็ม  

จากนั้นค่อยมาทำความชัดเจนในองค์ธรรมแต่ละตัวแต่ละด้าน ให้มันเกิดการสงเคราะห์เกื้อกูลกันตามจริง ตามเหตุอันควร  

ไม่งั้นมันก็ตกอยู่ใต้อำนาจความเผลอเพลิน  ลงร่องของไตรสิกขาไม่ได้ซักที ...หรือได้ก็แป๊บเดียว


(ต่อแทร็ก 6/11)



วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แทร็ก 6/9 (2)




พระอาจารย์

6/9 (541231A)

31 ธันวาคม 2554

(ช่วง 2)



(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 6/9 ช่วง 1

พระอาจารย์ –  พอมันชัดเจนในของสองสิ่งแล้วนี่ เอาสิ่งเดียว ตั้งมั่นในที่อันเดียว ...ให้รู้ไว้ว่าตั้งอยู่ที่ใจ ไม่ไปตั้งที่อื่น ไม่ไปหาอะไร ไม่ไปหาสิ่งที่ถูกรู้  

เพราะเวลาเริ่มต้นภาวนาแล้ว มันอยากรู้อยากเห็นอะไรที่มันดี อยากเห็นอะไรที่มันต้องการเห็น...มันก็หา ... แต่มันไม่หาใจ  มันจะหาไปข้างหน้า หาสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามัน 

เหมือนกับตาเรามอง... เห็นภาพนี่มั้ย  มันเฉยๆ มันไม่สนุก นี่ มันก็ส่ายหาแล้ว...มีใครเดินมารึยัง เนี่ย คือมันจะหาอะไรที่มันยังไม่มาน่ะ เข้าใจมั้ย ... ที่มันมองดูอยู่นี่ ทำไมมันไม่ดูแค่นี้ล่ะ ทำไมไม่พอใจในสิ่งที่มันปรากฏเท่านี้ล่ะ

เห็นมั้ย มันเริ่มส่ายแล้ว...เพื่อจะหาอะไรที่ดีกว่าดู หาอะไรที่ดูเหมือนเป็นธรรมมากกว่า หาอะไรที่ดูละเอียดกว่า หรือไม่ก็หาอะไรที่มันจะทำให้เราพอกพูนปัญญามากขึ้นกว่านี้ ...มันรู้สึกว่า...โง่จัง ดูแค่นี้ ไม่เห็นอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงเลย  ไม่ไปไหน ไม่ก้าวหน้า

แต่ถ้ามันเข้าใจแล้ว...คือจับหัวมันบล็อคไว้...มึงต้องดูที่เดียว...ดูตรงนี้  นี่คือสัมมาสมาธิ ...จับให้ใจมันอยู่กับที่ อย่าให้มันส่ายออกไปด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน  

ตั้งมั่นบล็อคไว้...มึงต้องอยู่ตรงนี้ๆ แล้วเดี๋ยวมีอะไรมา...มึงเห็นเอง  ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร  ไม่ต้องไปหาดูมัน ถ้ามันผ่านมาก็เห็นเอง ... เข้าใจมั้ย  อย่างนี้เขาเรียกว่าสัมมาสมาธิ 

แต่ถ้าไม่ตั้งมั่นแล้วมันจะไม่เห็นว่า...มันเกิดเอง มันตั้งเอง มันดับเองนะ ... เพราะเหมือนอย่างเราดูอยู่นี่ ถ้าเราหันไปหันมา พอกลับมาดู 'อ้าว มันหายไปไหนแล้วเมื่อกี้นี้ ใครทำให้มันหายไปวะ เมื่อกี้ยังอยู่เลย'

นี่ มันไม่เห็นน่ะ...ว่ามันดับไปต่อหน้าต่อตานะ ... ก็มันดันไปดูอะไรอยู่ล่ะ ใช่มั้ย  มันไม่มีสมาธิ มันก็เลยสงสัยน่ะสิว่า 'เอ๊ะ ยังไงดีวะ แล้วจะดูยังไง' ...ใช่มั้ย

