วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

แทร็ก 6/12 (2)


พระอาจารย์
6/12 (550101A)
1 มกราคม 2555
(ช่วง 2)


(หมายเหตุ : ต่อจากแทร็ก 6/12 ช่วง 1

พระอาจารย์ –  แต่ธรรมอันเดียวนี่มันไม่ได้หมายความว่า มันมีหน้าตาเดียวนะ 

หน้าตามันอาจจะเป็นสีดำสีแดงสีขาว หน้าเป็นพระเอก หน้าเป็นผู้ร้าย หน้าเป็นนางเอก หน้าเป็นตัวโกง หน้าเป็นเสนาบดี หน้าเป็นลูกสมุน เป็นหมูหมากาไก่ ...ได้หมด ก็ถือเป็นธรรมเดียวที่เกิดขึ้นตรงนี้

นั่นแหละ มันก็จะสงเคราะห์ลงในธรรมหนึ่งจิตหนึ่ง ศีลสมาธิปัญญาก็จะสงเคราะห์ ตะล่อมกลับมาอยู่ในธรรมหนึ่งจิตหนึ่ง...จิตหนึ่งธรรมหนึ่ง เอกังจิตตัง เอโกธัมโม 

เอกังจิตตัง เอโกธัมโม ...เกิด-ดับ เหลือแต่ของที่เกิดขึ้นตั้งแล้วก็ดับ เป็นธรรมเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับ

รูปก็เป็นธรรม นามก็เป็นธรรม กายก็เป็นธรรม จิตก็เป็นธรรม ธรรมก็เป็นธรรม เวทนาก็เป็นธรรมอันหนึ่ง ไม่มีอะไรไม่เป็นธรรม ...ทุกอย่างเป็นธรรมอันเดียว ตั้งอยู่ตรงนี้ ตามเหตุปัจจัยอันควร

เมื่อมีเหตุปัจจัยมาเสนอสนองมัน สังเคราะห์มัน มันก็ยังตั้งอยู่ต่อไป ....เมื่อเหตุปัจจัยนั้นแปรปรวนเปลี่ยนแปลงปุ๊บ อาการตั้งของมันก็จะแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป...ตามเหตุปัจจัยที่แปรปรวน 

เมื่อหมดเหตุปัจจัยในการเข้ามาสังเคราะห์ประคับประคองมัน เหตุที่ตั้งอยู่นั้นก็ดับไปเป็นธรรมดา ...นั่น มันเห็นตรงอย่างนี้ มันเห็นตรงอยู่แค่นี้ ไม่เห็นเรื่องอื่นเลย 

แล้วมันก็จำแนกอยู่ตรงนี้ ของสองสิ่งๆๆ ตรงนี้ ...มันเป็นทางเดียวเท่านั้นน่ะ ไม่มีทางอื่นเลย  แล้วเราก็ไม่เห็นว่ามันมีอุบายอื่นเลยน่ะ มันไม่เรียกว่าอุบายด้วย ...ก็รู้ตรง รู้ชัด รู้เห็นอยู่ทุกขณะอย่างนี้ไป

พอมันเริ่มคิด พอมันเริ่มค้น พอมันเริ่มหา ก็รู้แล้วว่ามันเบี่ยงออกไปแล้ว ...กลับมา รู้อยู่เห็นอยู่ตรงนี้ อะไรก็ได้ ที่มันเป็นปัจจุบัน เข้าใจมั้ย 

ถ้ามันยังเบี่ยงบ่ายๆ อยู่เรื่อย...ต้องตั้งมั่น ให้มั่น...ที่รู้ ให้มั่นก่อน เพราะแปลว่าขณะนั้นจำไว้เลยว่า...สมาธิด้อย อ่อนแอ  ไม่มีสมาธิ จิตไม่ตั้งมั่น

ก็พยายามน้อมลงที่ รู้ๆๆๆ บ่อยๆ แล้วก็ย้ำอยู่ที่รู้ ...ให้รู้มันตั้งเด่นเป็นสง่าของมันอยู่ภายใน แน่วแน่อยู่ภายใน แล้วมันจะไม่คลาดเคลื่อนจากธรรมที่อยู่เบื้องหน้ามัน ...จากนั้นไปก็จะเก็บเกี่ยวปัญญาไป...ไตรลักษณ์ๆๆๆ  

เมื่อมันยิ่งเห็นไตรลักษณ์ เห็นความเป็นธรรมดาของการเกิด เห็นความเป็นธรรมดาของการตั้งอยู่ และเห็นความเป็นธรรมดาของความดับไปมากขึ้นๆ เท่าไหร่ ...ใจยิ่งคลายออกจากความหมายมั่นในธรรมทั้งปวง 

มันคลายออก ...ไม่รู้ว่าคลายออกจากรูปหรือนามนะ แต่มันจะรู้ว่ามันคลายออกจากธรรมทั้งปวงที่ปรากฏ...มันเบา ...เพราะนั้นเมื่อมันเบาปุ๊บ มันก็เหมือนกับมีอะไรเกิดขึ้นก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรดับไปก็เหมือนไม่มีอะไรดับไป 

แน่ะ มันจะเบาอย่างนั้น คือมันจะไม่สนใจเลย ไม่ให้ความสำคัญเลยว่า ...ไอ้การตั้งนี่เป็นความหนัก ยิ่งถ้ามากขึ้นแปลว่าหนักมากขึ้น เวลาหายไปมันจะรู้สึกว่าเบา

เนี่ย พอมันเห็นความเป็นธรรมเสมอกัน หรือว่าเป็นความที่ไม่มีสาระแก่นสารใดๆ ในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ...ตั้งอยู่เหมือนไม่ได้ตั้ง ดับไปเหมือนไม่ได้ดับ ...คือมันมีค่าเป็นปกติเดียวกันหมด ขณะเกิด ขณะตั้ง และขณะดับ

สำรวจใจเอาจะรู้ ...นั่นแหละคือผล นั่นคือผลของการที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง  มันจะได้เกิดผลอย่างนั้น คือความจางคลาย คือความเบาบาง คือความละออกคลายออก จากความเหนียวแน่นในการหมายมั่นในธรรมที่ปรากฏ 

อะไรที่เกิดขึ้นน่ะคือธรรมที่ปรากฏ ...แล้วเราก็ติด แล้วเราก็ยึด แล้วเราก็ถือ เราก็แบกมัน เราจริงจังกับมัน โดยความไม่รู้ตัว

เพราะนั้นเบื้องต้นเบื้องแรกนี่ คือสติ ...เรียกว่าสติเป็นใหญ่ เป็นอุปกรณ์แรก ที่จะคัดกรองขันธ์กับใจออกจากกัน ให้เห็นเป็นของสองสิ่ง ...เบื้องต้นต้องแยกใจออกมา จากขันธ์ จากโลกก่อน ด้วยอุปกรณ์แรกคือสติ

พอแยกได้แล้ว เห็นเป็นของสองสิ่งดีแล้ว พยายามตั้งมั่นอยู่ในที่อันเดียว...คือใจ เพราะใจมีที่เดียว ใจเป็นที่เดียว คือใจรู้มีอันเดียว ...แต่ไอ้ของอีกสิ่งนึงคือไอ้ที่ถูกรู้นี่มันมีหลายอย่าง 

มันเป็นของหลายอย่าง จะไปตั้งกับอะไรดีล่ะ เข้าใจมั้ย ไม่รู้จะตั้งกับอะไรดี ...เหมือนกับพวกโยมบางคนก็มาถาม ผมจะเริ่มจากกายหรือเวทนาหรือจิตหรือธรรมดี หรือจะเอาพุทโธดี หรือจะเอาลมหายใจดี

เราบอกว่าของหลายอย่างน่ะ แหม มันซะป๊ะน่ะ...สะเปะสะปะ มันไม่รู้จะตั้งตรงไหน มันก็มีปัญหาสิ ก็บอกว่าต้องตั้งในที่อันเดียว ที่มีที่อันเดียว ที่มีที่เดียว...คือใจ นั่นน่ะ หรือเรียกว่าสัมมาสมาธิ...เป็นหนึ่ง 

เป็นหนึ่งนะ ...สมาธิถึงว่าเป็นหนึ่งนะ เพราะมันมีสิ่งเดียวที่ตั้งได้ สามารถตั้งได้ ....และพระพุทธเจ้าบอกให้ตั้งตรงนั้นแหละ ที่อันเดียวคือใจ นั่นน่ะ จึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิ

เพราะนั้นถ้าจะไปตั้งอยู่กับพุทโธน่ะ  เอ้า อีกคนก็ว่า "ไม่ได้ ต้องตั้งกับลมหายใจ" ... เอ๊อะ มันก็เริ่มเถียงกันแล้ว พุทโธดีหรือลมหายใจดี ...เราบอกไม่ดีทั้งคู่ มันผิดทั้งคู่น่ะ 

เพราะมันไม่ใช่ เพราะมันเป็นของหลายสิ่งน่ะ  มันเป็นเพียงอุบาย ที่จะตะล่อมกลับสู่...ใจ...ใครเป็นคนรู้พุทโธ ใครเป็นคนรู้ว่าลมเข้าลมออก ใครเป็นคนรู้ว่านั่ง ยืน เดิน นอน อันนี้ก่อน เข้าใจมั้ย

ให้มันตั้งมั่น ตามลำดับ แล้วมันจะไม่สงสัยลังเล ... ไม่งั้นเราจะลังเล เหลาะแหละ ...เหลาะแหละก็เหมือนกับอ่อนแอปวกเปียก ...มันไปด้วยความปวกเปียก 

โซซัดโซเซ ...เหมือนคนเมาเหล้าเดินน่ะ เดินไม่ตรงทางหรอก เดินไปก็ล้มไป เดินไปก็ตกท่อตกร่อง ไปนอนข้างถนนก็มี ...นั่นน่ะคนเมา

