วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 6/27 (1)


พระอาจารย์
6/27 (550106E)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 มกราคม 2555
(ช่วง 1)


(หมายเหตุ  :  แทร็กนี้แบ่งการโพสต์เป็น  2  ช่วงบทความ)

พระอาจารย์ –  ขึ้นชื่อว่าใจเป็นใหญ่ พระพุทธเจ้าท่านว่าใจเป็นใหญ่นะ อะไรจะใหญ่กว่าใจ หา อะไรจะสำคัญกว่าใจ อะไรมีค่าควรที่จะทิ้งใจเพื่อไปหามัน หือ

พระพุทธเจ้าว่าใจเป็นใหญ่นะ ไม่มีอะไรใหญ่กว่าใจ ไม่มีอะไรสำคัญกว่าใจนะ ...ทำไมยังหาอะไรกันจัง แล้วก็ทิ้งใจกันจัง ...ทิ้งใจก็คือทิ้งผู้รู้น่ะ เอาอย่างนั้น ผู้รู้ไม่ใช่ใจ แต่ว่าผู้รู้เป็นเครื่องหมายหนึ่งของใจ เอ้า

ในความเวียนว่ายตายเกิด นับภพนับชาติไม่ถ้วนนี่ เห็นใจแค่ ๔ ครั้งเท่านั้น ...แต่ว่าผู้รู้ผู้เห็นนี่ เป็นนิมิตหนึ่ง เครื่องหมายหนึ่งของใจ ที่จะเข้าให้ถึงใจ เห็นใจที่แท้จริง

อยากเห็นใจ อยากอยู่กับใจ เห็นว่าใจเป็นใหญ่เป็นสำคัญจริงนี่...ทิ้งให้หมด ยกเว้นใจ...ต้องมีๆ ต้องอยู่ ต้องมีรู้อยู่

เพราะฉะนั้น สติสมาธิปัญญานี่ จะพูดยังไงก็ได้ มันเป็นแค่สมมุติธรรม หรือว่าเป็นเจตสิกธรรมหนึ่งเท่านั้นแหละ ...แต่มันเป็นอุปกรณ์เพื่อให้ใจดวงนี้อยู่ ปรากฏ ในฐานะผู้รู้ผู้เห็น 

นั่นน่ะใกล้เคียงใจที่สุดแล้ว ...อุปมาใจนี่ คืออากาศในห้องนี้ เอ้า ผู้รู้นี่คือประตูห้อง ห้องนี้มันปิดสี่ด้าน เอ้า ใจอยู่ตรงนี้ ผู้รู้อยู่ตรงนั้น ...ผู้รู้เป็นประตู ถ้าอยากจะเห็นใจ รู้ว่าใจคืออะไรนี่ มันต้องเข้าทางเดียว นี่ ประตูนี้

ไอ้บ้านทั้งหลังที่มันก่อห่อหุ้มมาเป็นห้อง ดูเหมือนเป็นห้องนี่ เสนามาร ขันธมาร กิเลสมาร คืออาสวะน้อยใหญ่ อนุสัยน้อยใหญ่ มันห่อหุ้มจนเป็นห้องหับขึ้นมา

แต่ว่ามันเปิดได้ เพราะใจนี่เป็นผู้ควบคุมทั้งหมดของขันธ์ เป็นประธาน ...ถ้าไม่มีใจนี่ พวกนี้ก็ทำงานไม่ได้ มันเนื่องกันอย่างนี้

แต่เมื่อใดที่ไม่มีสติสมาธิปัญญานี่ พญามารทั้งหลายนี่ หรืออาสวะ โมหะนี่ มันก็มาปิดประตู มืดตึ้บ ไม่เห็นใจ ...จริงๆ มันก็ไม่เห็นอยู่แล้ว แต่เห็นประตูเปิดคือผู้รู้ 

นี่ ก็ไม่ได้อยู่ในใจ ยังเข้าไม่ถึงใจหรอก ...แต่ต้องอาศัยนี่ ประตูนี้ประตูเดียว เพื่อให้กลับมาอยู่ตรงนี้ ...ถ้าอยู่ตรงนี้ได้เมื่อไหร่นี่ หรือว่าเห็นตรงนี้ได้เมื่อไหร่นี่ ไอ้ที่ห่อหุ้มนี่มันหมดกำลังไปตามลำดับเอง

คือมันจาง ...ไอ้ที่หนาแน่นมืดตึ้บเลยนี่ มันจาง ...แต่เห็นครั้งหนึ่งก็แล้ว เข้าไปถึงข้างในก็แล้ว มันก็มีแรงดึงดูดพรวดออกไป อยู่ไม่ได้ ...อนุญาตให้อยู่แค่ผู้รู้ ผู้เห็น

เพื่ออะไร ...เพื่อให้มึงรู้ซะ มึงเห็นซะว่าอะไรเป็นอะไร ...มันจะได้ทำให้ไอ้พวกนี้ที่ห่อหุ้มนี่ หมดกำลังไป หาความจริงจังไม่ได้ในทุกสิ่ง

ก็รวมจิตรวมใจให้เป็นหนึ่งเสมอ เหลือแค่หนึ่งเดียวคือผู้รู้ นั่นแหละจิตมันหยุดทำงาน ...เมื่อจิตมันหยุดทำงาน ก็เหมือนว่ามันกลับมาคืนสู่สภาพเป็นแค่ประตูที่ตั้งอยู่แค่นี้

ถ้าจิตทำงาน...ก็คือเหล่ามารที่ล้อมรอบนี่ มันออกไปหากิน มันกำลังจะไปลักวิ่งชิงปล้นเขา เอาบุญบ้างมาเป็นสมบัติ เอาบาปบ้างมาเป็นสมบัติ

หรือไม่ก็เดินเล่นลอยชายหาอะไรมาเป็นสมบัติ ...ไม่ได้อะไรหรอก แต่กูเหงาอ่ะ เดินไปงั้นน่ะ เดินไปเรื่อยเปื่อย ...จิตมันก็เรื่อยเปื่อยไป นั่นประมาท เผลอเพลิน เลินเล่อ

นั่งก็ใจลอย เดินก็ใจลอย กินข้าวก็ใจลอย กินไปกินมาเอาช้อนเข้าไม่ตรงปากน่ะ เคยมั้ย หรือกำลังคุยๆๆ เอาเข้าปาก เอ้า เข้าไม่ถูกปาก ...ไปถูกตรงไหน มันไปไหน

มันลอย เลื่อนลอย ร่อนเร่เลื่อนลอย นั่น ผู้รู้หาย กิเลสมาร อาสวะมันทำงานแทนใจรู้ใจเห็น ...แล้วก็เป็นทุกข์เป็นโทษทั้งสิ้น บอกแล้วมันโจร สันดานโจร โจรทั้งนั้นน่ะ

ไม่ได้ว่าใคร ตัวเองก็มี เต็มไปหมดนี่ โจร...จิตสังขารนั่นน่ะ เอะอะมะเทิ่ง ...ขนาดไม่ได้มีผัสสะภายนอกนะ มันอยู่คนเดียว มันยังขโมยออกไปจี้ไปปล้นเขาต่อหน้าต่อตากูเลย

มันหน้าด้านหน้าทนไหมนั่นน่ะ บอก..หยุดนะๆ ตำรวจมา..ไม่หยุด ดื้อขนาด ...นี่ เห็นมั้ย มันหน้าด้าน ดีไม่ดีมันยกหางให้ตัวเองอีกนะ บางทีก็เออออห่อหมกกับมันด้วยนะ