ตบโหลกมัน ...ให้มันอยู่ตรงนี้ หยั่งลงไว้ที่รู้...รู้ไว้ที่เดียว ... อะไรมา-อะไรไป...ช่างหัวมัน  อะไรไม่มา-ไม่ไป...ก็ช่างหัวมัน  เห็นมั้ย มันตั้งมั่น ไม่ส่ายตาหาส่องดูอะไร 

เพราะไม่อย่างนั้นมันจะรู้สึกว่า 'เฮ้ย เบื่อวุ้ย ไม่เห็นมีอะไรเลย  ก็แค่กายเดินไปเดินมา ไม่เห็นมีอะไร  ไม่เห็นเกิดความรู้ความเห็นอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ขึ้นมา' ... นี่ มันดิ้นแล้ว มันดิ้น จะหา...ไม่เอาๆ ...รู้อยู่ๆ อยู่ที่รู้อยู่  มีแค่ไหนก็แค่นั้นน่ะ เดินไปเดินมาก็รู้ว่าเดินไปเดินมา...จบ ไม่ต้องไปหาอะไรดู

แล้วก็เรียนรู้ไปดิ ...อะไรเดินล่ะ อะไรมันเดิน  ใครเดิน เดินเป็นใคร เดินเป็นของใคร มันเป็นอะไรหรือเป็นคน หรือไม่ใช่ทั้งคน ทั้งอะไร ... เอ้า ดูไปดิ...ทำไมไม่ดู ในสิ่งที่มันปรากฏต่อหน้านี่ 

จะไปหาอะไรดู ...ก็ที่อยู่ตรงนี้ ยังไม่เข้าใจเลยว่า...มึงคือใคร ใครนั่ง ใครขยับ ขยับคืออะไร ...ก็ดูไปดิ  มีให้ดู...ไม่ดู ไม่ศึกษา มันก็ไม่เข้าใจปัจจุบันที่ปรากฏสักที 

ถ้าดูไปดูมา เริ่ม... 'เอ๊ะ มึงก็ไม่ใช่ใครนี่หว่า'  ก็แค่ขยับก็คือขยับ ไม่เห็นเป็นสัตว์เป็นบุคคลเลย  มันไม่เจตนา มันไม่มีความต้องการในตัวของมันเอง มันไม่มีชีวิตในตัวของมันเองเลยใช่มั้ย...ขยับนี่ ก็รู้สึกมันเป็นแค่หงึบๆ หงึบๆ อย่างนี้อ่ะ .. นั่นน่ะกายที่แท้จริง

มันเป็นเรารึเปล่า ...มันไม่พูดน่ะ มันก็เป็นแค่วูบๆ นึง  ใช่มั้ย ถ้าว่าขยับนะ ...หรือว่าถ้านั่งเฉยๆ มันก็เป็นอะไรทึบๆ เป็นก้อนทึบๆ ... ไอ้ทึบๆ นี่เหรอเรา...ดูสิ มันเป็นเรามั้ย  ...ทำไมไม่ดู จะไปหาอะไรดู ใช่มั้ย ของมีให้ดู...ไม่ดู  มันไม่มีอะไรก็ไม่ต้องไปหาอะไรดู ...ก็มันมีอยู่แล้วตรงนี้

นี่สมาธิ...ต้องตั้งมั่นอยู่กับปรากฏการณ์ปัจจุบัน  และในระหว่างที่ดูไปนี้ เกิดมีเสียงมาปุ๊บ เสียงมันโผล่ขึ้นมาปั๊บ เอ้า รู้ว่าเสียงเกิด...แล้วก็ช่างหัวมัน ไม่ต้องไปหาความจริงอะไรกับมันหรอก เดี๋ยวมันก็ดับ อย่างนั้น  ตั้งมั่นอยู่ที่รู้ไว้ๆๆ อย่าไปส่งออกไปตามเสียง รู้อยู่กับกายไว้เป็นฐาน