ต้องตั้งให้ตรงก่อน ตั้งใจให้ตรง ให้มั่น ให้รู้ ให้ตื่น อยู่ภายในนั้น ...แล้วอาศัยความรู้ตื่นอยู่ภายในนั่นแหละ เป็นผู้เห็นจริงเห็นแจ้งในสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ขณะนี้...เรียกว่าปัจจุบันธรรม

เมื่อมันชัดเจนในปัจจุบันธรรมแล้ว นั่นแหละ มันจะเห็นธรรมในปัจจุบันนั้นจริงไปเรื่อยๆ ...ไอ้ที่ว่าจริงแล้ว มันยังมีจริงในนั้นอีก จริงกว่านั้นอีกๆ จริงเข้าไปเรื่อยๆๆ จน...อ้อ มันหมดแล้ว มันหมดความจริงแล้ว มันถึงที่สุดของความจริงแล้ว

เพราะนั้นไอ้ที่สุดของความจริงคืออะไร..."อนัตตา" ...อนัตตานี่คือสุดของความจริงแล้ว คือ สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่มีตัวตน  หมดสิ้นซึ่งตัวตน ...นั่นแหละคือธรรมที่สูงสุด 

เพราะสภาวธรรมที่เรารับรู้รับทราบในขณะที่มันตั้งอยู่นี่ เรียกชื่อใส่ชื่อทับๆๆๆ จนหาธรรมจริงธรรมแท้ไม่เจอน่ะ ...นี่ มันก็ลอกๆๆๆ ออก ลอกสมมุติออกๆๆ จนเหลือบางๆๆ เป็นอะไรไม่รู้ปรากฏอยู่ 

แล้วก็ไอ้อะไรไม่รู้ปรากฏอยู่นี่ จนสุดท้ายมันไม่มีอะไรน่ะ มันดับไปแล้วก็หายไปอย่างเนี้ย ...ตัวตนที่แท้จริงของมันก็แค่เป็นนิมิตชั่วคราวแล้วก็หายไปอย่างเนี้ย

นั่นแหละ ที่สุดของธรรม ที่สุดของความจริงของธรรมนั้นๆ ...ก็เรียกว่าเห็นเข้าไปถึงอนัตตา เรียกว่าอนัตตา...ก็เป็นธรรมอันหนึ่ง แล้วสุดท้ายแล้วธรรมทั้งหลายทั้งปวงคือ สัพเพ ธัมมา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตาทั้งสิ้น

แต่มันไม่ได้เห็นทีเดียว ครั้งเดียว ...มันเห็นไปเรื่อยๆ เก็บเกี่ยวธรรมไปเรื่อยๆ เก็บเกี่ยวความรู้ความเห็นในธรรมนี้ไปเรื่อยๆ 

บางทีบางอัน บางเรื่อง บางขันธ์ บางอารมณ์ บางความรู้สึก  ดูยังไง...อยู่กับมันเห็นกับมันเป็นปีเป็นเดือน ก็ยังไม่เห็นมันเป็นอนัตตาเลยก็ได้ ...มันแล้วแต่ปัญญา การติดข้อง การให้ค่ากับมัน 

ไม่เหมือนกันหรอก ...แต่ละสัตว์บุคคล วิบาก อุปนิสัย แล้วก็อาสวะ อนุสัยที่เกาะเกี่ยวเกาะกุมกันมา

บางคนก็ติดในบางอารมณ์ มองไม่ออกว่า...ไม่เห็นมันดับไปเลย ไม่เห็นมันมีความว่างความสูญในตัวของมันเลย มันก็เป็นตัวเป็นตนๆๆ เป็นเรื่องของเราๆๆ อยู่ตลอดอย่างนั้น 

ไม่เห็นมันเป็นเรื่องของธรรมดา ไม่เห็นเป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่เห็นมองเป็นปรากฏการณ์เลย ...มองกี่ที รู้กี่ที เห็นกี่ที มันก็ยังเป็นเรื่องของเราๆ อยู่นั่น ...นี่ บางคนมันก็ติดบางเรื่อง

แต่อาศัยความพากความเพียร ...ธรรมนี่เขาพิสูจน์ในตัวของเขาเองอยู่แล้ว เขาไม่บิดพลิ้วหรอก แล้วมันก็จะจำแนกแยกธรรมนั้นออกไปจนถึงที่สุดของธรรมนั้นเอง ธรรมเขาไม่เคยปกปิดความเป็นจริงหรอก

มีแต่ผู้ปฏิบัตินั้นแหละ ความเพียรไม่พอ ความอดทนอดกลั้นต่อธรรมที่แผดเผา หรือธรรมที่มันตั้งอยู่นั้นน่ะ มันไม่หน้าด้านรู้พอ ...เดี๋ยวก็หนี เดี๋ยวก็แก้ๆ เดี๋ยวก็หาอะไรมากลบเกลื่อน 

มันไม่ตรง ไม่รู้ตรง ไม่อดทนต่อธรรมที่แสดงสำแดงอาการอยู่อย่างนั้น ...ก็ต้องอาศัยความอดทน เจริญรักษาสติ รักษาใจรู้ใจเห็นไว้ให้มั่น แล้วก็เป็นเพียงผู้รู้ผู้เห็นที่ดี...ด้วยความอดทนแน่วแน่ในธรรมที่มันปรากฏน่ะ 

จะหนักหน่วง จะแผดร้อนขนาดไหน จะดูน่าเกลียดน่ากลัวขนาดไหน จะยึดมั่นถือมั่นกับมันขนาดไหน ...ช่างมัน เป็นผู้รู้ผู้เห็นที่ดี ตั้งมั่นอยู่ที่ผู้รู้ผู้เห็นไว้...ให้แน่วแน่

เหมือนนั่งเก้าอี้น่ะ อย่าลุก นั่งอยู่กับที่ อย่าลุก ...อย่าลุกไปไล่เขา ไปทำอะไร ไปจับเขาเขย่าหรือจับเขาขว้างออกไป...ไม่เอา  นั่งเฉยๆ อยากอยู่อยู่ไป อยากอยู่สลอนอย่างนี้ก็อยู่กันไป...ไม่ยุ่ง ไม่ว่าไม่กล่าวกัน 

จนกว่าเขาจะไปของเขาเอง อย่างเนี้ย นั่นคือจิตผู้รู้เป็นผู้รู้ผู้ดูที่ดี...คือนั่งอยู่กับที่เฉยๆ นั่นเรียกว่าสัมมาสมาธิตั้งมั่น แล้วก็มีสติคอยระวังเท่าทันอยู่ภายในนี้

และในระหว่างที่นั่งก็ดูเขาด้วยความเป็นกลาง ไม่ต้องไปว่าอะไร ดูความเป็นจริงที่เขายังอยู่ก็ยังอยู่ มันจะอยู่จนตายมั้ยล่ะ มันเที่ยงมั้ยล่ะ ดูไป มันจะแสดงความไม่เที่ยง หรือไม่แสดงความไม่เที่ยงเลย ก็ดูไป 

อย่าไปอยากแลบออกไปคิดค้นหาวิธีการ... "ยังไงๆ ถึงจะเห็นไตรลักษณ์ มันยังเป็นเที่ยงอยู่เลย มันดูทีท่ามันจะไม่ดับไปเลย" เนี่ย จนทนไม่ไหวลุกไปไล่เขาซะงั้นน่ะว่า...เออ ไม่เที่ยงแล้ว...อย่างเนี้ยไม่ใช่

มันเป็นธรรมที่ยังไม่ถึงกาลอันควร อย่างนี้ มันก็เป็นธรรมที่ปลอมปน ด้วยอำนาจของความปรุงแต่งจากความไม่รู้ ...มันก็เลยคลาดเคลื่อนจากธรรม 

มันก็เลยลังเลสงสัย แล้วมันก็เลย ..."เอ๊ะ จริงรึเปล่า แล้วทำไมมันยังยึดมั่นถือมั่นเหมือนเดิม เท่าเดิม หรือมากกว่าเก่าอีกวะเนี่ย" อย่างเนี้ย

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงน่ะ ไม่ทนเท่ากับความพากเพียรของผู้ปฏิบัติที่ตั้งมั่นอยู่ภายในหรอก ...อย่าไปเชื่อจิต มันก็คอยบอกว่า "ตายแน่ แย่แน่ หลงแน่ ติดแน่ ไปไม่ถึงไหนแน่ ถ้าไม่ไปทำอะไรกับมัน" 

อย่าไปฟังมัน ...รู้อย่างเดียว ดูอย่างเดียว เห็นอย่างเดียว  เฉยๆ นิ่งอยู่ที่รู้ นิ่งอยู่ที่เห็น ตัวรู้ตัวเห็นน่ะมันเป็นตัวนิ่งตัวกลาง อยู่แล้ว มันเป็นธาตุที่เป็นกลาง 

ก็นั่นน่ะ คือรักษาความเป็นกลางของภายในรู้นั้นน่ะ ...จริงๆ ไม่ต้องรักษาความเป็นกลางอะไรหรอก ตัวรู้นั่นน่ะคือกลางอยู่แล้ว...ตัวรู้ตัวเห็นน่ะ ผู้รู้ผู้เห็นน่ะ เขาไม่ได้ว่าอะไรอยู่แล้ว

ไอ้ตัวที่ว่าน่ะคือจิต จิตสังขาร จิตปรุงแต่ง มันแต่งเรื่องอยู่เรื่อย มันชอบแต่งเติมเขียนเรื่อง ...ถ้ายินดีกับมันก็เป็นเรื่องยาว ถ้าเรื่องยาวไม่จบ ก็มีภาคสองภาคสามต่ออีก...เอ้า นั่นน่ะมันเป็นนักเขียนตัวเอกเลย จิตสังขารน่ะ

แล้วก็ปล่อยให้มันร่อนเร่พเนจรออกมาเรื่อย แล้วก็สนับสนุนความปรุงความแต่งด้วยความไม่รู้ตัวด้วย เพื่อจะเอาผลประโยชน์จากมันด้วย ...พอมันแต่งได้ดีก็เอาไปขาย คือได้ความสุขไง นี่ได้ผลลัพธ์ผลงานจากจิตที่มันปรุงแต่งไว้

ที่มันหา แล้วมันได้ความสุข ได้ธรรมอันนั้น ได้ธรรมตัวนี้ อย่างนั้นน่ะ มันมีความภูมิอกภูมิใจ มีความสุข มีอัตตาตัวตนใหม่ขึ้นมาให้ได้เสพให้ได้เสวย ...มันเลยไปติดความปรุงแต่งโดยปริยาย

พอบอกให้ละให้เลิก ให้นั่งรู้โดยอยู่เฉยๆ นี่ มันเหมือนจะตายชักซะให้ได้ มันเหมือนจะดิ้นตายไปเลย ..."ถ้ารู้อยู่เฉยๆ คงตายแน่เลยกู" นี่ มันก็หลอกตัวมันเองไปเรื่อย

"ดูอยู่แค่นี้...จะไม่ได้อะไรนะ ปัญญาไม่เกิดนะ ไม่เห็นเป็นไตรลักษณ์ก็ไม่ได้นะ ไม่เห็นเป็นอสุภะก็ไม่ได้นะ แล้วมันจะละกายได้ยังไง มันจะราคะได้ยังไง...