เขาเรียกว่าสมรู้ร่วมคิด ให้กูรับของโจร...นี่ คือมันขโมยมานี่ ติดสินบน มึงเอาไปเลย นี่สุข นี่ทุกข์นะ ไอ้นี่สุขมากขึ้นนะ ...ก็ เออ เหรอๆ ตามน้ำไปสิ

นี่สมรู้ร่วมคิดนะ รับสินบน รับซื้อของโจร ...ติดคุกนะ เป็นบุญเป็นบาป คือติดคุกนะ...โลกคือคุก จักรวาลนี้คือคุก แล้วไปเห็นดีเห็นงามกับมันน่ะ

แต่พอเป็นทุกข์ เอาของร้อนมาให้ แล้วดันเก็บของร้อนไว้ “เนี่ย เราไม่ได้ทำเลยอ่ะ คนนั้นน่ะมันทำ โลกมันไม่ดี ก็ฝนตกน้ำท่วมทำไม” นั่น โทษ ตำหนิไปเรื่อย

มึงนะแหละรับซื้อของโจร จะไปโทษใคร มันซ่องโจรทั้งนั้นน่ะ ...สบายดีไหมล่ะ กินดีอยู่ดีมั้ง อยู่ไปวันๆ เดี๋ยวโจรมันโตขึ้นมา ก็ออกไปหากินให้เองน่ะ

จะปราบปราม มันต้องล้างรังโจรน่ะ ...สติสมาธิปัญญาเหมือนตำรวจจับขโมย แน่ะ มันไปอีกแล้ว แน่ะอีกแระ แน่ะ ไม่ไป...จับ มันก็ไปไหนไม่ได้

พอไปไหนไม่ได้แล้วเป็นไง หือ ...มันไม่มีเสบียงกรัง มันหิว หาเงินไม่ได้ ซื้อของไม่ได้ อาหารก็ไม่มีกิน ...มันก็อ่อนระโหยโรยแรงลงไปเรื่อยๆ

ก็ไปทำมาหากินไม่ได้ มันไปหาทรัพย์สมบัติมาซื้อแลกเปลี่ยนไม่ได้แล้วนี่ ...มันก็อดๆ อยากๆ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เป็นง่อยเปลี้ยเสียขา งานการไม่ได้ทำ

บอกให้คิด..กูก็ไม่ยอมคิด บอกให้ไป..กูก็ไม่ไปตามมึง บอกให้กูไปหานั่นมาให้ บอกให้กูไปแสวงหานี่มา..ก็ไม่ไป ก็ไม่ทำ แล้วกูจะกินอะไรดี นั่น

เดี๋ยวกูก็ตายเองแล้ว หมดฤทธิ์หมดแรง มันก็ตาย ...มันก็อ่อนแรง หมดแรงไป มันก็คลี่คลายในตัวของมันเองไป ...แค่นั้นแหละการภาวนา อยู่ตรงเนี้ย แค่นี้แหละ

ไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่เมืองจีน ไม่ได้อยู่ที่ปีไหน พ.ศ.ไหน ...ไม่ได้อยู่กับเรา ไม่ได้อยู่กับหลวงปู่หลวงตา ไม่ได้อยู่ที่ไหน ...อยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้นี่เอง 

นั่น ไม่เห็นไกลเลย ...แล้วยังมาหาความก้าวหน้าตรงไหน มาถามอยู่เรื่อย “หนูก้าวหน้ารึเปล่า ผมก้าวหน้ารึเปล่า ผมดีขึ้นรึเปล่า” ...มึงจะไปไหน หือ

สันดานโจรนะนั่นน่ะที่พูดน่ะ สันดานโจรนะมึง (หัวเราะกัน)  กูไม่สนับสนุนความเป็นโจรหรอก มึงจะไปหาจี้ปล้นเขามา แล้วก็มาบอกว่าเป็นของกูๆๆ เหรอ ...ขโมย

มีอะไรเป็นของมึง หือ ตั้งแต่หัวยันตีน ใช่ไหม ...เอ้า ก็ตายแล้วเอาไปสิ ถ้าว่าของเราน่ะ  ทำไมฝากไว้อยู่ในผอบ กระบอก สถูป ...ดูดิ มาบอกว่าของเรากายเรา ขโมยเขาหน้าด้านๆ เลยนี่

ก็ไม่เห็นเอาไปได้สักอย่าง...ลูกของเรา แม่ของเรา พ่อของเรา หมาของเรา บ้านของเรา รถของเรา ...เอาไปดิ ของเราจริงเอาไปดิ มาฝากคนอื่นเขาไว้ทำไม

เห็นมั้ย ใจมันขโมยอ่ะ ขโมยทุกอย่างที่อยู่ตรงนี้ ...ก็เขาตั้งอยู่บ่ดาย ก็ว่าจีวรของเราอีกน่ะ เอ้า เฮ้ย มาถวายเราอีกน่ะ  จีวรตั้งอยู่ ไม่ใช่ของเรา ก็ของมันตั้งอยู่

ถามก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใครของใคร นี่ ใจมันเห็นน่ะ ...เพราะนั้น ถ้ามันเป็นของที่ตั้งอยู่ มองเห็นไม่รู้ของใคร เดี๋ยวโยมก็เอากลับไปเลย ไม่ทุกข์ ใช่ไหม

พอตาย เอ้า ใครตายวะนี่ ไม่มีใครตาย มีแต่ก้อนอะไรไม่รู้กำลังแตก น้ำมันกำลังกระจาย อุณหภูมิมันกำลังเปลี่ยนแปลง เออ มีใครตาย มีใครแตก มีใครดับ...ไม่มี

คือมันไม่มีใครตั้งแต่เกิดแล้ว อย่าว่าแต่ตายเลย  ไม่มีใครนั่ง ไม่มีใครไป ไม่มีใครมา ไม่มีใครอยู่ สุดท้ายไม่มีใครตาย ...มีแต่ก้อนอะไรก็ไม่รู้ ที่ยืมเขามา ทำสัญญาชั่วคราว เขากำลังเอาคืนอยู่

เพราะนั้นเวลาเอาคืนนี่ ...ธาตุเวลามันแตก ธาตมันกำลังสลายนี่ โดยเหตุโดยผล โดยเหตุและปัจจัย ...มันจะเกิดภาวะหนึ่งที่เรียกว่าเวทนา ในขณะที่ธาตุมันแยก

ก็เสือกไปเอาเขามารวมกันทำไม จะโทษใคร ...จริงๆ มันไม่ได้เป็นหน้าตารูปร่างสีสันอย่างนี้หรอก ไปรวม พั้บ ด้วยวิบาก ด้วยอำนาจราคะตัณหา หลงใหลได้ปลื้มกรรมวิบาก

พอเวลามันจะคืนเดิม ทุกขเวทนาแสนสาหัสจะเกิดในภาวะนั้น...ทนได้ไหม รับได้ไหม ...หรือมองเห็นเป็นแค่ ฮื่อ ของสิ่งหนึ่ง กำลังทำอาการหนึ่ง เพื่อไปสู่อาการหนึ่ง

นี่ ด้วยใจที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่มีใครเป็น ไม่มีใครไป ไม่มีใครมา ไม่ได้เป็นเรื่องของใคร ...นี่ ภาวนามา ฝึกมาก็เพื่อการนี้แหละ...ให้รู้อยู่เห็นอยู่