อย่าไปสนใจ ไม่ต้องไปสนใจเสียง มันก็ได้ยิน บอกให้ ... ดูดิ รู้อยู่นี่ ฟังเรานี่  ถึงไม่ได้ตั้งใจฟังเสียง มันยังรู้เลยว่ามีเสียง ใช่มั้ย  ...ทำไมจะต้องไปดูเสียงล่ะ ทำไมต้องหันไปดูมันล่ะ รู้อยู่ตรงนี้มันก็รู้ว่ามีเสียง แต่ว่าเป็นเสียงอะไรก็ไม่รู้...ช่างหัวมัน  เห็นมั้ย แค่นั้นเอง

เพราะงั้นฐาน...ต้องมีที่อยู่ของมัน ต้องหาที่อยู่ให้เจอ ที่ตั้งมั่น ที่จะให้เกิดญาณทัสนะ ที่จะเกิดการรู้การเห็นขันธ์เป็นไตรลักษณ์ มันต้องมีที่อยู่ ... ไม่ใช่รู้ไปเรื่อย อะไรก็รู้ไปเรื่อย  รู้ไปทำไมก็ไม่รู้ มีสติไปทำอะไรก็ไม่รู้  เอาไว้คุยกันมั้ง นี่ไม่มีประโยชน์

ต้องเข้าใจว่า...สตินี่เป็นเบื้องต้นเพื่อให้ระลึกรู้ แล้วก็จับอาการรู้ไว้...ตั้งมั่นอยู่ที่ใจที่เดียว ที่เดียว...ไม่เอาหลายที่ แล้วเอาใจนี้มารู้กับธรรมเดียว ไม่เอาหลายธรรม คือปัจจุบันธรรม...รู้อันเดียว

เพราะงั้น เบื้องต้นนี่มันมีความอยากรู้หลายอัน  มันโลภ อยาก  มันกลัวช้า มันกลัวไปไม่ถึง มันกลัวไม่ฉลาดกว่านี้  คิดว่าถ้ารู้เดียวนี่ กลัวจะตามเพื่อนไม่ทัน เพื่อนที่ฟังในซีดีเขาเก่งกันทั้งนั้น กลัวจะตามเขาไม่ทัน ก็เลย...หูย ไอ้นั่นก็อยากรู้ ไอ้นั่นก็อยากเห็น..อยากเห็นแบบเขา  อย่างเนี้ย ฟุ้งซ่านแล้ว ...ไม่เอา 

รู้หนึ่งกับธรรมหนึ่ง ...ถือกายเป็นธรรมหนึ่ง กายปัจจุบัน เอาอย่างนี้ก่อน ... เพราะจริงๆ น่ะ มันรู้ได้ทีละครั้ง บอกให้ มันไม่รู้ได้ทีละหลายครั้งหรอก ... ก็มีแต่ความอยาก ที่มันไม่รู้จักพอ ...แต่สมรรถภาพของจิตของใจนี่ มันสามารถรู้ได้หนึ่งขณะ ขณะละครั้ง ...นั่นล่ะความจริง 

เพราะฉะนั้นถ้ามีตัวตั้งมั่น...สัมมาสมาธิ  มันก็จะเห็นแค่ธรรมเดียว...คือธรรมเดี๋ยวนี้ ธรรมที่เป็นเดี๋ยวนี้...ธรรมนี้ธรรมเดียว 

แล้วมันก็ศึกษาธรรมเดียวนี้จนเข้าใจ...ว่าเดี๋ยวมันก็เปลี่ยน ไอ้ธรรมเดียวนี่  เดี๋ยวก็มากขึ้นน้อยลงของมันเอง ...'นี่ กูก็นั่งดูเฉยๆ กูไม่ได้ทำอะไรกับมึงเลย  มึงก็มากขึ้นเอง เอ้า ดูไปดูมาๆ วะ...ดับไปแล้ว เอ้า แล้วขึ้นมาใหม่อีก แล้วก็น้อยลงไป'