มันจะละกิเลสตัวนั้นตัวนี้ได้ยังไง เยอะแยะไปหมดเลย ในอดีตเราเป็นยังงั้นยังงี้ นิสัยยังไม่เห็นมีอะไรดีขึ้นเลย" ... นั่นมันปรุงอยู่ตลอดอย่างนั้น เพื่อจะให้เคลื่อนออกไปจากดวงจิตผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น

พอทนต่อความปรุงแต่งภายในที่มันผลักด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทานนี้ไม่ไหว ก็ไหลตาม...ด้วยความไปเจตนาไปจงใจทำอะไรสักอย่าง หรือหาอุบายธรรมอย่างอื่นมาทดแทน ...ก็เลยเกิดความลังเลสงสัย

แล้วก็เลยเลือกหาว่า ..."เอ๊ะ คราวก่อนเคยใช้วิธีการนี้ แล้วมันดี  อ้าว มาคราวนี้ใช้วิธีการเดิม ไม่ดีอีกแล้ว" ... หาวิธีใหม่อีกแล้ว คิดใหม่ คิดต่อ หาไปเรื่อย 

มันไม่แน่นี่ ...นักปฏิบัติไม่แน่จริง ไม่เห็นของจริง ...ต้องแน่จริงๆ ต้องแน่วแน่จริงๆ ธรรมเป็นเรื่องจริง ...ถ้าผู้ปฏิบัติไม่จริงแล้วไม่มีทางเห็นของจริงหรอก 

เหลาะๆ แหละๆ อ้อๆ แอ้ๆ แก้ตัวไปแก้ตัวมา อ้างครูบาอาจารย์องค์นั้นบอก ครูบาอาจารย์องค์นี้บอก อ้างวิธีการอย่างนั้นเคยทำมาได้ผลอย่างนี้

สุดท้ายก็ทิ้งหลัก มันเป็นไปเพื่อจะทิ้งหลัก ไปเอาขยะที่ลอยไปลอยมาล่อหูล่อตาอยู่นั่นน่ะ ล่อให้เราออกนอกหลักอยู่นั่นน่ะ ...จนทนไม่ได้ก็ทิ้งหลักเลย 

พอทิ้งหลักก็จะเจอ...ไอ้ที่ว่าเป็นสวนดอกไม้ที่มันลอยมาเป็นแพน่ะ กลายเป็นขยะทั้งกองไปเลย ...หารู้ตัวไม่  สุดท้ายก็ทุกข์ น้ำหูน้ำตาไหล ท้อแท้อ่อนแออ่อนไหว หาทางกลับ หาทางออกไม่ได้ 

เหมือนอยู่ในเขาวงกตน่ะ ...เวลามันวนอยู่ในกระแสน่ะ กระแสความคิด กระแสความปรุง  ก็ออกจากความคิดก็ไม่ได้ ออกจากความปรุงแต่งก็ไม่ได้

สุดท้ายก็ความที่อาศัยเข้าไปในความคิดความปรุงแต่งมากๆ ขึ้นเรื่อยๆ นี่ ผลลัพธ์มันมีนะ มันมีวิบากนะ ...คือเวลาเราจะไม่คิดไม่ตามมันน่ะ มันไม่ยอมหยุดคิดเลยนะ 

ทั้งที่รู้อยู่ๆ รู้ว่าคิดด้วยน่ะ แต่มันก็จะคิดทั้งวันทั้งคืนให้เราเห็นเลยแหละ ...นั่นแหละ วิบากกรรม วิบากจากการใช้ความคิดไม่รู้จักจบสิ้นน่ะ หลงไปกับความคิด ใช้ความคิดจนเคยตัว เป็นอนุสัย

พอเราเริ่มมีปัญญาจะเท่าทันมัน ไม่ไหลไม่ตาม ไม่เข้าไปในความคิดหรือวนอยู่ในความคิดแล้ว มันจะไม่หยุดคิดเลย เนี่ย ...แล้วก็คราวนี้เอาแล้ว ตั้งมั่นก็ไม่ไหว ทุกข์ก็ทุกข์ ให้เลิกคิด มันก็ยังคิด 

นี่ก็รู้อยู่ๆๆ แต่มันก็ยังคิดอยู่ๆๆ อย่างนี้ เมื่อไหร่มันจะจบวะ...เดือดร้อนๆแล้ว ...ก็ต้องรับกรรมนั้นไป เป็นวิบาก เป็นเหตุเป็นผล ...ไม่มีใครทำหรอก ตัวเองน่ะแหละ ความไม่รู้นั่นแหละ 

ไอ้ความไม่รู้ที่มันเคยไปเกาะเกี่ยวอาศัยความคิดเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง อาศัยความเห็นเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง ...พอบทจะทิ้งจะขว้างมันแล้ว เอาแหละ กรรมวิบากก็มี มาแล้ว เป็นมโนกรรมขึ้นมาภายในนั่นแหละ

อย่างชอบเสียงเพลงชอบฟังเพลงอย่างเนี้ย เวลามานั่งสมาธินี่เสียงเพลงมันดังทั้งวันทั้งวี่เลย แว้วๆๆ ทำไมมันไม่ดับวะ ...จะไปโทษใครไม่ได้นะ มันชอบมาก่อนน่ะ 

ก็มันเดินร้องเพลง มันเดิมฮัมเพลงอยู่ในใจเสมอมาน่ะ ...เวลาจะมาหยุดนิ่งเฉยๆ ปุ๊บ ...เอาแล้ว ท่อนฮุคก็มาแล้ว เดี๋ยวก็ท่อนสร้อย เดี๋ยวก็ท่อนฮุค วนอยู่นั่นน่ะ ซ้ำอยู่นั่นน่ะ

จะแก้ยังไง ...ไม่แก้ อดทนอย่างเดียว อดทนรับวิบากกรรมนั้น วิบากผลแห่งการเคยชิน เป็นกรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากความเคยชิน ...เป็นอาจิณณกรรมหนึ่ง แต่เป็นอาจิณณกรรมพวกนี้ถือว่าเป็นลหุกรรม เบาๆ

แค่เบาๆ แค่นี้ก็ยังหงุดหงิดรำคาญมันแล้ว หงุดหงิดรำคาญตัวเองนะ บางครั้งก็หงุดหงิดรำคาญตัวเอง ...ก็ต้องรู้อีกว่าหงุดหงิดรำคาญตัวเอง กลับมาอยู่ที่รู้ไว้ เอารู้เป็นที่พึ่งที่เดียวเท่านั้น...จึงจะรอด 

ถ้าออกนอกรู้ไปน่ะเสร็จ โดนเชือด คือจะไหลตามมันไม่จบไม่สิ้นเลย ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันหรอก มันก็มุดหัวลงน้ำนั่นแหละ บอกให้

เพราะนั้นหลักน่ะ มีหลักเดียว ...อุบายน่ะ ล้านแปด ... ครูบาอาจารย์ก็ล้านแบบการสอน ...แต่มีหลักเดียว คือหลักใจ

ถ้าอุบายไหนตรงต่อหลักใจที่สุด สามารถสงเคราะห์ตรงลงที่ใจได้มากที่สุด นั่นแหละ ดีที่สุดแล้ว ...แต่ถ้าฟังแล้วเข้าใจแล้ว แล้วลงที่จับใจได้เลย...นั่นยิ่งดีกว่าดีอีก

นักปฏิบัตินี่ ที่มันไม่ไปไหนกันเพราะมันรู้มาก ปฏิบัติมามาก หลายอาจารย์ ...พอจะมาเอาที่เดียวล่ะเอาแล้ว มันไปขัดแย้งกับอาจารย์องค์อื่นที่เคยได้ยินมา ...แล้วกลัว กลัวจะผิด กลัวจะช้า 

มันก็เลยว่อน ร่อนๆๆ อยู่ภายนอกนั่น ไม่รู้จะลงมือปฏิบัติวิธีไหนดี ...เลยรู้ไม่จริงสักที ไม่กล้ารู้จริงๆ ไม่กล้าทิ้งทุกอย่างแล้วเหลือแต่รู้อันเดียวน่ะ

ให้มันกล้าๆ ลงไป ...พระพุทธเจ้าท่านพูดไว้บอกไว้ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จลงที่ใจดวงเดียว ...ไม่สำเร็จที่อื่นหรอก 

แล้วยังไปหาอะไรกันอีก ยังไปทำที่ไหนกันอยู่ ไปปฏิบัติกันที่ไหน เมืองไหน ประเทศไหนอยู่ หือ ...มันก็ต้องปฏิบัติที่ใจที่เดียวนั่นแหละ จะไปปฏิบัติที่ไหนกัน 