มีพระอยู่องค์หนึ่ง ลูกศิษย์หลวงปู่น่ะ อายุมากกว่าเรา แต่พรรษาน้อยกว่าเรา ทันกันตั้งแต่หลวงปู่ยังอยู่ หลวงปู่ตายก็ไป ก็ไม่ค่อยได้เจอะเจออะไรกัน แต่ก็นับถือ มันนับถือเรามาก่อน

คือสองอาทิตย์มานี่มันก็โทรมา แต่ไม่ใช่ตัวมันโทร คนที่อยู่ด้วยกันโทร เป็นพระที่เคยอยู่เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เหมือนกัน ก็ว่า “อาจารย์เทศน์หน่อย เทศน์ให้มันฟังหน่อย”

คือประเภทว่าเป็นมะเร็งที่สมองขั้นสุดท้าย หัวใจตีบ ความดันหัวใจสูงจนเส้นเลือดนี่แตกเปราะ เส้นเลือดใหญ่ที่ขานี่ ลงไปจากเอวนี่ ใช้พลาสติกเป็นท่อแทน เพราะมันแตกหมด อยู่อย่างนั้นน่ะ

นึกถึง ระลึกถึง ก็ให้คนโทรมา ขอฟังหน่อย ...คือมันตอบโต้อะไรไม่ได้หรอก แต่รู้ตัว ...ถามว่ารู้ตัวไหม คนทางนั้นบอกว่ารู้ พยักหน้าหงึกหงักๆ ก็เปิดเสียงลำโพงโทรศัพท์ให้ฟัง

คำพูดแรกที่เราพูดบอกไป ก็คือบอกว่า...“ตายแน่”


(ต่อแทร็ก 6/27  ช่วง 2)


 

แทร็ก 6/26 (3)


พระอาจารย์
6/26 (550106D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 มกราคม 2555
(ช่วง 3)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก 6/26  ช่วง 2


พระอาจารย์ –  เวลาเจริญสติสมาธิปัญญาแรกๆ เลย จึงเป็นของน่าเบื่อ ...มันต้องอดทนอดกลั้น มันต้องใช้กำลัง ต้องมีประเภทคอยไซโคสนับสนุนอยู่เสมอ ไม่งั้นให้มันทำเอง มันไม่มีทางหรอก

ทำไปๆ เดี๋ยวก็หมดกำลังขึ้นมา ครูบาอาจารย์ก็ต้องคอยบอก “ทำไปเถอะ ทำไปเยอะๆ” นี่ ต้องมีนักจิตวิทยาคอยไซโคอยู่ข้างๆ ...ทำไปเหอะ สักวันนึง เดี๋ยวมันก็ได้ 

นั่น มันก็ฮึดสู้ขึ้นมา แล้วจนกว่ามันจะเห็นผลด้วยตัวของมันเองว่า...เออ เฮ้ย กูเริ่มเดินตรงทางแล้ว ทำไมแต่ก่อนกูจะไปตรงนี้ มันลงถนนอยู่ตลอดเลย มันเป๋ไปเป๋มา

เข้าใจมั้ย มันก็ล้มมั่ง ลุกมั่ง ชนเขา ไปเหยียบหัวแม่ตีนเขามั่ง โดนเขาเตะกลับมั่ง โซเซน่ะ ก็คนเมาเดินน่ะ ...นี่ พอมันเริ่มไม่กินเหล้า มันก็เริ่ม...อือ ตื่นน่ะ จิตตื่น

ตื่นรู้ตื่นเห็น มันก็สร่างเมาในระหว่างที่มันตื่น ไม่ใช่แฮงก์ตลอดวัน ...ถ้ามันแฮงก์ตลอดวันเดี๋ยวก็มีเรื่องชกต่อยกันไป คนเมาน่ะมันไปไหนตรงทางบ้างล่ะ มัวเมา  จิตมัวเมา

พอมันตื่น พอมันเริ่มเห็นผล ...เออ เฮ้ย พอเริ่มตื่นแล้วรู้สึกอะไรมันลงล็อกลงร่อง แล้วมันมีเรื่องมีราวน้อยลง มันสบายขึ้น มันไม่ค่อยมีธุระปัญหาอะไรกับอะไร 

ทีนี้มันก็เริ่มตั้งอกตั้งใจ ขยัน ละเอง เลิกเองได้ ...นี่ ครูบาอาจารย์ก็เป็นยันต์กันผี คือเอาไว้สอบถามสอบทาน เอาไว้ยืนยัน ...เออ ดีแล้ว ถูกแล้ว ใช่แล้ว เอาเลยลูกพ่อ (หัวเราะกัน) 

เชียร์ กองเชียร์ ...ครูบาอาจารย์เป็นแค่กองเชียร์นะ เป็นผู้แนะ เป็นเทรนเนอร์เท่านั้นนะ ...ไม่ใช่นักชกนะ ช่วยไม่ได้


โยม –  นักกีฬาเขาชนะตรงที่กองเชียร์ดีนี่นะคะ

พระอาจารย์ –  ก็ไม่แน่นะ บางทีมันก็บ้ากองเชียร์ ติดกองเชียร์ เห่อกองเชียร์ บ้ากันไป ...นักมวยมันต้องเล่นเองชกเอง เล่นจริงเจ็บจริง ไม่มีตัวแทน ไม่มีแตนด์อิน

เพราะนั้นจึงย้ำจึงเตือนอยู่นี่ว่า...อะไรที่เป็นสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ ...แล้วก็อะไรที่เป็นมิจฉา

เพราะฉะนั้น การเคลื่อนไหว การยกมือยกไม้ เราไม่ว่า  มันก็เหมือนการภาวนาพุทโธ มันก็เหมือนกับกำหนดลมหายใจ มันไม่ต่างกันหรอก

แต่ว่าจุดเป้าหมายจริงๆ คืออะไร...คือจิตรู้จิตตื่น ...ทั้งหมด การภาวนาทั้งหมดน่ะ เพื่อกลับสู่จิตรู้ จิตตื่น ถ้าไม่เข้าใจหลัก ถ้าไม่ยึดหลัก มันก็จะเขว

เพราะมันจะมีผลข้างเคียงทางการกระทำที่แตกต่าง ...กำหนดลม กำหนดพุทโธ ก็จะได้ผลที่ต่างกัน  ยกไม้ยกมือก็ได้ผลที่ต่างกัน ยุบหนอพองหนอก็ได้ผลต่างกัน

แต่มันมีผลเดียวที่ไม่ต่างกัน จิตตื่น จิตรู้ ...ดูดีๆ เอาตัวนั้นเป็นหลัก ...นั่นแหละเรียกว่าเอาใจเป็นหลัก อย่าออกนอกหลักใจ

เพราะนั้นใจนี่ มันจะเป็นตัวคอยคัด คอยกรอง คอยเทียบเคียงว่า อะไรที่มันผิดออกไปจากใจนี่ ...อย่าเสียดาย อย่าไปบ้าบอคอแตก อย่าไปบ้าเห่อกับมัน

ความรู้ความเห็นอะไรที่เกิดมาจากการปฏิบัติน่ะ รูปนั่นนามนี่ เห็นนั่นเห็นนี่ ความจริงอย่างนั้น ความจริงอย่างนี้ เป็นความคิดความปรุงอะไรขึ้นมา เป็นภาพเป็นแสงเป็นสี สามมิติ ห้ามิติอะไร ก็บ้ากันไป