นั่นแหละ เรียนรู้ไตรลักษณ์กับธรรมหนึ่ง ในปัจจุบันธรรม ...ถือกายเป็นปัจจุบันธรรม เอาอย่างนี้ไว้ก่อน  เดี๋ยวมันค่อยไปแยบคายในเรื่องของนาม เรื่องของจิตต่อไป เรื่องของอารมณ์ เรื่องของกิเลส ...แต่เอาให้มั่นก่อน ให้ใจมันตั้งมั่นให้ดีก่อน 

เมื่อใจมันแข็งแรงแข็งแกร่งดีแล้ว ตั้งมั่นดีแล้ว  อาการที่เรียกว่าเป็นนาม อาการที่เรียกว่าเป็นกิเลสนี่ปรากฏ  มันก็สามารถจะยืนดูได้ด้วยความเป็นกลาง ชัดเจน ... ก็จะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของกิเลสชัดเจน ก็จะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของอารมณ์ชัดเจน ก็จะเห็นความเป็นไตรลักษณ์ของเวทนาชัดเจน


แต่พวกเราตอนนี้ ...ใจยังไม่รู้เลยว่าอยู่ที่ไหน ตั้งมั่นก็ไม่ตั้ง  มันดูไปเรื่อย มันก็วิ่งไล่คว้าอะไรอยู่ วิ่งตามหาอะไรอยู่ มันก็ไม่เจออะไรสักอย่าง ... เพราะนั้น ไม่หา...รู้อย่างเดียว ตั้งมั่น  แล้วก็เอากายเป็นเครื่องรู้อยู่ เป็นเครื่องระลึกรู้ไว้ คิดอะไรไม่ออก หาอะไรไม่เจอ ...ถามตัวเองว่าทำอะไรอยู่ ให้ถามไปเลยตรงนั้นว่ากำลังทำอะไร

แล้วก็สอบลงมาที่กายเลยว่า ยืน เดิน นั่ง นอน กลับมาตั้งที่กายไว้เบื้องต้นก่อน...เรียกสติคืนมา เรียกสมาธิคืนมา เรียกปัญญาคืนมาก่อน ... อย่าดิ้น อย่าค้น อย่าเดือดร้อน อย่าเสียใจ อย่ากังวล อย่ากลัว ...ช่างหัวมัน ทิ้งให้หมด  แล้วกลับมาระลึกขึ้นมาสอบทานตัวเองว่า...ตอนนี้ทำอะไร รู้มั้ยว่าทำอะไร

ถามตัวเองนะ ...ไม่ต้องมารอให้เราถาม  ถามตัวเองว่ารู้มั้ย ทำอะไร ...แล้วก็รู้ซะ  อย่าไปทำเรื่องอื่น ... เดี๋ยวมันก็หายอีก ถามตัวเองอีก รู้มั้ยทำอะไร แล้วก็กลับมารู้ซะ ยืน เดิน นั่ง นอน  กำลังยืนหา หรือเดินหา...แล้วก็กลับมารู้อยู่ที่เดินหา นั่งหา ยืนหานั้น เข้าใจมั้ย

นั่นน่ะ ให้รวมลงในปัจจุบัน ให้รวมรู้ลงกับปัจจุบันธรรม...โดยยึดถือกายเป็นที่ตั้งก่อน  เหมือนกับเป็นราวบันไดอ่ะ เดินยังไม่แข็งแรง เปาะแปะป้อแป้ ยังไงก็ต้องมีบันได สาวบันไดขึ้นไป

เดินขึ้นนะ เหมือนเด็กสามขวบน่ะ มันเดินขึ้นไม่ถึงหรอก บอกให้  เดี๋ยวก็นอนกลางทาง ล้ม ถอยหลัง ไม่เอาแล้ว ... ก็เดินยังไม่เป็นน่ะ  ก็เออ ค่อยๆ เกาะราวบันไดไป ...ถือกายเป็นราวบันได