จะไปที่พุทโธ จะไปที่นึกคิดไปเรื่อยเปื่อยอีกเหรอ หรือไปอยู่กับอดีตอนาคตอีกเหรอ หรือไปอยู่ตอนนั้นเวลานั้นอีกเหรอ ...มันมีที่ปฏิบัติอยู่ที่เดียว ไม่เจอก็หาให้เจอด้วยสติ ระลึกขึ้นมาให้รู้ แล้วก็รู้ไว้ รักษาใจไว้

ถึงเปรียบไว้ว่าใจนี่เป็นของที่มีค่าหาประมาณไม่ได้ รักษาใจ...เหมือนแม่รักษาลูก เหมือนแม่เลี้ยงลูก  ถ้าคนมีลูกจะรู้มันรักลูกขนาดไหน ให้เรารักษาใจเหมือนเรารักลูกของเรา 

ดูแลรักษาใจนั้นน่ะไว้ อย่าได้ไปทิ้งๆ ขว้างๆ เรี่ยๆ ราดๆ ...เอาให้มันมั่นลงไปในที่อันเดียว สติสมาธิปัญญา...มันก็เป็นอุบายเพื่อให้ลงถึงใจดวงเดียวเท่านั้น

เมื่อถึงใจดวงเดียวแล้วนั่นน่ะ ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะต้องทำอะไรมากกว่านี้มั้ย ...ที่ต้องทำคือรักษาใจนั้นไว้ รู้อยู่ในที่อันเดียว...จากนั้นไป ทุกอย่างมันจะเป็นไปตามองค์มรรค ไปตามครรลองของมรรคเอง 

แล้วเก็บเกี่ยวความรู้ความชำนาญ ความเห็นความเข้าใจ ... เพราะสิ่งที่มันรู้สิ่งที่มันเห็นนั่นแหละ...เป็นธรรม ...มันจะเริ่มจำแนกธรรมในตัวของมันเอง

ว่าอันนี้เป็นธรรม อันนี้ไม่เป็นธรรม อันนี้เป็นธรรมที่ไม่ตรง อันนี้เป็นธรรมที่ไม่ใช่ อันนี้เป็นธรรมที่ยังคลาดเคลื่อนอยู่ ...แล้วมันก็จะเห็นว่ามันคลาดเคลื่อนเนื่องจากอะไร 

จากตัณหา จากความอยาก จากความไม่อยาก จากความปรุงแต่ง จากความหมายมั่น จากความเชื่อ จากความเห็น ... นี่ มันก็จะแยกธรรมในตัวของมันเองนั่นแหละ

เมื่อมันแยกแล้วเห็นแล้วชัดเจนนี่  มันก็ละธรรมที่ไม่จริง ธรรมที่ไม่ตรงออกไป ...ให้เหลือแต่ธรรมล้วนๆ ธรรมเพียวๆ (pure) ธรรมเปล่าๆ 

อุปมาเหมือนกระดาษเปล่านี่ ที่เอาสีอะไรมาแต้มมาใส่ลงก็ได้ จะเขียนตัวหนังสืออะไรใส่ก็ได้ ...แต่จริงๆ มันเป็นแค่กระดาษเปล่า ปรากฏการณ์เบื้องต้นของมันจริงๆ น่ะ ...คือกระดาษเปล่า 

แต่บางครั้งมันปรากฏขึ้นมาพร้อมกับสีหรือตัวหนังสือ ...แล้วคราวนี้ถ้าเราไม่สนใจที่จะสังเกตดูด้วยความแยบคายแล้ว มันจะไปสนใจแต่ตัวหนังสือ หรือว่าสีสันหรือว่ารูปภาพ...ที่มันอยู่ที่กระดาษเปล่า 

แต่ว่าตัวธาตุแท้ของมันจริงๆ มันเป็นแค่กระดาษเปล่า ...รูปภาพสีสันตัวหนังสือเหล่านี้มาเขียนเติมเอาทีหลัง ...แล้วเราก็จะไปติดที่ตรงนี้ ที่มันเป็นแค่ตัวหนังสือยึกๆ ยักๆ หรือว่ารูปภาพยึกๆ ยักๆ ที่มันแสดงอยู่นั่นน่ะ

นั่นแหละคือความเห็นผิดที่ไปทาบทากับธรรมน่ะ ...ธรรมนั้นเลยกลายเป็นดูเหมือนไม่จริงไปเลย ...แต่มันมีความจริงอยู่ในตัวนั้น ...ดูดีๆ

จนกว่าเราจะแยกออกว่าจริงๆ ธาตุแท้ของมันเป็นแค่กระดาษเปล่า นั่นแหละธรรม ...แล้วเราจะเห็นเลยไอ้สิ่งพวกนี้มันแปดเปื้อนเจืออยู่ในธรรมนี้ 

เพราะนั้นต้องตั้งมั่น แล้วก็ดูด้วยความละเอียดถี่ถ้วน ...อะไรปรากฏขึ้นเกิดขึ้น ดูเฉยๆ รู้เฉยๆ  ดูมันไป ...แล้วมันจะจำแนกออกๆๆๆ ...จนไม่เหลือซาก 

ไม่เหลือไอ้ที่มันปลอมปน...ด้วยอำนาจของความไม่รู้ ด้วยอำนาจของความปรุงแต่ง ด้วยอำนาจของจิตที่มันเข้าไปให้ค่า ให้ความหมาย ให้ความเห็นต่างๆ นานา

อย่างที่เราบอกว่า...นั่ง...ก็จะเหลือว่า...ไม่มีใครนั่งน่ะ จนเหลือว่า...ไม่มีอะไรนั่ง จน...ไม่มีนั่ง  นั่นแหละ มันดูไปดูมา มันจะเห็นกายไม่มีกายในกายนั้นน่ะ เห็นไม่มีเราในกาย และก็ไม่มีกายในกาย ...นั่นน่ะว่าง 

เมื่อเห็นว่างหมด มันไม่มีอะไรเหลือแล้ว เหลือแต่ใจดวงเดียวเท่านั้นน่ะ เหลือแต่ใจ ...ก็เรียกว่าที่สุดของธรรมสองสิ่งนั้น เหลือแต่ใจเปล่าๆ ที่ไม่มีใครอยู่ในใจนั้นด้วย

นี่คือปัญญา การออกจากความไม่รู้ หรือว่าการเอาความไม่รู้ออกไปจากธรรม ...มันก็ตรงลงไปที่ธรรมอันเดียว มันก็ชัดเจนอยู่ในธรรมอันเดียว 

ทุกข์ไม่เกิดหรอก ...ทุกข์ที่เกิดจากการเข้าใจผิด ทุกข์ที่เกิดจากการเห็นผิด เป็นความเห็นผิดๆ ที่เข้าไปทาบกับธรรมนั้นไม่มี ...มันก็จะเหลือทุกข์ตัวเดียวคือตัวธรรมนั่นแหละคือตัวทุกข์ 

คือตัวที่ปรากฏอยู่โดยธรรมชาติมันเป็นทุกข์อยู่แล้ว ...อะไรปรากฏขึ้น ตั้งอยู่ ...อาการนั้นน่ะ เรียกว่าทุกข์เกิดแล้ว ... เมื่อทุกข์นั้นเกิด ทุกข์นั้นย่อมมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา...ท่ามกลางคือความแปรปรวน ที่สุดคือความดับไป

เพราะนั้นไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นปรากฏขึ้น ท่านเรียกว่าทุกขสัจ แต่เป็นทุกขสัจซื่อๆ ในตัวของมันเอง  

แต่มันจะมีทุกข์ซ้อนทุกข์นั้นเข้าไป ...คือทุกข์ที่เกิดจากความเห็นผิด เข้าไปให้ค่า เข้าไปให้ความเห็น เข้าไปตีตรา เข้าไปสมมุติเอา ว่านั่นอย่างนั้น ว่านี่อย่างนี้ ว่านั้นอย่างโง้น ว่าควรจะอย่างงั้นอย่างงี้

พวกนี้เป็นการเข้าไปหมายเอาทีหลัง ด้วยความเห็นผิดจากจิตไม่รู้  มันก็เลยมีทุกข์ซ้อนทุกข์ขึ้นมา ...เพราะงั้นยิ่งหมายออกไปไกลเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้นที่ซ้อนมา

ถ้ายังวนเวียนอยู่ในความปรุงแต่ง ไม่หยุดจากความปรุงแต่ง ทุกข์นั้นก็สะสมอยู่ภายในนั้น ...นี่คือทุกข์อุปาทาน 

แต่ไอ้ตัวทุกขสัจนี่เขาจะมีความเสมอเท่าเก่า เป็นธรรมดาของเขาอย่างนั้น เป็นธรรมดา เกิดยังไงดับอย่างงั้น นานแค่ไหนก็แค่นั้น ...ไม่มีเจตนา ทุกข์นี้ไม่มีเจตนา เพราะมันไม่มีความเป็นสัตว์เป็นบุคคล

ใจนี่เมื่อมันรู้ไปเห็นไป รู้ไปเห็นไป ด้วยความเป็นกลางอยู่เสมอนี่แหละ มันจะแยบคายในสิ่งต่างๆ ที่เรียกว่ารูปธรรมนามธรรมนี่เอง ...ทีละเล็ก ทีละน้อย 

อย่ารีบ อย่าโลภ อย่าเอาเร็ว ...เอารู้ไว้ก่อน เอารู้มากๆ เอารู้ชัดๆ  แล้วมันก็ค่อยๆ พอกพูน เพิ่มพูนปัญญาไปตามลำดับ ละเอียดจนถึงสุดปราณีต จนถึงที่สุด จนถึงไม่มี ตั้งให้มั่น 

อย่าเอาแต่สติตัวเดียว...แต่ก็อย่าขาดสติ


(ต่อแทร็ก 6/13)


แทร็ก 6/12 (1)



พระอาจารย์
6/12 (550101A)
1 มกราคม 2555
(ช่วง 1)