อย่าไปบ้าเห่อกับมัน อารมณ์ที่เกิดขึ้น ผุดโผล่ขึ้นในการภาวนา ซึ่งส่วนมากก็เป็นกุศล เป็นผลจากกุศล อารมณ์กุศล อารมณ์ดี ปีติ เบา โปร่ง โล่ง สบาย อะไรก็ตาม

ตื่นไว้ อยู่กับหลัก รู้ตื่นไว้ แน่ะ ต้องตั้งให้มั่น สมาธิต้องมั่น สัมมาสมาธิต้องคง ต้องมั่นคง ...ไม่อย่างนั้นมันจะหลงใหลไปกับอาการโดยไม่รู้ตัว

มั่นคงตรงแล้ว...ก็ไม่ใช่ไปนอนตายอยู่กับรู้ ไม่ได้นอนตายอยู่กับตื่นอย่างเดียว  ให้มันออกมาเห็นอาการโดยรวมโดยรอบ หรืออาการที่อยู่ต่อหน้ามัน ไม่ต้องไกลหรอก...แค่กว้างคืบยาววาหนาศอก

ถือกายนี้เป็นปริมณฑล ถือกายนี้เป็นวัด โดยมีผืนหนังเป็นพัทธสีมา เป็นขอบเขต ขอบขันธสีมา มีกระดูกเป็นเสาโบสถ์ ...นั่น เอากายเป็นวัด เอาใจเป็นนักบวช ใจรู้นะ

อย่าธุดงค์ อย่าออกธุดงค์มาก ไปเรื่อย คิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้ ไหลออกไปนอกปัจจุบัน นอกเหตุการณ์ปัจจุบัน เรื่องราวคนนั้นคนนี้ ...นั่นน่ะจิตมันกำลังออกธุดงค์

ก็ไม่ไปอ่ะ เป็นตาขรัวเฝ้าวัดไป กลับมาดูแลวัดวาอาราม กายใจ หนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ...เออ ถ้ามันกลับมาอยู่กับกายกับใจนี่จะเป็นยังไง กลับมาอยู่ในวัดในวา ไม่ไปเที่ยวไม่ไปเตร็ดเตร่ 

มันก็เห็นว่า...อ้อ นี่มันมีหยากไย่ใยแมงมุม มันเกาะอยู่ที่เสาโบสถ์ นี่มันไม่ค่อยเลื่อมไม่ค่อยมัน  มันมีตะไคร่เกาะกุม ไม่เห็นรูปร่างแท้จริงเลยว่ามันเป็นหลังคาหรือว่ามันเป็นตะไคร่น้ำกันแน่วะ

มันก็ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถู จนเห็นถาวรวัตถุ ที่สมควรจะเป็นถาวรวัตถุจริงๆ ...ไม่ใช่มีแต่กาฝากมาเกาะเต็มไปหมด พื้นก็มีแต่ขี้ฝุ่นขี้ตะไคร่ จนไม่เห็นว่าเขาปูกระเบื้องนะนี่ มันไม่ใช่ขี้ดิน

ก็ถ้ามันไม่อยู่วัดเลย มันจะสังเกตเห็นไหมล่ะ ...มัวแต่ตะลอนๆ จะไปธุดงค์หาอรรถหาธรรม ในขุนเขาป่าใหญ่ไพรกว้าง เงื้อมป่าเงื้อมเขา ที่ที่เขาว่าดี ที่ที่เขาว่าเห็นธรรมได้ง่าย

นั่น วัดก็ทิ้งให้เป็นวัดร้างซะอย่างนั้น พระก็ไม่อยู่ มีแต่โจร ...ถ้าพระไม่อยู่แล้ววัดก็กลายเป็นซ่องโจร ที่สุมหัวรวมตัวกันของเหล่ามิจฉาชีพ ออกไปจี้ปล้นเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาครอบครอง

จิตสังขารนั่นน่ะทำงาน ไปปล้นไปชิงเขามา...ให้ได้เกิดความสุขความทุกข์เป็นสมบัติ แล้วก็มานั่งยิ้มกริ่มอยู่ ...พอเจ้าอาวาสกลับมาวัด เอ๊ ไปได้ของอย่างนี้มายังไง ใครเอามาให้

ก็โจรมันมานี่ มันก็เหมือนกับชาวบ้านทำบุญใส่บาตร ...ที่จริงมันเป็นโจร พอหลวงตาออกนอกวัด กูก็ครอบครองวัดซะเลย เอาวัดเป็นศูนย์บัญชาการซะ

ทำกายสกปรก จิตสกปรก ธรรมสกปรก ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมที่เป็นผิด ...หลวงตากลับมาก็ดีอกดีใจ เอ๊ะ ทำไมมีน้ำมีข้าวอยู่เต็มบาตร สุขดีสบายดี เออ ไม่รู้ที่มาที่ไป

มันของขโมยมา รับซื้อของโจร รับกินของโจร มันเป็นกรรมไหมนี่  ไปก่อทุกข์ก่อโทษภายนอกโดยไม่รู้ตัว กลับมานั่งกินหน้าตาเฉยเลยนะ เฮ้ย มันสมรู้ร่วมคิดกับโจรรึเปล่า

เนี่ย เลยติดคุกซะอย่างงั้น หลวงตาเลยโดยจับติดคุกซะ...ทุกชาติไป  มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในคุก คือโลก...คุกใบใหญ่  มีคุกเล็ก...คือกายคือวัดนี่ 

ก็ให้กลับมาดูแลวัดใหม่ เป็นการทำโทษ ...แต่พอได้ดูแลวัดใหม่ ก็หนีธุดงค์อีกแล้ว ...จะไปหาธรรม...เหมือนเดิม ต่อเนื่อง ซ้ำซาก วนเวียน

เมื่อใด วันใด เวลาใด ชาติใด...กายใจตรงกันพอดี มีผู้รู้ผู้เห็น ดูแลรักษาวัดวาอารามขอบขันธสีมา ไม่เที่ยวไปเที่ยวมาในสามโลก ...มันก็จะเป็นการชำระขัดเกลาอาสนะที่อยู่อาศัย คือกาย คือจิต คือขันธ์

ตาหูจมูกลิ้นก็ถูกล้างออก ขี้หูจะได้ออกซะบ้าง ขี้ตาจะได้ออกไป จะได้แจ่มชัด  ขี้หูออกไปจะได้ยินเสียงชัดเจนว่า มันไม่ใช่ชาย มันไม่ใช่หญิง  มันเป็นลมมากระทบกับแก้วหู บึ้บๆๆ

ดีก็ไม่ใช่ ร้ายก็ไม่ใช่ คุณก็ไม่ใช่ โทษก็ไม่ใช่ ชมก็ไม่ใช่ ด่าก็ไม่ใช่  เป็นแค่เสียงกระทบกันบึ้งๆๆ แล้วก็ดับไปวูบๆๆ ...นั่น ชำระตะไคร่ กาฝาก คือความเห็นผิดต่างๆ นานา

มันมาปกคลุมจนมองไม่เห็นเลยว่า เฮ้ยนี่มันโบสถ์หรือวะ เอ๊ะนี่มันวัดหรือ นี่เสาปูน หรือเสาไม้ หรือเสาเหล็กวะนี่ มองไม่เห็นว่าอะไรเป็นเสา เสามันมาจากไหน เสาที่แท้จริงคืออะไร