และในขณะที่ถือกายเป็นราวบันได เราก็ศึกษากายไปด้วย ... เพราะเรายังไม่เข้าใจเรื่องของกายเลย ยังหลงกายอยู่ หลงว่ากายนี้เป็นเรา กายนี้เป็นของเรา กายนี้เป็นคน กายนี้เป็นสัตว์ กายนี้เป็นชาย กายนี้เป็นหญิง กายนี้เป็นสวย กายนี้เป็นไม่สวย 

นี่ มันยังติดอยู่เลย ยังไม่เข้าใจกายตามความเป็นจริงเลย ยังมีการเข้าไปให้ค่าในกายนี้...โดยสมมุติ บัญญัติ และความเห็น...ที่ผิดไปจากธรรม หรือธรรมชาติของกาย หรือธรรมดาของกาย หรือปกติของกาย

เพราะฉะนั้นแม้ขณะที่รู้ว่าลมหายใจเข้าออกๆ รู้แค่ลมนี่  ...เอ้า ลมเป็นใคร ลมเป็นของใคร ลมเป็นเรามั้ย  ลมเป็นชาย ลมเป็นหญิงมั้ย  ลมเป็นสัตว์บุคคลมั้ย ลมมีชื่อมั้ย  เอ๊ะ แล้วลมเป็นเรารึเปล่าวะ  เห็นมั้ย ดูลมก็ยังเห็นกายได้เลย  รู้ว่ากายไม่ใช่เรา กายเราเป็นแค่ลม ไม่เห็นเราในกาย ไม่เห็นเราในลม ไม่เห็นลมในเราเลย นั่นแหละ ธรรมชาติของกาย ...ดูลมหายใจยังเห็นเลย

แต่นี่มันไม่ดู ...จะไปดูอะไร  มันยังไม่เข้าใจเลยว่ายังหลงลมอยู่นี่ หลงลมเป็นตัวตนอยู่ หลงลมเป็นเรา ของเราอยู่นี่ หลงลมว่าสวย หลงลมว่าไม่สวยอยู่นี่ ...ใช่มั้ย  แล้วยังไปหาธรรมอันไหนดู ...มันก็มั่วๆๆ มั่วไปหมด งงไปหมด  ...ไอ้นั่นก็ดี ไอ้นั้นก็อยากรู้ ไอ้นั่นก็อยากละ ... ลมหายใจยังไม่เข้าใจเลย 

ยืนเดินนั่งนอนก็ยังไม่รู้เลย  ยังมาบอกว่าเรา ... เวลาใครเรียกว่าทำอะไรอยู่ หันไปบอก...ผมกำลังเดินอยู่ ...พูดได้หน้าตาเฉยว่าเดินนี้เป็นของเรา  ผมกำลังเดิน กำลังเดินนี้เป็นของผม แน่ะ เห็นมั้ย ยังไม่เข้าใจเลยนะ...เดินนี้ อยู่ดีๆ ยังไปเหมาว่าเดินนี้เป็นของเราอีก เรากำลังเดิน ผมกำลังเดินอยู่ นี่ มั่วแล้วๆ

เห็นมั้ย นี่มันรู้สึกลึกๆ เลยว่าเราเดิน เรานั่ง  ก็หมายความว่าการเดิน การนั่งนี้เป็นของเรา ...แล้วจริงๆ มันเป็นของเราจริงมั้ย  ทำไมไม่ดู

นั่งก็นั่งดิ  ก็นั่งก็นั่งธรรมดา ...กายมันก็นั่ง มันไม่ได้บอกว่าไอ้ที่มึงเห็นว่านั่ง คือนี่เป็นของมึงนะ มันไม่ได้พูดนะ ...แล้วไปมั่วสุ่มสี่สุ่มห้าบอกว่าเรานั่งได้ยังไง ฮึ ... เห็นมั้ย ศึกษาไป ดูกายไป เห็นกายไป จริงๆ ตรงๆ