(หมายเหตุ : แบ่งโพสต์เป็น 2 ช่วงบทความค่ะ)

พระอาจารย์ –  กลับมาตั้งมั่นอยู่ที่ใจ ...ไม่งั้นมันก็ล้มไปล้มมา ล้มไปล้มมา การปฏิบัติ ...ตรงนี้เรียกว่าอาศัยความเพียร เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ซ้ำซากลงไป ...อย่าท้อ อย่าขี้เกียจ  

หรือส่วนมากน่ะ มันจะไปล้มเลิกความตั้งใจนี่ ด้วยการที่ว่า...ไปหาวิธีอื่น เช่น กลับไปยุบหนอพองหนอต่อดีมั้ย กลับไปกำหนดพุทโธต่อดีมั้ย หรือว่าไปพิจารณาอสุภะมาเป็นกำลังดีมั้ย

เนี่ย มันจะเริ่มออกไปหาอุบายมา ...เพราะมันทนกับว่าจะทำมารู้ซ้ำซากๆๆ แล้วก็ล้มซ้ำซากๆ ไม่ไหว 

นี่ เขาเรียกว่าความเพียรอ่อน ความตั้งใจจริงน้อย จับปลาหลายมือ ...มันก็เลยไม่เข้าถึงธรรมตามจริงที่เป็นภาวนามยปัญญาให้ต่อเนื่องได้โดยตรง

เพราะนั้นไอ้ที่เราพูดทั้งหมดนี่ หรือว่าที่พูดถึงดวงจิตผู้รู้นี่ การกลับมาตั้งมั่น แล้วก็รู้เฉยๆ เห็นเฉยๆ โดยที่ไม่ต้องไปคิดไปหาความเป็นจริงของไตรลักษณ์อะไร ...นี่เป็นหลัก นี่คือหลัก ไม่ใช่อุบายด้วยนะ

ถ้ายังกลับไปหาอุบายอีก ...ก็คือเหมือนกำลังโตมาจนจะสี่ขวบแล้ว ยังจะกลับไปเป็นเด็กแบเบาะอีกเหรอ จะกลับไปนอนเปลให้แกว่งไกวอีกเหรอ ...ก็กำลังจะสองขวบแล้ว เดี๋ยวก็สามขวบสี่ขวบแล้ว 

เอ้า มันยังเดินไม่ถึงสักที ...กลับไปนอนให้เขาแบกหามแล้วกัน จะได้เร็วหน่อย ... เนี่ย มันล้มเลิกกันซะอย่างนั้นน่ะ ภาวนามันเลยไม่ไปไม่มา มันเป็นประเภทหาทางเลือกใหม่อยู่เรื่อย

นี่ ความอยากความปรุง...แล้วพวกเราไม่ทัน ไม่ทันความปรุงแต่ง ความอยากนั้น ...มันก็แล่นไปหาอุปาทานที่มันคาดไว้หวังไว้ว่า ..อันนั้นดีกว่ามั้ย อันนี้มันจะมาช่วยเรามั้ย คนนั้นเขาทำอย่างนี้แล้วเขาได้ผลอย่างเงี้ย ถ้าเรามาลองอย่างเงี้ยแล้วจะดีมั้ย นี่

มันปรุงตลอดเลยนะนั่นน่ะ...แล้วไม่ทัน ไม่รู้ตัวเลย ...ถ้ารู้ตัวแล้วก็ละสิ ...ไม่เอา รู้อย่างเดียว กลับมาอยู่ที่รู้นั่นแหละ ไม่มี ไม่เป็น ไม่ได้ ไม่เอา ...มรรคผลนิพพานก็ไม่เอา เร็วก็ไม่เอา ช้าก็ไม่เอา รู้อย่างเดียว 

เพราะไอ้ช้าเร็วนี่ก็เป็นความคิด มันเป็นเรื่องของความคิดความปรุง  แต่เรายังไม่เข้าใจว่าทั้งหมดนั่นน่ะ ตกอยู่ใต้อำนาจของความปรุงแต่ง ...เห็นมั้ย สติปัญญามันแยกไม่ออก 

ก็ต้องทู่ซี้โง่ไปก่อน ...ครูบาอาจารย์สั่งไว้ให้รู้อย่างเดียวก็รู้ไปเหอะ  รู้อย่างเดียว ไม่คิด ไม่หา ข้างหน้าข้างหลังไม่เอา ... เพราะตัวของเราเองนี่ ด้วยปัญญาของเจ้าของนี่ มันยังไม่แยกออกจากความปรุงแต่งได้ 

มันยังไม่มีปัญญาเห็นว่าทั้งหมดน่ะมันเป็นเรื่องของความปรุงแต่ง ...จิตมันหลอก จิตมันหลอกแล้วเราก็ยินยอมให้จิตมันหลอกไป ด้วยการกระทำตามจิตปรุงแต่งนั้นๆ 

โดยเข้าใจว่านั้นเป็นธรรม นี้เป็นธรรม แล้วจะได้ธรรมที่เหนือกว่า สูงกว่า ดีกว่า เร็วกว่า ...สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว บอกให้  ไปไม่ได้หรอก

เพราะทั้งหมดที่พูดนี่คือหลัก ...คือใจเป็นหลัก เอาใจเป็นหลัก ไม่เอาหลักอื่น


โยม –  ถ้าเราเคยปฏิบัติแนวสติปัฏฐานมาก่อน แล้วเราร้างไปพักใหญ่ แล้วเรากลับมา เราควรจะเริ่มที่...

พระอาจารย์ –  รู้กาย


โยม –  รู้กายก่อน ภาวนาใช้อุบายอะไรต่างๆ หรือว่ามาเริ่มที่รู้เลย

พระอาจารย์ –  รู้เลย ไม่มีอุบาย ...ถ้านั่งสมาธิก็กำหนดนั่งเฉยๆ รู้ว่านั่ง ...รู้เฉยๆ ไม่เอาอะไร สงบก็ไม่เอา พุทโธก็ไม่เอา ลมหายใจก็ไม่เอา นั่งเฉยๆ มันนี่ 

จะรู้เฉยๆ รู้ว่านั่ง แล้วมีอะไรเกิดขึ้นก็รู้ มีอะไรเกิดขึ้นก็รู้  ช่างหัวมัน รู้อย่างเดียว ...นั่นแหละ ไม่มีอุบาย ไม่เอาอะไรเป็นเครื่องยึด เข้าใจมั้ย ไม่เอาอะไรเป็นทุ่นให้เกาะ

เหมือนเราลอยคออยู่ในทะเล ว่ายน้ำก็ไม่เป็น ผลุบๆ โผล่ๆ ดิ้นรนไปมา เดี๋ยวก็จมๆ นี่ ...แล้วมันก็ไหลไปตามกระแสน้ำอยู่ตลอดแล้วแต่มันจะพัดพา เดี๋ยวแรงเดี๋ยวค่อย ว่ายน้ำก็ไม่ได้ ...ก็จมไปจมมาอยู่อย่างนั้น

พอเริ่มมาปฏิบัติ ...ก็เหมือนกับว่า มีขอนไม้ขอนหนึ่งลอยผ่านมา แล้วก็จับขอนไม้ไว้  เพราะมันว่ายน้ำไม่เป็น ยังไงมันก็คว้าเอาไว้ก่อนใช่มั้ย  นั่นแหละ อุบาย ...เข้าใจคำว่าอุบายมั้ย

เพราะนั้นอุบายนี่ ขอนไม้ก็ได้ ซากศพก็ได้ อะไรลอยมามันก็ต้องจับ ...เพื่ออะไร ไม่ให้มันจมน้ำ ...เอ้า พอซากศพหายไป หรือว่าทิ้งซากศพแล้วไปเห็นเป็นเรือเล็กๆ ลอยมา ก็คว้าเรือ มันก็คืออุบาย ...เข้าใจคำว่าอุบายมั้ย เพื่อไม่ให้จม

แต่เราถามว่าไอ้ศพที่ลอย หรือว่าไอ้กอสวะที่ลอยผ่านแล้วเราจับมันนี่ มันลอยตามน้ำมั้ย ...เออ มันก็ยังลอยอยู่นะ เพียงแต่ว่ามันพยุงไม่ให้เราจม แต่ว่ามันก็ลอยไปตามกระแส ...ลอยไปลอยมาเดี๋ยวตัวมันเองก็จม

เพราะนั้นอย่าไปยึดอุบาย


โยม –  คือว่าถ้าว่ายน้ำเป็นแล้ว เราก็ไม่ต้องไปยึดอุบาย

พระอาจารย์ –  ว่ายน้ำไม่เป็นหรอก ...ว่ายน้ำเป็นแล้ว แล้วโยมจะไปไหน จะว่ายไปไหน หือ จะไปไหนดี ... รู้ที่หมายที่ไปรึยัง ไม่รู้...จะว่ายไปเอาอะไร หือ จะเอาอะไร 

จะว่ายไปไหน จะไปนิพพานรึเปล่า แล้วนิพพานน่ะเขาเขียนป้ายว่านิพพานมั้ย 'เฮ้ย นิพพานเว้ยเฮ้ย ว่ายมาถึงแล้ว' ...ถูกหลอกรึเปล่า นิพพานจริงรึเปล่า เชื่อได้รึเปล่า ใช่มั้ย มันนิพพานหลอกก็ได้นี่

ถ้าเกิดไปตรงนั้นแล้วมันว่างสบาย ไม่มีใครสัตว์บุคคลเลย มันก็ว่า "เนี่ย ใช่เลยนิพพาน กูนอนตรงเนี้ย" เข้าใจว่าเสร็จสำเร็จแล้ว มารู้ตัวอีกที...อ้าว มาเกิดซะแล้ว เป็นงั้นไป ไหงกูว่ากูนิพพานแล้ว ทำไมกูมาเกิดได้ยังไงวะเนี่ย ... ถูกหลอกอีกแล้วครับท่าน