อยู่ไปอยู่มา ไม่มีอะไรทำ มันก็ต้องชำระวัดปัดกวาดไปในตัว  มันก็...เออ มันไม่ใช่ตะไคร่นี่ เสานี้ไม่ได้เกิดจากตะไคร่นะนี่ ปูน เออ ปูน นึกว่าเป็นตะไคร่ซะหลายชาติเลยว่ะนี่

ก็หลวงตาเล่นธุดงค์ทุกชาติน่ะ ไม่ธุดงค์ก็ไปเข้าบ่อน เอ้า ถ้าเป็นนักปฏิบัติก็ไปธุดงค์ ถ้าเป็นคนในโลกก็ไปเข้าบ่อนเข้าโป เล่นหวยเล่นเบอร์เสี่ยงโชคลาภ

ทุกอย่างล้วนเป็นเดรัจฉานวิชา เดรัจฉานอาชีพ ...มันอยู่ด้วยความเสี่ยง มันจะไม่เรียกว่าบ่อนยังไง เดี๋ยวก็ตาดีได้ ตาร้ายถูก เอาแน่ไม่ได้นะ บ่อนนะ นั่นมันก็คิดว่าเป็นอาชีพของมัน

เอ้า พอหันเหมาจะมุ่งสู่ธรรม ก็ออกธุดงค์ซะเลย แน่ะ ทิ้งวัดซะอย่างนั้น ...ก็ไม่ไป อยู่ทำความสะอาด เอาจนมันเอี่ยมเรี่ยมเร้เรไร ขัดสีฉวีวรรณ จนปริสุทธิ กายวิสุทธิ จิตวิสุทธิ 

ธาตุกลายเป็นวิสุทธิธาตุ ใจกลายเป็นวิสุทธิจิต วิสุทธิใจ วิสุทธิธรรมน่ะ  มีหรือมันจะไม่ผ่องใสขึ้นมา วัดวาศาสนานี่ นี่ หัดสร้างพระสงฆ์ซะบ้าง หัดสร้างพระสงฆ์ที่ดี

ถ้าแต่ละดวงจิต ขันธ์แต่ละขันธ์ มีวัดสร้างวัด แล้วมีพระเป็นสงฆ์ดูแลรักษาขัดเกลา อูย โลกนี้ไม่มีคำว่าเบียดเบียนกันเลย ...แต่ไอ้นี่เล่นไปสร้างนอกวัดน่ะ มันเลยไปติดไปข้องกับวัดภายนอก

แต่ถ้าทุกคนตั้งอกตั้งใจอยู่ในวัด สร้างวัด ดูแลวัด รักษาวัด ...ทุกคนน่ะเป็นเจ้าอาวาส ทุกคนน่ะเป็นพระ ทุกดวงใจนั่นน่ะ เป็นพระที่จับโกนหัวบวชหมด ไม่บวชก็ต้องบวช

ถ้ามันไม่ไปไหนน่ะ พอมันจะยืดยาวออกมาเป็นผมเป็นขน โกนซะ ปลงมันซะ ตัดมันซะ ให้มันเหลือแค่รู้ ให้มันอยู่แค่รู้ นั่นน่ะ หัวโล้นๆ นั่นแหละสมณะ ...นั่นแหละพระ ใจเป็นพระ ใจไม่เป็นมาร

พากเพียรดูแลกายใจนี่แหละ พากเพียรที่จะรู้กายรู้ใจนี่แหละ ...อย่าเที่ยว อย่าหนี อย่าไปหาอะไร ที่นอกเหนือจากนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ตอนนี้ เวลานี้

เพราะนั้นสตินี่ เห็นมั้ย ถ้ามีสติตรงไหนนี่ มันไม่มีเวลานะ ใจก็เกิดขึ้นตรงนั้นเลย ...ถึงเรียกว่าใจนี่เป็นอกาลิกจิต อกาลิกธรรม ไม่ขึ้นกับกาลเวลา สถานที่ บุคคล

ตรงไหนก็มี ...ถ้ามีสติ ใจก็อยู่ตรงนั้น ตรงที่รู้น่ะ ตรงที่รู้ว่าอะไร ...แล้วก็ให้อยู่ตรงใจนั้น อยู่ตรงรู้นั้น นั่น ก็เพียรลงไปด้วยศีลสติสมาธิปัญญา จนเต็มรอบอยู่ในนั้นน่ะ 

มันเป็นการชำระขัดเกลาตัวเองไปในตัว ...มันไม่มีใครมาขัดเกลาให้หรอก มันขัดเกลาในตัวของมันเอง ...ก็มันไม่รู้จะเห็นอะไร มันก็ต้องเห็นกายนี่แหละ 

ถ้ามันไม่ออกไปรู้ที่อื่น มันก็เห็นแค่ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก มันไม่ออกไปเห็นอะไรหรอก มันไม่อยากไปเห็นอะไร มันก็ไม่ไปไหน มันก็เห็นแค่ลมเกิดลมดับๆ 

นี่ ลมเข้าเกิดลมออกดับ ลมเข้าดับลมออกเกิด สลับกันไป แล้วลมเป็นสัตว์ไหม ลมเป็นบุคคลไหม ลมเป็นชายไหม ลมเป็นหญิงไหม ...นี่ เขาแสดงอยู่ทนโท่ โต้งๆ ตรงๆ 

ไม่เห็นต้องอ้อมค้อมอะไร ไม่ต้องพิจารณาเป็นคำพูดความหมายอะไร ...ก็เห็นอยู่ตรงๆ ว่าลมเป็นลม ไม่ได้เป็นเราน่ะ ไม่ได้แสดงอาการหนึ่งใดเลยว่าเป็นของเรา ก็เป็นลมเข้ากับลมออก

จริงๆ ดูไปดูมา เอ้า ลมก็ไม่เข้า ลมก็ไม่ออก ไม่มีเข้า-ไม่มีออก ...ดูไปดูมา รู้ไปรู้มา ไม่เห็นเป็นลม ไม่รู้ว่านี่เป็นลม ...เป็นอะไรๆ อย่างหนึ่ง หาที่ตั้งไม่ได้ ไม่มีที่ตั้ง วูบๆ วาบๆ วืดๆๆ นั่น

เพราะมันเห็นอย่างนี้แล้วสบายดี ไม่สุขไม่ทุกข์ ...ไม่ใช่เป็นสุขขึ้นนะ สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มีอ่ะ  แต่มันสบายดี สบายใจ ใจสบาย ใจเป็นอิสระ ใจเป็นกลาง ใจไม่แกว่ง ใจมันรู้สึกพอดี

มันพอดี มันเต็ม มันรู้สึกว่าเต็ม ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่เหลือ  มันเต็มพอดีเลย จิตมันเต็ม แต่ถ้านอกจากตรงนี้ มันรู้สึกไม่เต็ม มันไม่อิ่ม มันไม่พอดี ...ดูเอา ศึกษาเอา สำเหนียกเอา

เอ้า พอ ค่ำแล้ว เดี๋ยวจะไปสาย กลับสายกลับมืด ...หูตาก็ไม่ดี ตาในก็ไม่ดี ตานอกก็ไม่ดี สองตาต่างก็ไม่ดี เบลอกันไปหมด ...แต่อย่างน้อยตานอกไม่ดี ตาในดีไว้...ดีหมด นี่


(ต่อแทร็ก 6/27)



วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทร็ก 6/26 (2)


พระอาจารย์
6/26 (550106D)
(แทร็กชุดต่อเนื่อง)
6 มกราคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ  :  ต่อจากแทร็ก  6/26  ช่วง 1