ก็จะรู้ว่า... เฮ้ย นั่งก็นั่ง นอนก็นอน เดินก็เดิน รู้ก็รู้ เอ้อ มันมีเราตรงไหน มันเป็นเราตรงไหน  เดินไปเดินมา นั่งไปนั่งมา... 'อ้าวเฮ้ย ไม่มีใครเดินเลยเว้ย'  ไม่มีใครเดิน...เพราะเดินไม่มีใคร เพราะเดินไม่ได้เป็นใคร เข้าใจมั้ย 

เออ มันเห็นน่ะ เห็นกายจริงๆ นั่นน่ะปกติกายจริงๆ ... ไอ้ที่เราว่าน่ะไม่ปกติแล้ว เห็นผิดไป ไปว่าได้ยังไงว่ากายนี้เป็นชายเป็นหญิง ... กายมันรู้มั้ย มันบอกมั้ย  มันไม่ได้พูดอะไรสักคำเลย เป็นก้อนธาตุ เป็นวัตถุธาตุ เหมือนก้อนดิน ใช่มั้ย 

เขาไม่ได้บอก ...เขาไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร ของใคร เรียกว่าอะไร  สวยงามหรือไม่สวยไม่งาม มันไม่ได้พูด...  เนี่ย รู้กายรึยังล่ะ ...แล้วยังจะหาอะไรดูกันอยู่ 

ถ้าไม่แจ้งอย่างนี้ก่อน ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ก่อนนี่  ไปดูจิตก็ยังงั้นๆ ...เดี๋ยวก็รู้ เดี๋ยวก็หลงๆๆ ลากไปลากมา  พอไม่มีอะไรดูก็หลง พอไม่มีอะไรชัดเจนขึ้นมาก็หา  เจออะไรคลุมๆ เครือๆ ก็สงสัย ...แล้วก็ทุกข์ กังวล กลัวผิดทาง 'ไม่ถูกรึเปล่า จะทำยังไงต่อไปดี'  นั่งคิดนั่งหาวิธีอยู่นั่นแหละ  

มันก็แบบขี่ม้ารอบเมือง...กูจะตีเมืองนี้ตรงไหนดีวะ  มันก็ขี่ม้ารอบเมืองอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ตีเมืองสักที  คือดูก่อนว่าช่องไหนประตูมันผุ  แต่ดูช่องไหนกูก็ว่ามันแน่นหนาถาวรหมดแล้ว กูจะเข้าประตูไหนดีวะ ...นี่เขาเรียกว่าขี่ม้ารอบเมือง 

ให้ทำไม่ทำ ให้ปฏิบัติก็ไม่ปฏิบัติ ...มัวแต่มาหาอยู่ว่าจะทำยังไงดีถึงจะถูก  ก็ขี่ม้ารอบเมือง ขี่เข้าไปจนตายพอดี  พอดีตายทำไงล่ะ สุดท้าย ไม่ได้ปฏิบัติ ลืมไปเลย...ไม่ได้ปฏิบัติ มัวแต่ขี่ม้ารอบเมืองอยู่

ก็รู้ลงไปเลย...เดี๋ยวนี้ ... นี่ พอเริ่มหา ได้สติระลึกขึ้นมาก็...มีกายมั้ย ดูไป มันกำลังทำอะไรอยู่  ดูไป ศึกษามันไป สำเหนียกในกาย แยบคายด้วยโยนิโสมนสิการ  ...ไม่ใช่เชื่อมันแบบโง่ๆ บอกว่าเป็นเราก็เป็นเราเลย นี่เขาเรียกว่าเชื่อแบบโง่ๆ