ถึงบอกว่า “หลัก”  เข้าใจคำว่า “หลัก” มั้ย ท่านให้จับหลักไว้ ...เหมือนกับมีหลักอยู่กลางมหาสมุทร จับไว้ กอดไว้  อย่าไหล อย่าไหลไปตามกระแส มันจะพาไปไหน ...เห็นอะไรลอยมาลอยไป อย่าไปเกาะ 

เพราะมันก็ไหลอีกเหมือนกระแสน้ำ เข้าใจมั้ย ...ถึงจะไม่จม ถึงจะอยู่ได้ อาศัยมันได้ดี หายใจได้สะดวก ไม่เปียกไม่ปอน  แต่เดี๋ยวมันก็จม แล้วมันก็ไหลไปเรื่อยเหมือนกัน

อยู่ที่หลัก ที่เดียว ไม่ไปไม่มา ...นั่นแหละ แล้วมันจะเข้าใจ มันจะเห็นความเป็นจริงของกระแสน้ำ เห็นความเป็นจริงของทุกสิ่ง ทุกสรรพสิ่ง คืออะไร

ใจคือหลัก ใจคือผู้รู้ในเบื้องต้น ...เพราะนั้นที่บอกให้จับหลัก คือหลักใจ...ผู้รู้ เข้าใจมั้ย  นอกจากผู้รู้ไปเหมือนของเศษสวะลอยมา อย่าไปสนใจมัน ...รู้อย่างเดียว 

มันจะอะไรก็ช่าง ไม่มีชื่อหรอก ไม่ต้องไปใส่ชื่อให้มัน ไม่ต้องไปสนใจมัน อย่างนี้ ...รู้อยู่ที่รู้ เห็นอยู่ที่เห็น แค่นั้นแหละ เอาให้มั่น ...เอาให้มั่นก่อน แล้วมันจะค่อยๆ หูตาแจ้งขึ้น 

มันจะแจ้งขึ้นจากตรงนี้ ...มันแจ้งอยู่ที่รู้ มันแจ้งอยู่ที่เห็น มันแจ้งอยู่ที่ใจผู้รู้นี่แหละ  มันสว่างมันก็จะเห็น เห็นกายตามจริง เพราะมันสว่าง ... ตรงที่รู้นี่มันสว่าง เวลาเราไปยืนอยู่ในที่ที่ไม่รู้นี่มันคือที่มืด

เวลาโยมไปยืนอยู่ในที่มืดแล้วโยมมองเห็นอะไรมั้ย เห็นลางๆ ใช่มั้ย  ก็ไม่สามารถจำแนกวิเคราะห์ได้ว่ามันเป็นอะไรชัดเจนใช่มั้ย เพราะมันมืด ...แต่ถ้าโยมถือไฟไปส่องดูนี่ โยมจะเห็นว่ามันคืออะไร เห็นมั้ย เห็น ยิ่งสว่างมากก็ยิ่งเห็นชัด

เพราะนั้นเมื่อใดที่ตั้งอยู่ที่ผู้รู้นี่ ตรงนั้นน่ะเหมือนเป็นที่สว่าง  มันมีแสงสว่างที่เห็น...เห็นชัดว่า เนี่ย กาย แล้วมันเห็นเข้าไปในกายนี้อีก ...แต่ก่อนมันเห็นว่าเป็นกายเรา คือมันยืนในที่มืด มันก็บอกว่าเนี่ยของเรา มันว่าอย่างนั้นน่ะ

แต่พอมาอยู่ในที่สว่างแล้วเห็นไป มันก็เห็นชัดเจนว่า มันก็เป็นแค่กายสักแต่ว่ากาย ... ไม่เห็นเรา...เริ่มไม่เห็นเราในกายแล้ว ใช่มั้ย ...ก็มีแต่กาย ไม่เห็นมีเราตรงนี้เลย ไม่เห็นมีเราติดอยู่ที่ตัวนี้เลย ...มันเห็น 

มันสว่างแล้วมันเห็นน่ะ รู้อยู่เห็นอยู่นี่ มันสว่างมันก็เห็นชัดเจนขึ้น ...จากนั้น รู้ไปเรื่อยๆ สว่างขึ้น ตั้งมั่นอยู่นี่ ดูกายเห็นกายไป จากที่เคยบอกว่าเป็นสักแต่ว่ากาย ...อ้าว ไม่เห็นกายแล้ว 

เออ จากที่ว่าตั้งแต่กายเรานี่ มันไม่เห็นว่าเป็นกายเรา เห็นว่าเป็นแค่สักแต่ว่ากาย ...ดูไปดูมา อ้าว ไม่เห็นกายแล้ว...เอ๊ะ ดูไปยังไงวะ ไม่เห็นกาย หือ เฮ้ย ธาตุก็ไม่เป็น ไม่เป็นอะไรเลย เนี่ย

เพราะกายไม่ได้บอกเลยว่ามันเรียกว่าอะไร มันไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นกาย มันไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นแขน มันไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่ามันเป็นเลือดเป็นเนื้อเป็นหนังเป็นกระดูกเป็นเอ็น ...มันบอกมั้ย ไม่มีคำพูดใช่มั้ย 

เออ แล้วมันจะบอกว่ามันเป็นกายได้ยังไง แน่ะ มันเห็นนี่ ...ยิ่งเห็นเข้าไปเรื่อยๆ นี่ มันก็เห็น...อ้าว หากายไม่เจอแล้ว ไม่เห็นกายเลย ... นี่ อย่าว่าแต่ "กายเรา" เลย ไอ้ "กายเรา" นี่ห่างไปอีกวานึงแล้ว เข้าใจมั้ย

คือ กายเรานี่ห่างไปไกลแล้ว ห่างจากธรรมที่เห็นตรงนี้แล้ว มันดูไป...อ้าว ไม่มีกาย  แล้วมีอะไร...ไม่มีอะไร ไม่รู้จะเรียกอะไรดี เป็นอะไรอย่างหนึ่งก็ไม่รู้

ดูไปอีก แจ้งลงไปที่กายนั้นอีก รู้เห็นแจ้งลงไปที่กาย ด้วยจิตผู้รู้นี่แหละ...ดับ เดี๋ยวก็ดับ เห็นแต่ความดับ ไอ้ที่เห็นอยู่นี่แป๊บนึงเดี๋ยวก็ดับแล้ว เปลี่ยนแล้ว ดับๆๆๆ


โยม –  แล้วถ้ามันดับหมดแล้ว เราไม่รู้จะไปรู้อะไร แล้วจะทำยังไง

พระอาจารย์ –  ถ้าคิดน่ะ มันก็สงสัย  คือถ้าคิดตามมันก็จะเข้าใจแค่ในระดับนึง ...แต่ถ้าถึงตอนนั้นน่ะมันไม่สงสัย ไม่เหลืออะไร บอกแล้วว่านอกจากใจดวงนี้ไป เกิด-ดับ ...เคยได้ยินคำพูดนี้มั้ย...นอกจากใจดวงนี้ไป เกิด-ดับ

เพราะนั้นถ้ากายดับแล้วมันจะเหลืออะไรล่ะ ก็นอกจากนี้น่ะมันดับอยู่แล้ว มันไม่เหลืออยู่แล้ว ...แล้วมันจะเหลืออะไร ก็บอกแล้วว่าก็เหลือแต่ใจ ...เมื่อมันเหลือแต่ใจแล้วมันจะอยู่ที่ไหนล่ะ ไม่ต้องไปหาแล้ว มันมีที่อยู่ที่เดียว นั่นแหละ

เพราะใจไม่เกิดไม่ดับ ใจที่แท้จริงไม่เกิดไม่ดับ เข้าใจมั้ย ...นั่นแหละ เมื่อนั้นแหละ โคตรภูญาณ เข้าใจมั้ย จนกว่ามันเห็นกายนี่ดับ เหลือแต่ใจ ...แล้วจากนั้นตรงที่เหลือแต่ใจดวงเดียวนั้นน่ะ ไม่ใช่ผู้รู้แล้ว เพราะมันไม่รู้จะไปรู้อะไร ...นี่เบื้องต้นนะ

เพราะนั้นแค่เห็นใจแค่ขณะนั้นน่ะ ...แค่ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ฟ้าแลบ แค่นั้นน่ะ เข้าสู่ใจสว่าง เข้าใจสภาวะใจที่ไม่มีประมาณ เป็นเนื้อเดียวกันในสรรพสิ่ง 

ขณะเดียวเอง ...ขณะเดียวเองแล้วมันก็กลืนเข้ามา รวมธาตุใหม่ ... เพราะมันยังไม่จบแค่นั้น ... นี่เขาเรียกว่ามาเซิร์ฟๆ ปัญญามาเซิร์ฟๆ ไว้ แค่นั้นเอง 

แต่ผลของมันคือมันจำได้ ...มันเห็นแล้ว มันเห็นที่สุดของธรรม ของส่วนธาตุของโลก ...มันเห็นที่สุดของธรรมในภาคของใจ ...แต่ยังไม่ขาดกันโดยสิ้นเชิงแค่นั้นเอง 

เพราะนั้น มันยังมี To be continue  มี ยังมีภาคสอง ภาคสาม ภาคสี่ต่อ ... ก็กลับมาทำเหมือนเดิมอีก ก็อยู่อย่างนี้ อยู่ที่รู้นี้แหละ อยู่ที่ผู้รู้อีก ...อยู่ที่ผู้รู้ไป แล้วก็อะไรก็รู้ไป รู้ชัดเห็นชัดไปกับทุกสิ่ง 

คราวนี้ มันเข้าใจในเรื่องของกายในระดับนึงแล้ว มันก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่แล้ว ... งั้นๆ น่ะ ...การรู้กายเห็นกายก็งั้นๆ แล้ว 

มันไม่สงสัยเท่าไหร่แล้ว ว่ากายนี้เป็นเรามั้ย กายนี้เป็นของเรามั้ย กายนี้เป็นสัตว์เป็นบุคคลมั้ย มันก็งั้นๆ  มันก็ไม่ค่อยเจาะจงล้วงลึกแยบคายกับกายเท่าไหร่แล้ว 