พระอาจารย์ –  เห็นมั้ย เห็นภาระมั้ย เห็นถึงคนแบกเกวียนแบกจอบ เห็นเหมือนคนลากเกวียนไหม เห็นเหมือนคนลากตู้คอนเทนเนอร์ไหม ...มันหนักหรือมันเบาดีล่ะ


พอจะละความเห็น พอจะทิ้งความเห็น..เสียดายอีก ...ไม่เสียดายก็กลัว..กลัวไปไม่ถึง กลัวไม่ได้อะไร กลัวไม่เหมือนครูบาอาจารย์ กลัวไม่เหมือนคนอื่น กลัวไม่เท่าคนอื่น

เห็นมั้ย แค่เรียนรู้ที่จะให้มันละ เรียนรู้เพื่อให้มันวาง ยังต้องเคี่ยวกรำนะ นี่รู้ละรู้วางนะ ...แล้วเพียรที่จะรู้อยู่...เบื้องต้นนี่ต้องเพียรที่จะให้มันรู้อยู่ ให้มีรู้อยู่เสมอ ให้ตั้งมั่นอยู่ที่รู้

และเมื่อตั้งมั่นอยู่ที่รู้ มันจึงค่อยเพียรละเลิกเพิกถอน ...เพียรทั้งนั้นนะ ไม่ใช่เล่นๆ ไม่ใช่ปล่อยให้มันเลยตามเลย หรือว่าลอยไปลอยมา แล้วมันจะสุกงอมได้เอง

ไม่มีเลยนะ ไม่มีหรอกสติสมาธิปัญญามันจะสุกงอมเอง ...จนกว่ามันจะเพียรเข้าไปจนถึงเรียกว่ามหาสติ มหาปัญญา จึงวางใจได้ระดับหนึ่ง

แต่ขณะนั้นมหาสติมหาปัญญายังไม่หยุดทำงานเลย มันก็ทำงานไป..ไม่มีใครทำงานหรอก มันทำงานของมันเอง แต่ไอ้ตอนนี้ มันยังไม่ทำงาน เราก็ต้องพามันทำงาน

ต้องอาศัยเรา จิตเรานั่นแหละ ทำงาน ระลึกขึ้นมา น้อมไว้บ่อยๆ อยู่ที่รู้บ่อยๆ ตั้งมั่นลงไปที่ใจดวงเดียว อย่าเผลออย่าเพลิน อย่าเห็นอะไรสำคัญกว่างานอันนี้ แค่นั้นแหละ

หรือว่าถ้ามันมีกิจอันควร จำเป็น ก็อย่าลืมกายลืมใจ รู้ไว้ว่าทำอะไร กำลังอยู่ยังไง ท่าไหน อิริยาบถใด จิตเป็นอย่างไร มีความคิดไหม มีกุศล มีอกุศลไหม มีรู้อยู่ตรงนั้นมั้ย สอบสวนทวนพยานอยู่เสมอในปัจจุบัน

เมื่อออกมาห่างมาจากกิเลสภายนอกหรือโลก มาอยู่ในที่อันสงัด อยู่ในที่อันวิเวก อยู่ในที่อันควร ก็ให้จำแนกแยกแยะลงไปในของสองสิ่ง แล้วก็ตั้งมั่นลงไปในของสิ่งเดียว คือใจดวงเดียวเท่านั้น 

จนมันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่ส่ายแส่ ไม่ไปไม่มา ...จึงอาศัยใจดวงนั้นน่ะเป็นผู้สังเกตการณ์ เห็นกาย รู้กายเห็นกาย รู้จิตเห็นจิต รู้ธรรมเห็นธรรม

อ๋อ นี่เป็นธรรม อ๋อ นี่เป็นจิต อ๋อ นี่เป็นเวทนา อ่อ นี่เป็นกาย ...รู้ไป ยืนพื้นอยู่ที่รู้กายเห็นกาย ระหว่างนั้นในนามทั้ง ๔ เดี๋ยวมันก็ผุดๆ โผล่ๆ ขึ้นมาให้รู้เองน่ะ

ไม่ทำอะไรเกินจากนี้เลย ...สติต้องระมัดระวัง ต้องเท่าทันอยู่เสมอ  เพราะความอยากมันจะสอดแทรกขึ้นมาตลอดเวลา ทั้งอยากในทางโลกและก็อยากในทางธรรม

ความอยากในทางโลกก็มี เกี่ยวกับการงาน ผู้คนรอบข้าง การไปการมา การใช้ชีวิตอยู่ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในสังคม ...พวกนี้ก็เป็นกิจการงานทางโลก 

พอกิจการในทางธรรม จะได้อะไร จะเห็นอะไร จะได้ความรู้อะไรขึ้นมา อยากได้อะไร อยากเห็นอะไร อยากมีปัญญาขั้นไหน ภูมิไหน ...พวกนี้ก็เป็นสิ่งที่มันจะผุดโผล่ขึ้นมา

ก็ให้สติเท่าทันแล้วก็ละมัน ปล่อยมัน ...อย่าไปตามมัน อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปฟังมัน อย่าไปหาความเป็นจริงกับมัน อย่าไปหาเหตุหาผลกับมัน

ทำงานเดียว เอากายเป็นหลักไว้ รู้ไปดูไป อยู่กับกายไป นั่งก็รู้ว่านั่ง เดินก็รู้ว่าเดิน เฉยๆ ก็รู้ว่าเฉยๆ  ในขณะนั้นมันเย็นมันอ่อนมันแข็ง ก็รู้ตรงนั้นเห็นตรงนั้น

แล้วก็ทำความรู้ตรงนั้นให้ชัด ด้วยรู้ อยู่กับรู้ไว้ให้ชัด เสมอ ...เพราะอะไร ...ในระหว่างที่สติสมาธิยังไม่ตั้งมั่นเพียงพอ ระหว่างที่จำแนกสำเหนียกในกายด้วยโยนิโสนี่ เดี๋ยวมันจะคล้อยออกไป

มันจะเคลื่อนออกไป จดจ่อจดจ้องจนกลืนเข้าไป แต่กายใจจะหายไป ...สติจะต้องทำความสมดุลรักษารู้ไว้ อยู่ไว้ เห็นไว้ อยู่ตรงนี้ ข้างในนี้ ...มีรู้มีเห็นไว้เสมอ อย่าให้หาย อย่าให้จาง อย่าให้เลือน

ทำงานรู้กายเห็นกาย ดูกายเห็นกายไป จำแนกกายไป ชัดเจนในกายไป แยกแยะสิ่งที่มันไม่ใช่กายออกไป ...อันไหนนอกเหนือจากกาย เอาออกไป

ไม่ว่าจะความเห็น ความรู้สึกว่าเป็นเรา ความเห็นว่าเป็นของเรา ความรู้สึกความคิดว่ามันสวย มันดี อย่างนี้ หรือมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องทำยังไงกับมัน

ถ้าปล่อยให้มันคิดขึ้นมานะ เดี๋ยวจะต้องทำยังไงกับมันดีนะ เดี๋ยวจะต้องหาทางทำยังไงกับมัน...ไม่เอา ไอ้พวกนี้มันนอกเหนือจากกายแล้ว มันเป็นความคิดความเห็นที่ขึ้นมาทาบทากาย...ไม่เอา