ท่านถึงบอกว่าต้องโยนิโส...คือแยบคายหน่อย  ดูดีๆ สิ  ตั้งมั่นด้วยความสงบระงับภายในแล้วดูดีๆ มันจะได้เห็น... 'อ้อ ก็มันไม่ได้บอกนี่มันว่าเป็นอะไร' ...อย่างนี้ ... ยืนเดินนั่งนอนก็จะเห็นมันเป็นแค่อาการหนึ่ง ไม่ได้เป็นใครของใคร ...กายก็เป็นลักษณะอันหนึ่ง ของสิ่งหนึ่งไม่ใช่ใครของใคร ไม่มีความหมายในตัวของมันเองด้วยซ้ำ

แต่มันจะมีจิตอีกตัวหนึ่งที่มันมาคอยให้ค่า ให้ความเห็นอยู่ ...ก็ให้ทัน ให้เห็นว่ามันเริ่มเข้าไปบอกว่านี่เป็นเรา  ก็ให้รู้ว่ามันบอกว่านี่เป็นเรา มันมีจิตเข้าไปบอก จิตเข้าไปให้ความเห็น ...นี่ เขาเรียกว่าจิตปรุงแต่ง 

แต่ถ้าตั้งมั่นอยู่ที่รู้เฉยๆ กับเห็นสิ่งที่มันตั้งอยู่เฉยๆ  มันก็จะไม่มีความปรุงแต่งในขณะนั้น  มันก็จะเห็นตรง...เห็นตรงตามธรรมที่ปรากฏ ...ในที่นี้ถือกายเป็นธรรมที่ปรากฏ  

เรียนรู้อยู่แค่นี้แหละ เอาให้แจ้ง ไม่ต้องไปหาอะไรดูหรอก ...นิ่งก็รู้ว่านิ่ง ไหวก็รู้ว่าไหว ขยับก็รู้ว่าขยับ ดูไป แล้วก็ดูไปว่า ขยับเป็นใคร  เกิดๆ ดับๆ นี่เป็นใคร ...ก็จะเห็นว่ามันไม่เป็นอะไร ของใคร

พอมันเริ่มส่ายเริ่มแส่ ก็พยายามจับ...จับใจให้มั่น หยั่งลงที่ใจไว้  รู้ไว้...อยู่ที่รู้  อย่าให้มันวิ่ง อย่าให้มันดิ้น อย่าไปเติมความอยาก เติมความแสวงหาให้มัน ... รู้เฉยๆ ในที่อันเดียว ...ไม่ใช่นึกขึ้นมาว่ารู้  ต้องรู้จริงๆ ...ต้องเป็นรู้จริง

ถ้าอยากรู้ว่าเป็นรู้จริงๆ ยังไง ก็ให้รู้กับกายเลย  จะเห็นว่ารู้กับกายนั่นแหละ ไอ้รู้ตัวที่รู้กาย...นั่นรู้จริง  ...แต่ถ้าอยู่ดีๆ แล้วมันลอยๆ ขึ้นมา นึกว่ารู้ อย่างนี้ แล้วก็กำหนดรู้ขึ้นมาลอยๆ อย่างนี้...มันยังรู้ไม่จริง เป็นรู้ที่ปรุงแต่งขึ้น

ต้องรู้จริง … คือถ้าจะรู้จริง ก็ต้องเอามาเทียบกับอะไรเป็นเครื่องระลึกก่อน เป็นเครื่องที่มันรู้อยู่กับสิ่งนั้น นั่นล่ะถึงจะเรียกว่าใจรู้จริง ... เรียกว่าเป็นปัจจุบันจิต ก็เอามาทาบกับปัจจุบันธรรม 

รู้ลมหายใจก็ได้ ง่ายที่สุด ในลักษณะที่นั่งเฉยๆ นี่ ... เพราะว่าถ้าดูกาย บางทีมันก็ยังเห็นไม่ชัดเจน หรือถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวนี่ มันก็จะไม่เห็นลักษณะกายชัดเจน ...ก็ให้รู้ลมไป ...ไม่ได้ให้กำหนดลม ไม่ใช่กำหนดลมนะ ...ให้รู้ลม...เห็นลม ให้รู้ลม...เห็นลม ไม่ใช่กำหนดลม 