คราวนี้มันมาทำความแยบคายในส่วนของนามธรรมทั้งหมด ...ส่วนที่จับต้องไม่ได้แล้ว ส่วนที่เป็นความคิดบ้าง เป็นความเห็นบ้าง เป็นความจำได้หมายรู้บ้าง เป็นผัสสะ เป็นสุขเป็นทุกข์เป็นเวทนา...พวกนี้

ก็ทำแบบอีหรอบเดิมน่ะแหละ เหมือนเก่า หลักเดิมไม่เปลี่ยน ไม่หาวิธีใหม่ ...มันจะรู้เลย ไม่มีวิธีอื่น มันเป็นหลักเดียวเท่านั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่าไม่มีวิธีการอื่น

เพราะนั้นมันจะสิ้นสงสัย ในระดับหนึ่ง มันจะไม่สงสัยว่าจะทำยังไงดี ไม่สงสัยว่าจะปฏิบัติยังไงดี ไม่สงสัยว่าจะเข้านิพพานยังไงดี ไม่สงสัยว่าที่สุดของมันคืออะไรด้วยวิธีไหน ...ไม่สงสัยเลย 

ใครบอกว่าถูก ใครบอกว่าผิด ...ก็แล้วแต่มึงดิ กูก็รู้เหมือนเดิมนี่  ...ไม่เปลี่ยนเลย นั่น มันเป็นอย่างนั้น


เพราะนั้นว่า จุดสำคัญคือพวกเรานี่ไม่มีสมาธิ จิตตั้งมั่นไม่มี แล้วปัญญาน้อย คือไม่เห็นความเป็นสักแต่สัตว์ สักแต่บุคคล ...ไม่เข้าไปเห็น เพราะไม่ยืนอยู่ในที่ที่ควรยืน ไม่ตั้งอยู่ในที่ที่ควรตั้ง

มันไปตั้งผิดที่ผิดทาง ...ไปตั้งอยู่ที่สิ่งที่ถูกรู้ซะส่วนมาก ไปตั้งในสิ่งที่ว่าจะรู้อะไรดี จะหาอะไรมารู้ดี  แล้วก็คอยไปดัก ดักว่าจะรู้อะไร อะไรจะเกิดขึ้น กลัวไม่เห็น กลัวไม่ทัน ...มันจะไปติดตรงนี้แหละ

แล้วก็ไปคอย ไปสร้างโรงเตี้ยมไว้ดักหน้า...เมื่อไหร่มึงจะมาให้กูดูวะ เข้าใจป่าว ...คือเล็งว่าจะดูไอ้ตัวนี้ ตัวอื่นไม่สน มันไม่มาให้กูดูซะทีวะ นี่ เขาเรียกว่าไปสร้างเล่าเต๊งไว้รอ อย่างนั้น ...มันไม่เข้าใจ 

นี่มันเป็นการปรุงทั้งหมดเลย ...มันออกไปรู้...มันออกไปรู้ มันไม่รู้อยู่ มันไม่มีที่อยู่ ...ใจที่อยู่ เป็นที่อยู่ ...ต้องอยู่ที่ใจ ตั้งอยู่ที่ใจ ไม่ใช่รู้ออกไป ไม่ใช่ออกไปรู้

ไม่งั้นสติมันก็จะคลาดเคลื่อนออกไป มันก็กลายเป็นมิจฉาสติ ไม่ใช่สัมมาสติ ...ถ้าสัมมาสติมันจะต้องสงเคราะห์ลงที่ใจ เห็นใจ แล้วก็น้อมกลับมาที่ใจ ตั้งมั่นลงที่ใจ ก็เรียกว่าสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่น

คำว่าจิตตั้งมั่น คือจิตกับใจมันรวมเป็นหนึ่ง มันไม่แตกเป็นสอง ไม่แตกเป็นความเห็นอื่น  ถ้ามันจิตตั้งมั่นก็มีแค่รู้...รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ 

เพราะนั้นไอ้ตัวสิ่งที่ถูกรู้มันจะไม่ออกไปเป็นความเห็นที่สองว่า ไอ้สิ่งที่ถูกรู้นี่คืออะไรวะ หรือมันเป็นอะไร หรือมันเป็นดีหรือไม่ดีรึเปล่า ...ถ้าอย่างนี้มันออกไปสองสามสี่ห้าแล้ว เข้าใจมั้ย มันปรุงแล้ว...แล้วเราไม่รู้ ไม่ทันไงว่ามันปรุง 

ก็ไม่ต้องไปสนใจมัน รู้อย่างเดียวๆๆ รู้ไว้ก่อนๆ ...ไอ้ตรงนี้ซาๆ ไว้ก่อน ไอ้สิ่งที่ถูกรู้ข้างหน้านี่ อย่าไปสงสัยลังเลอะไรกับมัน จะกายก็ตาม จะรูปก็ตาม จะนามก็ตาม

เราถึงบอกให้รู้กายมากๆ ไม่ต้องไปคิดอะไรกับมัน รู้เฉยๆ ...นั่งก็นั่ง ลุกก็ลุก เดินก็เดิน ตรงเข้าไปแค่นั้น แล้วก็รู้ๆๆๆๆ ไว้ให้ชัด 

จิตจะเป็นหนึ่ง จิตกับใจจะเป็นหนึ่งเดียวกัน เรียกว่าดวงจิตผู้รู้ตั้งมั่นอยู่ภายใน มันจะไม่มีความปรุงแต่ง ...มันจะระงับความปรุงแต่งในขณะนั้น

แล้วมันจะตั้งมั่นๆๆ แน่นอยู่ภายใน แน่วแน่อยู่ภายในอย่างนั้น มันแน่วแน่อยู่ที่นั้น ...ไม่ต้องกลัวเพ่งเลย บอกให้ อย่ากลัวเพ่ง ...มันไม่ได้เพ่งหรอก  

ลักษณะนั้นมันแน่วแน่ด้วยสติสมาธิปัญญา ไม่ได้เกิดจากการเพ่งหรือกดข่ม  มันจะแน่วแน่ตั้งมั่นรู้ชัดอยู่ภายในนั้น ...แล้วไม่ต้องกลัวไม่มีปัญญา

จากนั้นไปมันจะมีสภาวะนึงที่แจ้งขึ้น คือภาวะที่เห็น...เหมือนลืมตาดูอยู่ข้างใน มันเห็น ...จากที่มันรู้ชัดๆ มันจะเห็น เห็นอาการ ...นั่นแหละญาณ มันจะเกิดภาวะที่เรียกว่าเป็นญาณทัสสนะขึ้น 

หรือว่าตัวสัมปชัญญะที่มันรู้เห็น เห็นรอบ เห็นอาการ เห็นกายโดยรวม เห็นกาย ในลักษณะที่เป็นของสิ่งหนึ่ง เหมือนฟองเต้าหู้ เหมือนตอไม้ เหมือนหุ่นยนต์ อะไรอย่างนั้น เป็นแค่ของอันนึง  

แล้วมันก็จะเห็นตามอาการของมันอย่างนั้น แต่ไม่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์นะ ...ถ้าวิพากษ์ออกมาปุ๊บนี่ มันแตกออกมาสามสี่ห้าแล้ว 

นี่มันจะต่างกับกุศโลบายของการพิจารณาที่เรียกว่าสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน  ซึ่งลักษณะนั้นจะต้องยกกายขึ้นมาพิจารณาเป็นข้อๆๆ หรือว่าเป็นเนื้อความภาษา เป็นแมสเสจ เป็นข้อความ

แต่ลักษณะของดวงจิตผู้รู้นี่ จะรวมเป็นหนึ่งเดียว...ไม่มีคิดเลย ... แล้วอาศัยความที่เรียกว่า สันทิฏฐิโก ...คำว่าสันทิฏฐิโกคือว่า รู้เองเห็นเอง 

รู้เองเห็นเองไม่ได้หมายความว่าตรัสรู้นะ หมายความว่าใจนี่เป็นผู้รู้เองเห็นเอง ให้ใจนี่เป็นผู้รู้เองเห็นเอง ให้ดวงจิตผู้รู้นี่เป็นผู้รู้เองเห็นเอง

ไม่ใช่คิดเอา ไม่ใช่วิเคราะห์ออกมาด้วยจินตา ไม่ได้จำมาแล้วก็เอาสมมุตินั้นสมมุตินี้ หรือภาษานั้นภาษานี้มาลงตีความหมายกับสิ่งที่มันเห็นนี้...ไม่เอา ...ให้มันเป็นสันทิฏฐิโก 

คือให้ใจมันรู้เองเห็นเองกับสิ่งที่อยู่ตรงนี้ ว่ามันเป็นอะไรกันแน่วะ...ซึ่งจริงๆ น่ะ แค่รู้เองเห็นเองแล้วมันตั้งอยู่เงียบๆ เฉยๆ ของมันนี่ มันก็ไม่มีความเป็นสัตว์บุคคลให้เห็นอยู่แล้ว มันเหมือนเป็นของสิ่งหนึ่งโดยตรงอยู่แล้ว

แต่ว่าเรายังไม่ชำนาญ เรายังแอบไปคิด แอบไปนึก แอบไปวิพากษ์วิจารณ์มันอยู่  คือแอบปรุงแต่งโดยที่ยังไม่ตั้งมั่นเพียงพอ ...ก็ไม่เอา พยายามรู้ทันไว้ แล้วก็กลับมารู้อย่างเดียว รู้เฉยๆ รู้เฉยๆ

แล้วก็ตั้งอยู่ที่รู้เฉยๆ นั่นแหละ ตั้งมั่นไว้ ให้มั่น เอาให้มั่น ...ไม่มั่นก็ต้องมั่นไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปรีบเจริญปัญญามากมาย ส่วนมากปัญญานั่นเป็นปัญญาฟุ้งซ่าน คิด แล้วพยายามจะเห็นให้เป็นไตรลักษณ์ให้ได้ ด้วยความอยาก