ปุ๊บ ก็กลับมา...ดูกายซื่อๆ เฉยๆ เดี๋ยวมันชัดเจนขึ้นมาเอง กายก็ชัดใจก็ชัดคู่...กันอยู่อย่างนี้ นี่อย่างนี้เรียกว่ามันจะชัดอย่างนี้ ระหว่างมันทำงาน มันก็จะชัดเจนในของสองสิ่ง เพราะมันสมดุลกันพอดี 

แต่เบื้องต้นน่ะ สติระลึกยังทำงานไม่ค่อยเต็มที่เต็มฐาน ต้องตั้งให้มั่น สมาธิต้องมั่น ...ไม่งั้นมันจะรู้แบบหลงๆ น่ะ รู้แบบแอบจำแอบคิด แบบเคยได้ยินครูบาอาจารย์บอก มันก็แอบมาทาบทากับสิ่งที่มันเห็นน่ะ

มันยังแยกไม่ออกเลยว่ามันเห็นจริง รู้จริง หรือว่าจำ ...อาจจะเห็นนิดนึง แวบนึง  แต่ต่อจากนั้นไป จำเอามาหมด คิดเอาเองหมด เชื่อเอาเองด้วยซ้ำ

เชื่อที่ว่า...ถูกแล้ว ต้องเห็นอย่างนี้ถูกแล้ว ...เออ มันก็พยายามจะให้มันเห็นอย่างนั้นน่ะ รู้ไปเพื่อให้เห็นอย่างนั้นแหละ ...นี่ มันยังไม่เห็นจริง


โยม –  หนูไม่แน่ใจว่าบางช่วงเหมือนเราพยายามจะให้เห็นอย่างที่พระอาจารย์ว่า

พระอาจารย์ –  นั่นแหละ มันรู้จำ มันพยายามรู้จากความจำ จะให้เห็นไปตามความจำ ที่เคยได้ยินได้ฟังมา เป็นสัญญาจำได้ ...มันเป็นความรู้ที่เกิดจากจิตมันส่ายแส่

เมื่อใดที่จิตมันส่ายแส่ มันจะมีอำนาจความปรุงแต่งเกิดขึ้น มันส่ายแส่เพราะว่าความปรุงแต่งนั่นแหละ ...เพราะนั้นต้องเอาให้มั่น ตั้งที่ใจให้มั่น เอาผู้รู้ให้ชัด ตั้งมั่นให้ดี

แล้วจากนั้นไปการเห็นกายกลางๆ ก็จะเกิด...สักแต่ว่ากาย เรียกว่าเห็นกายตามจริง รู้กายและเห็นกาย เห็นว่าเป็นกาย ไม่ใช่กายใคร ไม่ใช่กายของใคร

มันก็จะเห็นกายสักแต่ว่ากาย เป็นธรรมดาปกติของมันอยู่อย่างนั้น มันเป็นปกติกายของมันอย่างนั้นน่ะ เย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็นปกติ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ในเย็นร้อนอ่อนแข็ง ...มันก็เห็นอยู่ตรงนั้น 

แต่มันจะมีเราสุข-เราทุกข์ ขึ้นมาเป็นระยะๆ ...ก็ไม่เอา รู้ไว้  เมื่อรู้แล้วก็ทิ้งมันซะ ตั้งมั่นอยู่ที่รู้กายเห็นกายต่อไป ...ความเห็นแจ้งเห็นจริง เห็นกายเป็นจริงตามธรรม มันจะมากขึ้นตามลำดับลำดาเอง

ซึ่งมันจะเป็นไปในอัตราที่ปกติ ไม่ได้หวือหวาอะไร ...ไม่ได้เหมือนกับนั่งสมาธิแล้วก็เห็นกายพังลงไปต่อหน้าต่อตา หรือเห็นกายแตกสลายกลายเป็นผุยผง หรือเป็นอสุภะให้เห็นคาหูคาตาอย่างนั้น 

มันเป็นไปตามปกติ ...คือค่อยๆ เลือนไปจากความเห็นผิด แล้วก็ชัดเจนขึ้นในกาย ชัดขึ้นๆๆ  ใจก็มีความรู้สึกภายในที่เบา เป็นอิสระมากขึ้น มันเป็นผลอยู่ตรงนั้น ค่อยๆ เบา..กายเบาจิตเบา

ไม่ใช่กายเบาจิตเบาด้วยอำนาจของปีติสมาธิ หรือเอกัคคตา ...แต่กายเบาจิตเบาด้วยความเป็นอิสระออกจากกาย มันเป็นอิสระออกจากความเห็นผิดในกาย มันก็จะเห็นกายเบา

เวลาเดินไปเดินมา ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว มันเห็นร่างกายเหมือนลอยๆ เป็นความรู้สึกลอยไปลอยมา หาทรวดทรงสีสัน สัณฐานไม่มี หาความสวยความงามไม่มี หาความไม่สวยไม่งามไม่มี 

มันเหลือเพียงแค่ความรู้สึกเบาๆ ลอยวูบไปวูบมา เคลื่อนไปเคลื่อนมา ไหวไปไหวมา อย่างนั้นเอง นั่น...มันก็จะซึมซาบลงไปจนถึงที่สุดของธรรมนั้นๆ

การรู้การเห็นก็ตรงลงไป จนเรียกว่า...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ...สัพเพ ธัมมา อนิจจา ...สัพเพ ธัมมา ทุกขา ...สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ

หลังจากนั้นเมื่อมันเห็นความเป็นอนัตตามากขึ้นๆ ในแต่ละครั้งที่มันเห็นกายดับหรือจิตดับ ...แต่ละครั้ง แต่ละขณะนั้น มันจะเข้าใจถึงความหมาย ว่าขันธ์ห้าเกิดดับ

ในการดับแต่ละครั้ง มันไม่ได้ดับแค่จิต ไม่ได้ดับแค่รูป ไม่ได้ดับแค่กาย ไม่ได้ดับแค่นาม ...แต่มันจะเข้าใจว่า ขณะที่มันดับตรงนั้นน่ะ มันดับทั้งหมด มันดับทั้งขันธ์ห้า

ตรงนั้น ขันธ์ห้าจะดับ ...แล้วมันเห็นความดับของขันธ์ห้านี้บ่อยขึ้น ไม่ว่ารูป ไม่ว่านาม  มันก็เห็นกลายเป็นขันธ์ห้าเกิดดับๆๆ อยู่ทุกขณะ

จิตที่ไม่รู้นี่มันจะพาไปก่อภพ โดยอาศัยรูปธรรมบ้างนามธรรมบ้าง ...พอมันทัน พอมันพอดี พอมันทันพอดีปุ๊บ มันก็ดับ ก็เห็นขันธ์ห้านั้นเกิดดับ 

แรกๆ นี่เห็นเกิดดับธรรมดา เหมือนเกิดดับธรรมดา ...แล้วไอ้การเกิดดับนี่มันจะหนักขึ้นๆๆ คือ มันจะแรงขึ้นๆ บางทีนี่ถึงกับขันธ์สะเทือนน่ะ เหมือนตก สะดุ้ง วูบเลย แต่ละครั้งแต่ละคราว

มันดับไปเรื่อยๆ แล้วต่อไปไม่ใช่ขันธ์ห้าดับ โลกธาตุดับอีกต่างหาก ในขณะที่ขันธ์ห้าดับน่ะ ...จนบางทีมันสะสม เห็นความดับไปเรื่อยๆ นี่ บางครั้งจนเห็นโลกนี่สะเทือนเลย