เพราะถ้ากำหนดลมปุ๊บ มันจะไม่เห็นรู้ มันจะไม่มีรู้ ...เหมือนที่เรากำหนดลมนี่ มันจะมีแต่ลม...ไม่มีรู้  เพราะมันจะไปจม ไปจ้องอยู่ที่ลม  มันลืมแหงะหลังกลับคืนมาว่ามีใครไปจ้องลม เข้าใจมั้ย  เพราะงั้นถ้าตั้งใจกำหนดลม จะติดลม ... นั่นแหละเขาเรียกว่าเพ่ง  

หรืออย่างพุทโธ...ก็มีแต่พุทโธ เนี่ย เขาเรียกว่าเพ่ง ... เพราะมันไม่เห็น ไม่เห็นใครเป็นคนว่าพุทโธ ไม่มีใครเป็นคนเห็นพุทโธ ไม่มีใครเป็นคนที่รู้ว่าพุทโธ ...พุทโธมันมาของมันเองไม่ได้หรอก มันมาจากไหน ใช่มั้ย  มันต้องมีที่มา มันก็ต้องมีคนที่ว่าพุทโธดิ มันก็ต้องมีอาการนึงที่เป็นคนกำหนดพุทโธขึ้นมา ... แต่เราไม่ได้ใส่ใจตรงนั้น มันใส่ใจที่พุทโธ

เพราะฉะนั้นลักษณะนี้เขาเรียกว่าเป็นมิจฉาสติ แล้วก็เป็นมิจฉาสมาธิ  ถึงจะสงบก็เป็นมิจฉาสมาธิ หรือว่าเป็นโมหะสมาธิ ... แล้วเราก็ไปให้ความสำคัญกับโมหะสมาธิ โดยเข้าใจว่ามันจะเป็นกำลัง ...แต่มันเป็นกำลังให้โมหะมากกว่า

เพราะอะไร ...เพราะเวลามันหมดไป หรือเวลามันไม่สงบนี่ ...เดือดร้อนมั้ย เสียใจ ตำหนิตัวเอง ว่ามันไม่ได้เห็นผล หรือผลมันได้น้อยเกินไป เห็นมั้ย แม้แต่ผลที่ได้มา มันก็ยังติดข้องอยู่ในความอยากและไม่อยาก 

เพราะมันได้มาด้วยความอยากและไม่อยาก ได้มาด้วยความไม่รู้ หายไปด้วยความไม่รู้  มันก็ติดข้องด้วยความไม่รู้ ... นี่คือทำไมท่านถึงเรียกว่าเป็นโมหะสมาธิ ทำไมถึงเรียกว่าเป็นโมหะสติ ทำไมเรียกว่าเป็นมิจฉาหมด

แต่ถ้าไม่เข้าใจ...เราก็ไปเชื่อกันตามๆ ต่อมาว่า ต้องสงบมากๆ ... ที่จริงมันเป็นอุบาย พอให้มีกำลังใจ แค่นั้นเอง  แต่ไม่ได้เป็นกำลังของสติสมาธิปัญญาโดยตรงนะ โดยตรงเลย ...   ถ้าเป็นยา ก็เรียกว่าเป็นยาทา ไม่ใช่ยากิน  เหมือนเป็นยาทาแก้มะเร็ง ยาทาแก้มะเร็งลำไส้ ...รักษาได้มั้ยล่ะ  

แต่พวกเราไปให้ความสำคัญกับมันจนลืมไปเลยว่า...ยารักษาที่แท้จริงคือตรงไหน คือ...สัมมาสติคืออย่างไร สัมมาสมาธิคือตรงไหน ญาณทัสนะความรู้แจ้งเห็นจริงคือตรงไหน


(ต่อแทร็ก 6/10)