มันไม่ได้เห็นเองน่ะ มันอยากเห็น มันอยากเห็นไตรลักษณ์น่ะ ...ก็ยังไม่รู้อีกว่ามันอยากเห็น ใช่มั้ย มันอยากเห็นไตรลักษณ์ มันอยากเห็นความเกิดดับ มันอยากเห็นความไม่เที่ยง ...มันมีความอยากทำไมไม่เห็น ทำไมไม่รู้ว่าอยากเห็น

ก็ต้องรู้อีกว่าอยากเห็น...กูไม่เห็นหรอก กูไม่อยากหรอก...รู้อีกๆ  แปลว่าจิตมันยังแตกอยู่ ยังไม่เป็นสมาธิ ...เพราะสติ ศีล เป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา มันต้องเกื้อกูลกันอย่างนี้ เข้าใจมั้ย

และเมื่อศีลสมาธิปัญญาสมดุลดีแล้ว มันก็จะวนกลับมาเจริญสติ มาเกื้อหนุนสติ สติก็จะมาเกื้อหนุนศีล ศีลก็จะมาเกื้อหนุนสมาธิ สมาธิก็เกื้อหนุนปัญญา ...มันก็วนมาให้แนบแน่นๆ รวมกันไปอยู่อย่างนี้

อย่าเอาความอยากมาเป็นตัวนำ อย่าเอาความอยากได้ อยากเห็น อยากปฏิบัติถึง อยากเร็ว เหล่านี้ เป็นตัวนำ ...มันจะทำให้ธรรมนี่คลาดเคลื่อนไปหมด

รู้ไว้ก่อน รู้ไว้อย่างเดียว  มีปัญหาอะไร...รู้ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น...รู้  อยู่ที่รู้ อย่าไปอยู่ที่ปัญหา อย่าไปอยู่ที่สงสัย อย่าไปอยู่ที่คิด อย่าไปอยู่ที่นึก อย่าไปอยู่ที่อดีต อย่าไปอยู่ที่อนาคต อย่าไปอยู่ที่เรื่องราว

อยู่ที่รู้ ตั้งให้มั่นก่อน ฐานให้แน่น  ตั้งฐานให้มั่นคงด้วยสติและสมาธิก่อน จากนั้นไปการเห็นนี่มันจะเริ่มเห็นชัดขึ้น ในสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ามันน่ะ ไม่ว่าจะเป็นกายก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี 

มันก็รู้เป็นแค่อะไร วูบๆ วาบๆ แค่นั้นแหละ ไม่รู้จะเรียกอะไรดี  และอย่าพยายามหาชื่อไปใส่มัน ...เพราะสิ่งที่มันเห็นในขณะนั้นน่ะเรียกว่า ใจดวงนั้น ผู้รู้นั้น ใจผู้รู้ดวงนั้น มันเห็นธรรมตามจริงแล้ว

เพราะธรรมตามจริงมันไม่เป็นอะไร ไม่มีชื่อ ไม่มีภาษา คือมันเห็นกายปรมัตถ์ เห็นนามปรมัตถ์ ...ไอ้คำว่าสักแต่ว่าๆ นั่นน่ะ คือกายปรมัตถ์ นามปรมัตถ์ คือรูปปรมัตถ์กับนามปรมัตถ์

เพราะนั้นคำว่ารูปปรมัตถ์นามปรมัตถ์ ตัวรูปนามนั้นเป็นกลาง ไม่ดีไม่ร้าย ไม่ถูกไม่ผิด ไม่เป็นของของใครคนใดคนหนึ่ง แน่ะ มันจะเห็นอย่างนั้น

แล้วจากนั้นไปไอ้ตัวปรมัตถ์ธรรม ที่เป็นรูปปรมัตถ์นามปรมัตถ์นี่  มันจะแสดงธรรม...ตามธรรมอันควร ...ควรตั้งมันก็ตั้ง ควรเกิดขึ้นอีกมันก็เกิดขึ้นอีก ควรดับมันก็ดับ 

เนี่ย มันจะเป็นไปตามธรรมที่ปรากฏของมันเอง ด้วยอาศัยเหตุและปัจจัย ...ไม่อาศัยเรา ไม่อาศัยความอยาก ไม่อาศัยความไม่อยาก เนี่ย มันก็จะเป็นธรรมตามธรรม 

เพราะนั้น ตัวนี้ ตัวธรรมนี่ รูปธรรมนามธรรม หรือรูปปรมัตถ์นามปรมัตถ์นี่ก็จะเป็นปกติธรรม ...คำว่าปกติธรรมนั่นก็คือความหมายของคำว่าศีล...ศีลวิสุทธิ 

เพราะนั้นจิตที่รู้เห็นเป็นปกตินี่ ก็เป็นจิตที่มีศีลวิสุทธิ  คือเป็นปกติรู้เห็นธรรมดา ไม่ว่า ไม่กล่าวขานกัน ไม่เนื่องกัน ไม่ไปออกความเห็นกับมัน ...ทุกอย่างตรงต่อธรรมหมด สองสิ่ง ปั๊บ

เพราะงั้นที่เห็นแค่เนี้ย ลักษณะที่รู้ปกติ เห็นปกติ กับธรรมที่ปรากฏขึ้น ตั้งอยู่เป็นปกติ ดับไปตามปกติ ไม่มีใครเข้าไปยุ่งกับมันนี่ ...ภาวะนี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิเพราะอะไร ...เพราะมันรู้ชอบ เห็นชอบ  ไอ้ที่มันรู้ ไอ้ที่มันเห็นนี่ เป็นธรรมอันชอบ ไม่มีธรรมอื่นแล้วนอกจากที่ปรากฏนี้  มันเป็นอย่างนี้ ดีก็ไม่บอก ร้ายก็ไม่ว่า ...มันเป็นปกติธรรมดาของมัน ตามธรรม

เพราะนั้นใจที่เห็นอยู่อย่างนี้ ชัดเจนอยู่อย่างนี้ แล้วไม่มีการคลาดเคลื่อนจากตรงนี้  นี่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ นี่เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา ...พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า นี่แหละ คือทางสายเอก 

มันเอกน่ะ ไม่มีสองน่ะ ไม่มีทางอื่น เพราะยังไงมันเห็นธรรมอันเดียวแค่นี้...จิตหนึ่งธรรมหนึ่งเท่านี้

นอกจากนี้ไป...ละ นอกจากนี้ไป...ละ  มันจะออกไปหา มันจะออกไปเห็น มันจะออกไปคิดเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากที่มันเห็นตรงนี้...ละ 

เห็นมั้ย มันก็เหลือเป็นทางสายเดียว ตรงกันแน่วแน่ ตรงกัน มันโป๊ะเช๊ะ เช๊ะๆ อยู่อย่างนี้ตลอด ...เหมือนยิงปืนปังเข้าเป้าปุ้งเลย มันตรงเป้าเดียวนี่ มีเป้าอันเดียวนี่ เข้าแม่นยำลงเป้าอันเดียว

ไม่ใช่ไปส่ายยิงนกยิงปูยิงปลายิงอากาศธาตุอะไร มันมีเป้าเดียวนี่ มันลงที่ธรรมอันเดียวนี่ ที่อยู่ข้างหน้ามัน แล้วมันไม่คลาดเคลื่อนจากธรรมนี้ ...เนี่ย สัมมาทิฏฐิเกิด

อาศัยสติสมาธิกำกับไว้อยู่เสมอ  พอเคลื่อนออกปั๊บ...ทัน เคลื่อนออกปั๊บ...ทัน ... ตั้งมั่นอยู่ รู้อยู่ๆ แล้วก็ชัดเจนอยู่กับธรรม ไม่ต้องแตะต้องธรรม ปล่อยให้ธรรมเขาเป็นไปตามปกติธรรม

เนี่ย ศีลมันก็มาเกื้อหนุนกันอยู่ ประคับประคองระหว่างภายนอกภายในให้เป็นกลาง เป็นธรรมดาเสมอกันอยู่อย่างนี้  เราก็รักษาองค์มรรคอยู่ในที่เดียว...ตลอด 

นี่ ทางอยู่ตรงนี้ นี่เรียกว่าทางสายเอก หรืออีกภาษาก็เรียกว่า วิถีแห่งความรู้แจ้ง  นี่คือวิถีแห่งจิต นี่คือวิถีแห่งมรรค นี่คือวิถีแห่งความรู้แจ้ง นี่คือวิถีแห่งนิพพาน หรือว่าทางสายเอก ...มีทางเดียว ไม่มีทางอื่นเลย 

ต่อให้ปฏิบัติเส้นไหนสายไหน วิธีการไหน ต้องลงตรงที่ธรรมอันเดียว...ธรรมอันเดียว  รูปก็เป็นธรรม นามก็เป็นธรรม ไม่งั้นท่านจะเรียกว่ารูปธรรมนามธรรมยังไง เสียงก็เป็นธรรม กลิ่นก็เป็นธรรม รสก็เป็นธรรม


อะไรที่มันเกิดขึ้นปรากฏขึ้น ตรงนี้ ขณะนี้ พั้บนี่ ...แล้วไม่ว่ากัน ตรงแน่วโดยไม่มีความคิดความเห็นสอดแทรก  ดูมันไป เห็นมันไป ธรรมดา ตรงๆ แค่นี้ 

อยากตั้ง...ตั้ง อยากเกิดขึ้นมากขึ้น...มาก อยากดับไป...ดับ อยากเกิดขึ้นใหม่...เกิด เนี่ย ไม่ว่ากันอย่างนี้ เรียกว่าสัมมาทิฏฐิล้วนๆ เลยอย่างนี้ ตรง ...แล้วสัมมาทิฏฐิก็จะตรงแน่วๆๆ ในธรรมอันเดียวๆ ตลอด


(ต่อ แทร็ก 6/12 ช่วง 2)