เวลามันดับที โลกสะเทือนเลย ...เอ๊ะ แต่คนรอบข้างไม่เห็นสะเทือนเลย ...มันกระเทือนที่ใจ มันสลัดออก สลัดความยึดมั่นถือมั่น มันสลัดออก มันกระเทือนทั้งโลกธาตุเลย 

แค่นี้แหละภาวนา ไม่เห็นยากเลย ...ถ้าออกนอกนี้ไปล่ะยาก ถ้าอยู่ตรงนี้..ไม่ยาก แล้วก็ต้องพยายามอยู่ตรงนี้ด้วย อย่าไปทำให้มันยาก

ยิ่งทำยิ่งยาก ...ยิ่งไม่ทำยิ่งง่าย ยิ่งไม่ทำเท่าไหร่ ไม่ทำอะไรเลย ยิ่งง่ายเลย ...รู้อย่างเดียว ไม่ทำอะไรเลย  ...เหมือนกับมันไม่ใช่โคตรพ่อโคตรแม่เราน่ะ นั่นแหละ

มึงไม่ใช่ญาติกู มึงไม่ใช่เพื่อนกู มึงไม่ใช่อะไรของกูทั้งนั้น ...รู้อย่างเดียว นั่นแหละ เอามันจนขาดกันลงไป สะบั้นออกจากรู้ตรงนี้ เห็นตรงนี้ รู้เดี๋ยวนี้ ...ไม่เอา นิดนึงก็ไม่เอา หน่อยนึงก็ไม่เอา

ไอ้พวกเรานี่...ไม่เอาไม่ว่า แต่เป็นวันๆ นี่น่ะ ไม่รู้มันหายไปไหน มัวแต่เข้าไปสวนสัตว์อยู่มั้ง หรือไปวิมาน หรือไปเยี่ยมหาพระอริยะอยู่ ...ร่อนเร่พเนจรไปในโลกกว้าง

แล้วก็บอกว่าเปิดหูเปิดตา..มีความรู้ดี ...มันติดข้องมากกว่ามั้ง รู้มากยิ่งติดมาก เห็นมากยิ่งติดมาก เห็นมากยิ่งอยากมากมั้ง คิดมากยิ่งอยากมากขึ้นมั้ง ...ทำไมไม่มองในแง่กลับกัน

ในความไม่มีอะไรไม่ได้อะไร แต่มันรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอยากได้อะไรเลย มันไม่เห็นว่าอะไรน่าติดน่าหา ไม่มีอะไรน่าค้นหาหรอก ...กลับมาค้นหาที่กายใจแค่นี้ นอกนั้นไม่มีอะไรน่าค้นหาหรอก

แม้กระทั่งความรู้ แม้กระทั่งธรรม ...ถ้าหาออกนอกนี้ไปไม่เรียกว่าธรรม มีแต่ที่เรียกว่าสังขารธรรม ซึ่งเดี๋ยวมันจะได้เป็นกระบุงเลยล่ะ เป็นกระตัก กระบุง  

แล้วมันจะหนัก อุ้ยอ้าย เหมือนลิเกหลงโรง แล้วยังใส่ชฎาครอบไปอีกห้าอัน บ้ารึเปล่าก็ไม่รู้ ...มันหนักมั้ยนั่นน่ะ เออ แต่มันก็เดินยิ้มแป้นของมันได้ 

สำคัญว่ามันเดินยิ้มแป้นคนเดียวไม่ว่านะ...ไอ้คนรอบข้างยังยกมือไหว้มันอีกต่างหากนี่สิ มันยิ่งไปกันใหญ่น่ะ มันเลยไม่ยอมถอดหัวโขนลิเกออก ...บางทีมันก็รู้นะ แต่ไม่ถอดหรอก ถอดแล้วไม่มีใครไหว้

พอ Back to be normal กลับคืนสู่ธรรมดานี่ รู้สึกว่า..แหม น่าเสียดาย อามิสบูชา ...ได้นะ อามิสบูชา...มีนะ ผลของการปฏิบัติ มีมาเป็นระยะๆ บอกให้ ...แต่จะติดหรือเปล่าแค่นั้นเอง

เพราะนั้น ต้องบูชาธรรม เอาธรรมเป็นเครื่องบูชา เอาความจริงเป็นเครื่องบูชา เคารพในธรรม ต่อธรรมที่จริงเท่านั้น ไม่จริงไม่เคารพ เคารพธรรมอันเดียว

อันไหนถ้าเอะใจ สงสัย ลังเลว่าไม่ใช่ ไม่จริง...อย่าไปเคารพนบนอบมัน เดี๋ยวจะหลง ...ขึ้นชื่อว่าเหล้าน่ะ ยังไงก็เมา ฮึ้ย ว่าเสือสิบเอ็ดตัว ดองลงไปนี่เป็นยานะ ...ก็เมา 

เดี๋ยวตัวที่สิบสองจะมา ...มันกินแค่สิบเอ็ดตัว เดี๋ยวตัวที่สิบสองมันโผล่มา เดี๋ยวรู้เอง ยังไงก็เมา ...โด่ไม่รู้ล้ม กลิ้งกลางดง พญาเสือโคร่ง ช้างกระทืบโรง เห็นมั้ย ตัวยาดีๆ ทั้งนั้น ผสมเหล้าแล้วชูกำลัง 

แต่เมาทั้งนั้น ยังไงก็เมา ...ขันธ์ห้าเนี่ย โลกเนี่ย...เหมือนเหล้า อย่าได้ผสมคลุกเคล้ากินเข้าไปเชียวนะ อย่าได้แตะ อย่าได้เสพเชียวนะ ...นิดนึงก็เมา หน่อยนึงก็เมา

แต่เราบอกให้ เราถามก่อนว่า...เหล้านี่มันไม่มีมือไม่มีตีนเดินมากรอกปากเราใช่ไหม เขาไม่เคยเดินมากรอกปากเจ้าของเลยนะ เราน่ะไปยกเขามากิน

มันพอใจที่จะกิน ชอบรสชาติในการกิน ชอบผลของการกิน แล้วมันได้อรรถรสคือเวทนา ...มันกินจนเป็นแอลกอฮอลิซึ่มน่ะ คือมันเป็นลิซึมก่อนเราเกิดอีก

ตั้งแต่เรายังไม่เกิด จิตไม่รู้ดวงนี้ มันเป็นแอลกอฮอลิซึ่ม เหมือนคนติดเหล้าเมามายน่ะ ไม่ฟื้นไม่สร่างเลยน่ะ ไม่สร่างจากความมึนเมาในขันธ์ในโลก มีหรือมันจะไม่กิน

เหมือนน้ำตาลกับมด น้ำตาลใกล้มด เหมือนขี้เหล้าใกล้ยาดองเหล้าน่ะ แล้วมันก็จะสรรหาแต่เหล้ารสเลิศขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีหรอกที่มันจะถอนตัวมันเองออกมาได้ หรือให้มันกินจนเบื่อ ...ไม่มีน่ะ

มันเมามาตั้งแต่ก่อนมันเกิดอีก ...เพราะนั้นเวลาขี้เหล้ามันอยากกินเหล้าแล้วไม่ได้กินน่ะ มันเป็นไง ...ทรมานนะ มันเป็นทุกข์ มันฝืนใจ ดูเหมือนมันไม่ค่อยคล่องคอ คล่องหูคล่องตาเลยนะ มันอึดอัด


(ต่อแทร็ก 6/26  ช่วง 3)